728 x 90

เผยลูกหนี้ กยศ. ถูกดำเนินคดีแล้วกว่า 1.1 ล้านราย เล็งหักเงินเดือนพนง.รัฐ-เอกชน อีก 3 แสนคน

img

ตลอดเวลา 23 ปี มีคนไทยกู้ยืมเงิน กยศ. กว่า 5.6 ล้านคน รวมยอดค้างเงินกว่า 7.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.6 ล้านคน แต่ที่น่าตกใจพบว่ามีผู้เบี้ยวไม่จ่ายหนี้มีถึง 60% โดยปี 2562 จะหักเงินเดือนเพิ่มเป็น 3 แสนคน หวังยอดเงืนคืน 3 หมื่นล้านบาท พร้อมออกมาตรการจูงใจลดเบี้ยปรับ 85%

กยศ. ให้คนไทยกู้ยืมกว่า 5.9 แสนล้านบาท 
จากการเปิดเผยข้อมูลสถานะการให้กู้ยืมเงิน โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พบว่ามีนักเรียน นักศึกษาในระดับมัธยมปลายจนถึงระดับปริญญาตรี ได้รับโอกาสทางการศึกษาจากกองทุนฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2539 - 2561 ซึ่งมีผู้กู้ยืมเงิน กยศ. ทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 5.6 ล้านคน คิดเป็นวงเงิน 5.9 แสนล้านบาท  ส่วนยอดเงินค้างชำระสะสมรวมถึง 7.4 หมื่นล้านบาท (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 1)


โดย คุณชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เผยว่า ผลการดำเนินงานของกองทุนฯ มีการชำระหนี้ (กยศ.+กรอ.) ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งในปี 2560 และ 2561 ได้รับชำระหนี้คืนปีละ 2.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2559 ที่ได้รับชำระหนี้คืน 2.1 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2558 ได้คืน 1.8 หมื่นล้านบาท ทำให้การปล่อยกู้ในปัจจุบัน กองทุนฯ ไม่ต้องของบประมาณแผ่นดินในการจัดสรรวงเงินให้กู้ยืมแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาจะใช้สูงถึงปีละ 3 หมื่นล้าน ขณะที่ในปี 2562 ตั้งเป้ายอดจ่ายคืนกองทุนฯ​ เอาไว้ที่ 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากมาตรการหักเงินเดือน

เด็กวิทยฯ-ศิลปศาสตร์ กู้ยืมมากสุด
การให้กู้ยืมเงินในแต่ละปีการศึกษา มีผู้กู้ยืมเงินตั้งแต่ ม.4 จนถึงปริญญาตรี ซึ่งรวมสายอาชีวะ เป็นผู้กู้รายใหม่ ที่ไม่เคยกู้เลยเฉลี่ยประมาณ 2 แสนรายต่อปีการศึกษา ส่วนผู้กู้ยืมรายเก่ามีจำนวนเฉลี่ย 6 แสนรายต่อปีการศึกษา คิดเป็นวงเงินเฉลี่ยรายละ 30,000 - 70,000 บาทต่อปี รวมทั้งสิ้นกว่า 3 หมื่นล้านบาท

โดยปีการศึกษา 2561 คณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติกรอบวงเงินให้กู้ยืมลักษณะที่ 1 (กยศ. เดิม) และลักษณะที่ 2 (กรอ. เดิม) 33,6444.68 ล้านบาท ในจำนวน 701,981 คนด้วย ซึ่งมีผู้ยื่นคำขอกู้ยืมเงินแล้ว 583,627 คนแต่ได้รับสิิทธิ์ 539,426 คน เป็นวงเงินกู้ยืมจำนวน 26,165.99 ล้านบาท

สำหรับสาขาวิชาที่มีการกู้ยืมเงินมากที่สุดในปี 2560 ตามลักษณะที่ 1 (กยศ. เดิม) อันดับ 1 คือ วิทยาศาสตร์ จำนวน 56,525 คน รองลงมาอันดับ 2 ครุศาสตร์ 39,826 คน และอันดับ 3 บริหารธุรกิจ 38,410 คน ตามลักษณะที่ 2 (กรอ. เดิม) อันดับ 1 ศิลปศาสตร์ 16,902 คนตามมาด้วยอันดับ 2 วิทยาศาสตร์ 16,573 คนและอันดับ 3 บริหารธุรกิจ 12,650 คน ซึ่งพบว่าผู้กู้ที่เรียนสายศิลป์มีมากกว่าสายวิทย์ ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดการเรียนการสอน 


ผู้กู้เบี้ยวชำระหนี้สูงถึง 60%
ขณะที่ปัจจุบัน มีผู้กูู้ กยศ. ที่อยู่ในช่วงกำลังศึกษา และอยู่ในช่วงปลอดหนี้ (ระยะเวลาหลังจบการศึกษา 2 ปี) ราว 9.7 แสนคน ส่วนผู้ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้วมีกว่า 9.4 แสนคน แต่ก็มีผู้กู้ที่เสียชีวิต (ระงับหนี้) หรือทุพพลภาพ (ระงับหนี้ชั่วคราว) 5.4 หมื่นคน ซึ่งกลุ่มผู้กู้ที่กล่าวมาไม่อยู่ในการจัดเก็บเงินคืนกองทุนฯ ในปัจจุบัน

ส่วนผู้อยู่ระหว่างการชำระหนี้ มีจำนวนกว่า 3.6 ล้านคน รวมเป็นยอดเงินให้ยืมไปกว่า 4.2 แสนล้านบาท โดยมีผู้ชำระหนี้ปกติ ประมาณ 1.4 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 40% ของผู้อยู่ระหว่างการชำระหนี้ทั้งหมด แต่ตัวเลขของผู้ผิดนัดชำระหนี้ มีสูงถึง 2.2 ล้านคน คิดเป็น 60% ซึ่งมียอดเงินที่ค้างอยู่ถึง 7.4 หมื่นล้าน แม้ว่าตัวเลขผู้เบี้ยวหนี้จะลดลงประมาณ 1 แสนคนจากปี 2560 แต่ก็ยังเป็นจำนวนที่สูงมาก

คุณชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ได้แสดงมุมมองต่อปรากฏการณ์ที่มีผู้เบี้ยวเงิน กยศ. ว่า เหตุที่ผิดนัดชำระหนี้เพราะ 1. ยากจน รายได้ไม่พอกิน 2. คนขาดวินัยทางการเงิน โดยเฉลี่ยแล้วกู้คนละ 1 แสนบาท ใช้เวลาผ่อน 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ขอเพียงแค่เรียนให้จบและเก็บเงินวันละ 5 บาท ซึ่งก็มีช่วงปลอดหนี้หลังเรียนจบให้ 2 ปี ถึงเริ่มผ่อนชำระหนี้ ในปีแรกอยู่ที่ 1,500 บาท เฉลี่ยเดือนละ 125 บาทเท่านั้น และ 3. ขาดจิตสำนึก มีแต่ยังไม่ยอมจ่าย เลยต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งถูกดำเนินคดี จำนวน 1.1 ล้านคน ค้างจ่าย 5.3 ล้านบาท แต่ก็มีผู้ยังไม่ถูกดำเนินคดี 1.2 ล้านคน ค้างชำระ 2.1 หมื่นล้านบาท

ปัจจุบันมี พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560  ซึ่งได้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนฯ​ โดยเฉพาะในส่วนการติดตามหนี้ หากผู้กู้ยืมไม่ชำระเงินคืน กองทุนฯ ก็มีอำนาจในการขอข้อมูลส่วนบุคคล ได้ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่จากกรมการปกครอง สรรพากร ประกันสังคม เบอร์โทรศัพท์จากทุกค่าย เพื่อติดตามการชำระหนี้

ทั้งนี้ กยศ. มีมาตรการในการติดตามหนี้สินเป็นไปตามกฏหมาย และมาตรฐานเดียวกับสถาบันการเงิน ซึ่งหากผู้กู้ยืมได้รับหมายศาลไม่ต้องตกใจ ขอให้ไปตามที่ศาลนัดเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย โดย กองทุนฯ ก็จะประนีประนอมให้ชำระเป็นรายเดือน ระยะเวลาผ่อนได้อีก 9 ปี สำหรับผู้ที่ไม่ได้ไปศาลตามหมายนัดไกล่เกลี่ยและศาลได้มีคำพิพากษาให้ชำระหนี้แล้ว ก็ยังสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ โดยติดต่อมายังกองทุนฯ​ เพื่อขอไกล่เกลี่ยในชั้นบังคับคดี ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ ผ่อนชำระเงินคืนอีกไม่เกิน 3 ปี หรือตามที่ตกลงกัน โดยจะงดการขายทอดตลาดไว้


เล็งหักเงินเดือนเพิ่มอีก 1 แสนราย
เดิม กยศ. กำหนดการชำระเงินคืนกองทุนฯ​ ปีละ 1 ครั้ง ในวันที่ 5 กรกฎาคม แต่หลังจากที่ พ.ร.บ. กยศ. ใช้บังคับไปแล้วนั้น ได้มีการระบุให้ผู้กู้ยืมต้องชำระเงินคืนกองทุนโดยการหักจากเงินเดือนทุกเดือน แทนการจ่ายเป็นรายปี ซึ่งจะต้องแจ้งสถานะเป็นผู้กู้ยืมเงินต่อนายจ้าง ภายใน 30 วันนับแต่เริ่มปฏิบัติงาน และนายจ้างมีหน้าที่หักเงินได้ นำส่งสรรพากร หลักจากมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และประกันสังคม

ในส่วนของมาตรการหักจากเงินเดือน ได้เริ่มดำเนินการแล้วกับข้าราชการในสังกัดกรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานแรกแล้ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งมีประมาณ​ 1.6 แสนคน เป็นยอดเงินชำระคืนจำนวน 200 ล้านบาทต่อเดือน

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา ได้ขยายการดำเนินการไปในส่วนของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต), องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), เทศบาล, เขตปกครองพิเศษ, กลุ่มพนักงานธนาคาร และพนักงานเอกชนรายใหญ่ รวมประมาณ 1 แสนคน ซึ่งคาดว่าจะสามารถได้เงินกลับคืนสู่กองทุนฯ​ กว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน

ขณะที่การแจ้งหักเงินเดือนของข้าราชการทั้งหมดจะดำเนินการในลำดับถัดไป สำหรับภาคเอกชนจะเริ่มดำเนินการแจ้งหักบััญชีเงินเดือนในต้นปีหน้า ส่วนผู้กู้ยืมที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับเงินเดือนผ่านนายจ้าง กองทุนฯ​ จะดำเนินการติดตามหนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เงินกลับคืนสู่กองทุนฯ และนำไปใช้หมุนเวียนในการให้โอกาสทางการศึกษากับคนรุ่นหลังต่อไป


ลดเบี้ยปรับ จูงใจผู้กู้ชำระปิดบัญชี 
ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการตอบแทนกลุ่มผู้กู้ยืมชั้นดี คณะกรรมการกองทุนฯ ได้ออกระเบียบเพื่อให้สิทธิประโยชน์ สำหรับกลุ่มผู้กู้ยืมปกติที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ หรือผู้กู้ยืมที่อยู่ในช่วงปลอดหนี้ หากปิดบัญชีจะได้รับการลดหย่อนเงินต้น 3% ซึ่งระบบจะทำการลดหนี้ให้อัตโนมัติ เมื่อปิดบัญชีที่หน้าเคาน์เตอร์ของ ธ.กรุงไทย หรือ ธ.อิสลามฯ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

พร้อมกับออกมาตรการจูงใจชั่วคราว สำหรับผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้ หากปิดบัญชีจะได้ลดเบี้ยปรับ 85% ของเบี้ยปรับ โดยมาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 พ.ค. 2562 เท่านั้น โดยผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนแจ้งขอใช้สิทธิลดเบี้ยปรับได้ที่ www.studentloan.or.th/discount/ หรือดาวน์โหลดแบบแจ้งความประสงค์ทาง www.studentloan.or.th/discountform/ และส่งแฟกซ์มายัง 02 016 4940 และ 02 016 4950 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 016 4888 กด 9 หรือ 550-580 และ ช่องทาง LINE@: @กยศ

ซึ่งมาตรการนี้ กยศ. หวังกระตุ้นให้ผู้กู้และผู้ค้ำประกันตัดสินใจชำระปิดบัญชี เพื่อปลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น แต่หากมองอีกด้านการชำระเงินคืนกองทุนฯ ยังสะท้อนถึงความเป็นพลเมืองที่ดีมีวินัยทางการเงินและมีความซื่อสัตย์ที่ผู้กู้ต้องรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม เพื่อส่งต่อให้น้องๆ รุ่นต่อไป
____________________
คุณชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ - ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
“ขณะนี้ กยศ​. ได้ดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนของข้าราชการในสังกัดกรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานแรกแล้ว และจะดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนของข้าราชการทั้งหมดในลำดับถัดไป โดยในส่วนของภาคเอกชนจะเริ่มดำเนินการแจ้งหักบััญชีเงินเดือนในต้นปีหน้าเป็นต้นไป ส่วนผู้กู้ยืมที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว โดยไม่ได้รับเงินเดือนผ่านนายจ้าง กองทุนฯ​ จะดำเนินการติดตามหนี้ในมาตรฐานเดียวกันกับสถาบันการเงินทั่วไปกับผู้กู้ยืมเงิน เพื่อให้ได้เงินกลับคืนสู่กองทุนฯ และนำไปใช้หมุนเวียนในการให้โอกาสทางการศึกษากับนักเรียนและนักศึกษารุ่นหลังต่อไป”


คุณปรียานุช สีเสือ - นักศึกษาผู้กู้ยืมเงิน กยศ.
“การหักจากเงินเดือนก็เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งของคนที่ไม่ค่อยมีวินัย ถ้าเก็บรายปีคนเราจะไม่ค่อยไปโฟกัส เป็นการดัดนิสัยไปในตัวและเราต้องวางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือนให้ดี ซึ่งเราเรียนจบมาได้ เพราะเงินจากกองทุนฯ ก็เหมือนกับว่าถ้าไม่มีเงินจาก กยศ. คงไม่มีทุนจนเรียนจบและมีงานทำ ส่วนเรื่องนโยบายพักหนี้ที่พรรคการเมืองหาเสียงในการเลือกตั้ง ค่อนข้างเห็นด้วย ถือว่าเป็นการยืดระยะเวลาไปอีกหน่อย เพราะบางคนอาจจะพึ่งหางานได้หรือกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว”


[English]
Thailand’s Student Loan Default at 60%
Over the past 23 years, more than 5.6 million people have borrowed from Thailand’s Student Loan Fund (SLF) for a total of around 590 billion baht.

SLF manager Chainarong Kajchapanan said that the Fund’s operations have been improving in recent years as the rate of repayment in 2017-2018 picked up 28% from 2016 — leading it to hope to register the repayment rate of 30% in 2019.

SLF said, in each academic year, it has lent out more than 30 billion baht in student loans for 200,000 new borrowers and 600,000 existing borrowers.  

Its records also showed that around 970,000 of borrowers are currently in the grace period (two years after graduation) while 940,000 of them already settled their debts.  This left some 3.6 million of them in the process of repayment of over 420 billion baht.

But, SLF said that 60% of these 3.6 million borrowers defaulted on their student loans.  Mr. Chainarong said that such a high rate of loan default could be attributed to poverty, the lack of financial discipline and the lack of conscience.  He added that around 1.1 million of borrowers owing SLF around 5.3 million baht have already been prosecuted while some 1.2 million of them are yet to face any legal action.

In a move to tackle the issue, SLF has referred to its revised governing law in demanding all borrowers to make a monthly installment, which is deducted from their monthly salary.  This condition, which is a change from the previous practice of an annual installment, has been activated since December 2018 on borrowers, who are civil servants working under the Comptroller General’s Department and is currently being expanded to cover those working for local administrative organizations, banks and large private companies across the country, 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments