728 x 90

กรุงเทพฯ เมืองสวรรค์แห่งสตรีทฟู้ด

img

เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่สำนักข่าว CNN ยังคงจัดอันดับให้กรุงเทพมหานคร เป็น “สวรรค์แห่งอาหารริมทาง” หรือเมืองที่มีอาหารริมทาง (Street Food) ดีที่สุดในโลกต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้ออาหารได้หลากหลาย และระบุด้วยว่าเยาวราชคือย่านของกินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ขณะที่ สภาอาหารริมทางโลก (World Street Food Congress) ยกให้ “หอยทอด” เป็น 1 ใน 3 ของอาหารที่ขึ้นชื่อมากที่สุดที่หารับประทานได้ริมทางในกรุงเทพฯ 

สตรีทฟู้ด จึงกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายด้านการท่องเที่ยว ที่รัฐบาลเตรียมผลักดันให้ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดภัย และลบภาพลักษณ์อาหารข้างทางที่มีวิธีการปรุงไม่ค่อยถูกสุขลักษณะ เพื่อให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หันมารับประทานเพิ่มมากขึ้น

แต่ในกระแสข่าวที่น่ายินดีนี้ ก็เกิดข้อสงสัยว่าเมื่อรัฐบาลจะส่งเสริมให้ “สตรีทฟู้ด” เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยว ขณะที่ กทม. ก็มีมาตรการจัดระเบียบทางเท้าและแผงค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ  โดยจะดำเนินการให้จบภายในปี 60 ว่า เป็นแนวทางที่ย้อนแย้งกันอยู่หรือไม่ แล้วตกลงว่าจะเลือกส่งเสริมให้มีอยู่ หรือกำจัดให้หมดไปกันแน่ 

กทม.ปักหมุด ถ.ข้าวสาร-เยาวราชเป็นสตรีท ฟู้ด 
กรุงเทพมหานคร จึงต้องออกมายืนยันกระแสข่าวที่ว่า กทม. แบนร้านขายอาหารริมถนนเป็นความเข้าใจผิด ที่ทำคือไม่ใช่การห้ามขายอาหารริมทาง แต่เป็นการจัดระเบียบและยกระดับให้ได้มาตรฐานทั้งความสะอาดและความปลอดภัย และไม่ให้รุกล้ำทางเท้าจนเป็นอุปสรรคต่อประชาชนที่สัญจรบนทางเท้าอย่างที่เคยเป็นมา 

ล่าสุด พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงแนวทางการจัดระเบียบร้านอาหารริมทาง (Street Food) ว่า กทม. ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย กำหนดพื้นที่จัดกิจกรรม Street Food ตามนโยบายการจัดระเบียบ เพื่อให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ใช้รถและทางเท้า สามารถสัญจรได้สะดวก ปลอดภัย บนพื้นฐานแห่งสิทธิและความเท่าเทียม เกิดความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้บริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และช่วยยกระดับถนนเยาวราช และถนนข้าวสารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและยั่งยืน ซึ่งเป็นการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่–แผงลอย บริเวณที่อนุญาตให้ทำการค้าได้ โดยนำร่องใน 2 จุด 

จุดแรกคือ บริเวณถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ ตั้งแต่แยกเฉลิมบุรีถึงแยกราชวงศ์ ยาวประมาณ 600  เมตร ส่วนใหญ่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และเบ็ดเตล็ด โดยกำหนดให้ช่องทางซ้ายสุดและขวาสุดเป็นพื้นที่สำหรับประชาชนเดินเลือกซื้ออาหารตั้งแต่เวลา 18.00–24.00 น. ให้ผู้ประกอบการค้า ร้านอาหารวางแผงค้าอาหารบนทางเท้าด้านชิดกับผิวการจราจร ขนาดแผงประมาณ 1.00x2.00 เมตร กรณีมีโต๊ะบริการให้ลูกค้านั่งรับประทานให้จัดโต๊ะเฉพาะในพื้นที่ของตนที่ได้รับอนุญาต ทุกร้านต้องทำแผงขายอาหารที่มีลักษณะเดียวกัน และสะท้อนอัตลักษณ์ของถนนเยาวราช ผู้ค้าและผู้ช่วยค้าทุกคนจะต้องผ่านการอบรมและทดสอบด้านสุขอนามัย และโภชนามัยจากสำนักอนามัย กทม. ก่อน ซึ่งจะจัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อตรวจตราไม่ให้ผู้ค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้ผ่านการอบรมเข้าค้าขายเด็ดขาด 

จุดที่ 2 คือบริเวณถนนข้าวสาร เขตพระนคร ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจะต้องเป็นผู้ที่ค้าขายอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ผู้ค้าตั้งวางแผงค้าบนทางเท้าทั้งสองฝั่ง แต่อนุญาตให้วางแผงค้าบนพื้นถนนได้ตั้งแต่เวลา 18.00–24.00 น. ซึ่งจะไม่อนุญาตให้ผู้ค้าที่เป็นต่างด้าวเข้าทำการค้า และทุกร้านต้องจัดทำแผงขายอาหารที่มีลักษณะเดียวกันและสะท้อนอัตลักษณ์ของถนนข้าวสาร พร้อมทั้งกำหนดให้มีช่องทางสำหรับรถฉุกเฉิน ขนาดไม่ต่ำกว่า 5.00 เมตร เพื่อดูแลเหตุฉุกเฉินทั้ง 2 ฝั่งถนนได้สะดวก 

คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือน พฤษภาคมนี้ นอกจากนี้จะกำหนดที่ทิ้งขยะ หรือบริเวณล้างภาชนะใส่อาหารให้เป็นจุดๆ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะอาด มีติดป้ายราคาทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาอื่นๆ ตามความเหมาะสม โดย กทม. จะออกใบรับรองคุณภาพให้กับร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจำหน่ายสิ่งของในบริเวณถนนเยาวราช และถนนข้าวสาร เพื่อรับรองว่าร้านค้าดังกล่าวได้ผ่านการตรวจประเมินและรับรองคุณภาพแล้ว มีความสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และไม่อนุญาตให้บุคคลต่างด้าวทำการค้าใดๆ เนื่องจากเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ททท. ดึง “มิชลิน” สำรวจสตรีทฟู้ดลงไกด์บุ้ค
ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ “มิชลิน ไกด์” จัดทำคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก เพื่อออกคู่มือ "มิชลิน ไกด์" ฉบับกรุงเทพฯ และจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ เป็นที่ 6 ในเอเชีย และลำดับที่ 29 ของโลกที่ได้รับการสำรวจและจัดทำคู่มือโดยมิชลิน ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 118 ปี เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ ททท. ดำเนินโครงการร่วมกับมิชลินเป็นระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) ด้วยงบประมาณรวม 143.5 ล้านบาท 

โดย นายเสกสรรค์ ไตรอุโฆษ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท สยามมิชลิน จำกัด กล่าวว่า การสำรวจร้านอาหารครั้งนี้ จะให้โอกาสกับร้านอาหารทุกประเภทอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำกัดเฉพาะร้านอาหารหรูเท่านั้น แต่ร้านประเภทสตรีทฟู้ดก็มีโอกาสเข้ารับการสำรวจด้วย และเป็นครั้งแรกที่จัดให้มีทีมผู้ตรวจสอบที่เชี่ยวชาญอาหารไทยโดยเฉพาะ การทำงานของทีมผู้ตรวจสอบจะไม่เลือกปฏิบัติ ทุกร้านจะมีโอกาสได้รับการตรวจสอบเหมือนกัน รวมถึงร้านอาหารที่ผู้คนเข้าไปรับประทานกันในชีวิตประจำวันด้วย การเข้าไปสำรวจจะเป็นแบบไม่เปิดเผยตัว รับประทานโดยไม่จดบันทึก และชำระค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองทั้งหมดเหมือนลูกค้าคนหนึ่ง ขณะเดียวกันจะใช้วิธีสำรวจความคิดเห็นจากอีเมลของผู้อ่านกว่า 4.5 หมื่นฉบับต่อปี เพื่อสอบถามความพึงพอใจด้วย 

ผู้ตรวจสอบของมิชลินจะใช้หลักเกณฑ์ประเมินคุณภาพร้านอาหาร 5 ประการ คือ คุณภาพสินค้า, การจัดเตรียมและรสชาติ, ลักษณะเฉพาะตัวของเชฟที่สื่อผ่านอาหารที่ปรุง, ความคุ้มค่าสมราคา และความเสมอต้นเสมอปลายของคุณภาพและรสชาติอาหาร ซึ่งที่ผ่านมามิชลิน ไกด์ จะเน้นเรื่องการคงคุณภาพของร้านที่ได้รับเลือก ทำให้ร้านที่ไม่สามารถรักษามาตรฐานที่กำหนดไว้ได้ มีโอกาสถูกถอดออกจากโครงการเช่นกัน 

ททท.-กทม. เตรียมจัด “แบงค็อก สตรีท ฟู้ด เฟสติวัล” 
และเพื่อย้ำว่าได้เป็นการกวาดล้างสตรีทฟู้ด ให้หมดไป ททท. เตรียมจับมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดงาน “แบงค็อก สตรีท ฟู้ด เฟสติวัล” ในเดือนมิ.ย. 2560 เพื่อเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของไทยในการส่งเสริมอาหารข้างทางเป็นหนึ่งในกลไกผลักดันรายได้ด้านท่องเที่ยว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาพื้นที่การจัดงาน ซึ่งอาจจะเลือกย่านที่เป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยว เช่น ถนนข้าวสาร, เยาวราช หรือย่านประตูน้ำ เป็นต้น

โดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า “ต้องตอกย้ำอีกครั้งว่าสตรีทฟู้ด อย่างไรก็เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของการท่องเที่ยวที่จะได้รับการส่งเสริมต่อเนื่อง และที่ผ่านมามีหน่วยงานระดับนานาชาติให้ความสำคัญต่อเนื่อง เช่นล่าสุดที่ซีเอ็นเอ็นยกให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นตลาดสดที่ดีที่สุดในโลกอันดับที่ 4 ของโลก ถือเป็นจุดขายอย่างหนึ่งที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยมากขึ้น” 

ผู้ประกอบการทัวร์สตรีทฟู้ดขอหน่วยงานรัฐทำนโยบายให้ชัด  
ด้านผู้ทำธุรกิจบริษัทนำเที่ยวในชื่อ www.eatwalktalktour.com ที่มีบริการพานักท่องเที่ยวไปชิมอาหารไสตล์สตรีทฟู้ดทัวร์ แสดงความเห็นว่า อันดับแรก รัฐบาล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กทม. ควรต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะตอนนี้รัฐบาลและการท่องเที่ยวก็ใช้สตรีทฟู้ดเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ทาง กทม. ก็มีมาตรการจัดระเบียบทางเท้าและร้านค้าบนทางเท้า หากแนวนโยบายยังดูสวนทางกันแบบนี้ ผู้ปฏิบัติตามและนักท่องเที่ยวจะสับสน 

ผลกระทบที่จะเกิดโดยตรงก็คือกับกลุ่มผู้ค้า การจัดระเบียบทางเท้าเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เดินทางได้สะดวกขึ้น แต่ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ค้าที่โดนจัดระเบียบด้วย หรือกำหนดจุดให้ชัดเจนว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหน นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยเพาะอยากทานอาหารไสตล์สตรีทฟู้ดก็จะได้ไม่สับสนว่าร้านที่เคยมา หรือที่ได้รับการแนะนำหายไปไหน 

สำหรับธุรกิจนำเที่ยว คิดว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะในการจัดหาร้านอาหารให้นักท่องเที่ยวไป โดยปกติก็จะต้องหาร้านอาหารสรีทฟู้ดที่ต้องมีที่นั่งพอรองรับ และต้องสะอาดอยู่แล้ว ไม่ได้เน้นที่ยืนกินกันริมทาง แต่ที่จะกระทบน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจาก จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เพราะว่ามีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกับคนไทย ชอบที่จะซื้ออาการจากร้านสตรีทฟู้ด บางคนซื้อแล้วก็ยืนกินหน้าร้านเลย  

ต่างชาติติดตามการจัดระเบียบสตรีท ฟู้ด
ทางกระทรวงการต่างประเทศ โดย น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ก็เผยว่า กระทรวงการต่างประเทศก็ได้รับการสอบถามจากต่างประเทศถึงกระแสข่าวการจัดระเบียบการค้าขายอาหารบนทางเท้า (สตรีท ฟู้ด) ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ด้วย โดยได้ชี้แจงว่า กทม. ดำเนินการเพื่อจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายอาหารให้มีความเหมาะสม พร้อมกับปรับปรุงมาตรฐานอาหารโดยเน้นสุขอนามัยและความสะอาด และเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะเดียวกันจะได้ดูแลความปลอดภัยของคนเดินบนทางเท้าด้วย และการจัดระเบียบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าลดการให้ความสำคัญกับการค้าขายอาหารบนทางเท้าหรือสตรีท ฟู้ด แต่ในทางกลับกันจะช่วยส่งเสริมให้การยอมรับและเผยแพร่สตรีท ฟู้ดขยายตัวมากขึ้น โดยทางกระทรวงเห็นว่าการจัดระเบียบเป็นสิ่งจำเป็นตามมาตรฐานสากลโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความสะอาดและสุขอนามัย 

คงไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติเท่านั้น ที่ติดตามเรื่องการจัดระเบียบทางเท้า และร้านอาหารบนทางเท้า เพราะคนไทยเองก็รอดูเช่นกันว่า การปรับปรุงเมืองให้คงไว้ซึ่งเสน่ห์ของกรุงเทพฯ อย่างสตรีทฟู้ด กับวิถีชีวิตของประชาชนที่ยังต้องทำการค้าขาย กับนักท่องเที่ยว ประชาชน ผู้ใช้รถและทางเท้า บนพื้นฐานแห่งสิทธิความเท่าเทียม จะมีการปรับแก้ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวและยั่งยืนได้อย่างไร 


นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
“ที่มีการเสนอข่าว กทม.มีมาตรการห้ามขายอาหารริมถนน หรือ สตรีทฟู้ด ในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด โดยจะดำเนินการภายในปี 60 เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ กทม.มีนโยบายส่งเสริมร้านอาหารข้างทาง เนื่องจากประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องนี้ โดยพื้นที่ถนนข้าวสารและย่านเยาวราชจะเป็นสถานที่เป้าหมายที่จะดำเนินการ แต่ไม่ใช่ทุกพื้นที่ของ กทม. เพียงแต่มีการกำหนดจุดที่เหมาะสมเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเดินหน้ายกระดับอาหารข้างทางต่อไป”  

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
“ยืนยันว่าหลังจากการหารือกับกรุงเทพมหานคร จะไม่มีการยกเลิกหรือห้ามจำหน่ายร้านอาหารริมทางแน่นอน และไม่มีการให้คงอยู่เฉพาะถนนสายสำคัญด้านการท่องเที่ยว  เหตุผลในการเข้ามาควบคุมร้านอาหารข้างทางครั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดมาตรฐานด้านสุขอนามัย และจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่กีดขวางทางเท้าหรือการจราจรเท่านั้น”

ประภากร ตั้งชนะไพบูลย์ ผู้ค้าอาหารย่านพระราม 2 
“การจัดระเบียบทางเท้ากับร้านขายของเป็นเรื่องดี ผู้ค้าก็ต้องทำตามกฎระเบียบ ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน คนเดินทางเท้าก็จะได้สะดวก แต่ก็ไม่อยากให้จัดระเบียบทั้งหมด อยากให้มีจุดผ่อนผันแบบเดิมอยู่บ้าง ให้มีทางออกให้แม่ค้าด้วย เพราะเมื่อถูกจัดระเบียบต้องย้ายที่ขาย จะหาที่ขายใหม่ก็ยาก บางที่ก็มีค่าเช่าที่แพงมาก ผู้ค้าก็แย่ อยากให้หาทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย” 

ความเห็นจากคนกรุงเทพที่อยู่ลาดพร้าว ซ.1 
“เห็นด้วยกับนโยบายจัดระเบียบผู้ค้าบนทางเท้า จะได้เดินสะดวก ที่ผ่านมาผู้ค้าที่ผ่านมามีผู้ค้าใช้พื้นที่ก็ใช้พื้นที่สาธารณะหาประโยชน์มานาน ถนนก็สกปรก ไม่เป็นระเบียบ ส่วนเรื่องร้านอาหารริมทางก็ยอมรับว่าเป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ แต่ก็ควรจัดระเบียบโดยจัดพื้นที่ให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม จ่ายค่าเช่าอย่างถูกต้องและจัดเก็บภาษีจากผู้ค้าเหล่านี้ด้วย  ที่สำคัญอาหารและร้านค้าก็ต้องสะอาดและสุขอนามัย ราคาสมเหตุสมผล  ไม่เกะกะทางเดินหรือตั้งล้ำเข้าไปในถนนด้วย”  

[English]
Street Food: To Ban or Not to Ban

Street food has made a name for Thailand and the Thai Government wants to improve its standards to attract more tourists. However, the Bangkok Metropolitan Administration (BMA) continues to reclaim the pavements for pedestrians and intends to ban street food in the city by the end of this year. But then, the TAT has collaborated with the Michelin Group to produce the Bangkok Michelin Guide that will include street food.

What’s going on here?
To clear up the confusion, the BMA and TAT have cooperated in hosting the ‘Bangkok Street Food Festival’ in June 2017 to confirm their intentions to promote tourism through street food. The exact venue hasn’t been finalised yet.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments