728 x 90

คนกรุงฯพึ่งโรงรับจำนำ แก้เงินฝืด

img

จากการจัดอันดับดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ประจำปี 2018 ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ระบุว่าประเทศไทยมีระดับความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก หรือมีความสุขที่สุดจากทั้งหมด 66 ประเทศ ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยวัดจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าเศรษฐกิจในปีนี้มีแนวโน้มสดใส สอดรับกับที่รัฐบาลย้ำมาตลอดว่าเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยถือว่าไปได้ดี 

อย่างไรก็ตามสถิติที่ออกมาอาจเป็นเพียงตัวชี้วัดความสุขในเชิงเศรษฐกิจ ที่บอกว่าเรามีภาวะเดือดร้อนทางเศรษฐกิจน้อยมากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แต่ดัชนีที่วัดออกมาอาจไม่ได้เป็นของดีเสมอไป และสะท้อนในอีกมุมว่าเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้แข็งแกร่งนัก เนื่องจากความกังวลที่หยั่งรากลึกในใจประชาชนมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว จนกระทั่งล่าสุดที่ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,273 คน ระหว่างวันที่ 6-10 ก.พ. 61 พบว่าความวิตกกังวลของคนไทย ณ วันนี้ อันดับ 1 ยังคงเป็นเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้อง รายได้ ค่าครองชีพ และของกินของใช้แพง 

คนกรุงฯ พึ่งโรงรับจำนำ กทม. แก้เงินฝืด 
เห็นได้เด่นชัดจากผลการดำเนินงานของ สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร (สธก.) หรือ โรงรับจำนำ กทม. ที่สรุปผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2560 ระหว่าง 1 ต.ค. 59-30 ก.ย. 60 มีผู้ใช้บริการสถานธนานุบาลของ กทม. ทั้งสิ้น 469,612 ราย มียอดจำนำรวม 6,930 ล้านบาท โดยในส่วนนี้ สธก. มีรายได้จากดอกเบี้ย 280 ล้านบาท รายได้จากการขายทรัพย์หลุดจำนำ 83 ล้านบาท และดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร และอื่นๆ 14 ล้านบาท รวม สธก.มีรายรับประจำปี 2560 จำนวน 377 ล้านบาท รายจ่าย 120 ล้านบาท กำไรสุทธิ 257 ล้านบาท ขณะที่กำไรในปี 2559 อยู่ที่ 227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.89 นอกจากนี้ ยังพบว่าในปี 2560 สธก. มีกำไรการจำหน่ายทรัพย์หลุดเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 26 ล้านบาท หรือร้อยละ 46.48 เนื่องจากมีการเร่งระบายทรัพย์หลุดจำนำที่เก็บไว้ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2558-ต.ค. 2560 โดยกำไรในการจำหน่ายทรัพย์หลุดครั้งนี้สูงที่สุดในรอบ 10 ปี นั่นหมายถึงว่าผู้จำนำไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนของคืนเป็นจำนวนมาก 

สำหรับกลุ่มอาชีพของผู้ที่มาจำนำ 50% คือผู้มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รองลงมาคือพนักงานบริษัทเอกชน 12% ส่วนอีก 38% เป็นกลุ่มอาชีพรับราชการและรัฐวิสาหกิจ อาชีพพ่อบ้านแม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา อาชีพค้าขาย และอาชีพอื่นๆ รวมถึงมีผู้จำนำรายใหญ่ อย่าง กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการ SMEs เริ่มมาใช้บริการ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากนำทรัพย์ไปไว้ที่ธนาคารแล้ว   กลายเป็นหนี้ NPL เยอะขึ้น อีกทั้งต้องใช้เงินเร่งด่วนเพื่อนำไปหมุนจ่ายเป็นค่าแรง 

ส่วนประเภทของทรัพย์ที่จำนำมีหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นทองรูปพรรณ เพชร พลอย รองลงมามีทั้งทรัพย์สินที่เป็นเทคโนโลยีหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ หม้อหุงข้าว  รวมถึงของใช้จิปาถะ เช่น ช้อนเงิน ช้อนทอง เครื่องดนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้โรงรับจำนำ กทม. จะไม่รับจำนำทรัพย์บางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ หรือกีตาร์ เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนรุ่นอยู่บ่อยๆ ตีมูลค่ายาก และวงเงินจำนำน้อย แต่ในระยะหลังมีการอนุโลมมากขึ้น เนื่องจากบางกรณีเป็นนักเรียนที่ต้องการนำเงินไปจ่ายค่าเทอมแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง บางกรณีแจ้งว่าทรัพย์ที่มาจำนำกับโรงรับจำนำ กทม. ได้เงินน้อย แต่ยังได้ราคาดีกว่านำไปขายตามร้านรับซื้อของมือสอง 

สำหรับปี 2561 (ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. 60) สธก. กทม. ให้บริการประชาชนไปแล้ว 117,755 ราย ยอดจำนำกว่า 1,700 ล้านบาท  ทรัพย์ที่นำมาจำนำ นอกจากทองแล้ว ยังมีเครื่องมือช่าง เช่น สว่าน เลื่อยไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงรับจำนำในเขตรอบนอก เช่น สาขามีนบุรี สาขาหนองจอก ทั้งที่ในขณะนี้มีการก่อสร้างหลายโครงการ แสดงว่าเกิดภาวะขัดสน ซึ่งผู้จำนำมีทั้งอยู่ระหว่างรองานใหม่ หรือจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเดินทางกลับต่างจังหวัด บางรายต้องการเงินไปหมุนเวียนในชีวิตประจำวันก่อน แล้วกลับมาไถ่ถอนคืนภายหลัง ทั้งนี้คาดว่ายอดรวมในปีนี้ จะลดลงจากปี 2560 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น จะทำให้มีเงินมาไถ่ของคืนได้น้อยลง ทรัพย์ที่จะนำมาจำนำเพิ่มก็ไม่มีเพราะนำไปจำนำไว้หมดแล้ว หรือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีศักยภาพพอจะจำนำ 

โปรฯดอกเบี้ยต่ำช่วยปปช.ในภาวะวิกฤติ
ขณะที่นายนพดล เพิ่มพิทยา ผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ประสบปัญหาทางด้านการเงิน ผู้ว่าฯ กทม. จึงมี นโยบายให้คิดดอกเบี้ยในการจำนำทรัพย์อัตราพิเศษ ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 และถูกกว่าโรงรับจำนำอื่น คือ จำนำทรัพย์ในยอดเงินไม่เกิน 5,000 บาท เสียดอกเบี้ย ร้อยละ 0.25 บาท/เดือน, 5,001-10,000 บาท เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท/เดือน และ 15,000 บาทขึ้นไป ยอดเงิน 2,000 บาทแรกเสีย   ดอกเบี้ยร้อยละ 2 บาท/เดือน ส่วนยอดที่เกิน 2,000 บาท เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 บาท/เดือน ซึ่งแตกต่างจากโรงรับจำนำเอกชนที่คิดดอกเบี้ยอัตราเดียว คือ ยอดเงิน 2,000 บาทแรกเสียดอกเบี้ยร้อยละ 2 บาท/เดือน ส่วนยอดที่เกิน 2,000 บาท เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 บาท/เดือน โดยอัตราดอกเบี้ยพิเศษจะคงไว้จนถึง 31 ต.ค. 61 

นอกจากนั้นยังขยายวงเงินรับจำนำต่อตั๋วรับจำนำจาก 70,000 เป็น 100,000 บาท และมีโครงการพิเศษเพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนและผู้ปกครองในช่วงปิดเทอม ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. - 31 พ.ค. ของทุกปี โดยโรงรับจำนำ กทม. ทุกสาขาจะคิดดอกเบี้ยสำหรับการจำนำทรัพย์วงเงินไม่เกิน 70,000 บาท เพียง 50 สตางค์/เดือน โดยผู้ปกครอง นิสิต นักศึกษา ต้องมีสำเนาใบเสร็จค่าเทอม สำเนาบิลค่าใช้จ่าย สำเนาบัตรนักศึกษา หรืออย่างใดอย่างหนึ่งมาแสดง 

รวมถึงจะเปิดโครงการฝากทรัพย์ไว้กับโรงรับจำนำ กทม. อย่างเป็นทางการช่วงเดือน เม.ย. สำหรับประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ คาดว่าในแต่ละเทศกาลจะได้รับความสนใจจากประชาชนไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย 

เตรียมยกระดับบริการรองรับยุคดิจิทัล 
ผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเพิ่มความสะดวกในการให้บริการประชาชน จะเปิดให้บริการนอกเวลา ช่วง 16.00-18.00 น. ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 61-30 ก.ย. 62 นำร่องใน 4 สาขา ได้แก่ มีนบุรี เทเวศร์ ประดิพัทธ์ และวงเวียนเล็ก เนื่องจากมีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก และยังมีแผนพัฒนาเว็บไซต์ ทำแอพพลิเคชั่นไลน์ เป็นช่องทางในการติดตามลูกค้าให้มาไถ่ถอนหรือชำระดอกเบี้ยในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงให้ข้อมูลการประมูลทรัพย์หลุดจำนำด้วย โดยเตรียมงบดำเนินการไว้ประมาณ 10 ล้านบาท รวมถึงขยายสาขาเพิ่มอีก 1 แห่งที่เขตประเวศ ใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 62 เปิดให้บริการไม่เกินปี 63 และจากนั้นจะเพิ่มสาขาให้ครบทั้ง 50 เขต    

มีมันนี่ โรงรับจำนำยุคไทยแลนด์ 4.0 
ขณะเดียวกันธุรกิจโรงรับจำนำ “meMoney Thailand” ได้รับผลตอบรับจากผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยคุณอรชุมา ดุรงค์เดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฤทธนทรัพย์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงรับจำนำ มีมันนี่ (meMoney) เผยว่า โรงรับจำนำมีมันนี่ เป็นสถาบันทางการเงินที่ลูกค้าสามารถนำทรัพย์สินมาเปลี่ยนเป็นเงิน เพื่อนำไปหมุนเวียนในการทำธุรกิจหรือต่อยอดสร้างผลกำไร ในเวลาไม่กี่เดือนแล้วมาไถ่ถอนทรัพย์คืน ดำเนินงานด้วยการนำเทคโนโลยีมาให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลลูกค้า ให้ข้อมูลทรัพย์หลุดจำนำ รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัย ที่มีความทันสมัย และสะดวกในการใช้บริการ

กลุ่มลูกค้ามีทั้งผู้ใช้บริการดั้งเดิม และกลุ่มใหม่ เช่นพนักงานออฟฟิศ ที่นำทรัพย์มาจำนำเพื่อนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นรอรับเงินปันผล กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการช่วยเหลือค่าเทอม ผู้ปกครอง หลังจากปรับรูปแบบมาประมาณ 2 ปี มีผู้สนใจมาใช้บริการจำนวนมาก มีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ราย 

จากความเฟื่องฟูของธุรกิจโรงรับจำนำสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นอาจจะไม่ได้สวยงามดั่งที่รัฐบาลประกาศไว้ เพราะคนจะเข้าโรงรับจำนำก็ต่อเมื่อมีปัญหาเงินทองไม่พอใช้ จะไปกู้ยืมจากธนาคาร ก็ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ โรงรับจำนำจึงยังเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะได้เงินใช้ในช่วงเวลาขัดสน ซึ่งปัจจุบันภาวะนี้ไม่ได้อยู่แค่ในวงของประชาชนทั่วไป แต่ขยายผลไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการ โรงงานด้วย ซึ่งสถิติที่สวยงามไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าด้านกำลังใจ ยังต้องมองปัญหาที่แท้จริงให้เจอ แล้วปรับแก้อย่างเร่งด่วน ความสุขจะได้ไม่เป็นเพียงแค่ตัวเลข ซึ่งหากรัฐบาลแก้ได้เป็นระบบในทุกภาคส่วน นอกจากจะคลายความกังวลของประชาชน ยังจะช่วยลดปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้มีช่องว่างน้อยลงอีกด้วย 


คุณนพดล เพิ่มพิทยา ผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร (กทม.)
“ยังมีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาล ที่จะมีคนมาไถ่ทรัพย์ โดยเฉพาะทอง ที่จะมาไถ่คืนเพื่อนำไปใส่โชว์ให้พ่อแม่เห็นก่อนว่ามาทำงานที่ กทม. ไม่ลำบาก ขณะที่บางคนบอกว่ามีเงินสดกลับบ้านเท่าไรก็หมด แต่ถ้ามาไถ่ทองไป ใช้แค่เงินเท่าที่มี แล้วกลับมาจำนำต่อก็ยังได้เงินหมุนเวียนใช้ได้อีก ซึ่งสถานธนานุบาล กทม. มุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือประชาชน ตามนโยบายผู้ว่า กทม. ซึ่งนอกจากจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเพื่อลดภาระในการผ่อนชำระดอกเบี้ย จะมีการพัฒนาการให้บริการให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วย”
คุณนพดล เพิ่มพิทยา ผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร (กทม.)


คุณเพ็ญนภา อเนกวิธวงศ์ ผู้จัดการสถานธนานุบาลบางซื่อ
“สถานธนานุบาล กทม. สาขาบางซื่อ มีประชาชนมาใช้บริการประมาณ 80-100 วัน ผู้ที่มาใช้บริการมีทั้งทหาร ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ประชาชนทั่วไปที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นทั้งผู้ที่ใช้บริการประจำ และผู้ใช้บริการหน้าใหม่ ทรัพย์ที่นำมาจำนำ สัดส่วน 95% เป็นทองคำ ส่วนอีก 5% เป็นทรัพย์อื่นๆ เช่น อัญมณี เพชรพลอย เครื่องใช้ไฟฟ้า กระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องมือช่าง ทรัพย์ที่แปลกๆ ก็มี เช่น ชุดเชี่ยนหมาก หอยสังข์ หรือ ครก ซึ่งครกนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับโรงรับจำนำ เป็นเคล็ดว่าถ้ามีมาจำนำแสดงถึงความหนักแน่นมั่นคงของสาขานั้นๆ” คุณเพ็ญนภา อเนกวิธวงศ์ ผู้จัดการสถานธนานุบาลบางซื่อ

คุณอรชุมา ดุรงค์เดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฤทธนทรัพย์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงรับจำนำ มีมันนี่ (meMoney) 
“มองว่าเศรษฐกิจในขณะนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีคนที่ต้องการใช้เงินเร่งด่วน ซึ่งถ้าไปติดต่อกับธนาคารจะยุ่งยากและอาจได้รับความช่วยเหลือไม่มาก มีมันนี่จึงเป็นเหมือนสถาบันการเงินที่เปิดโอกาส เป็นช่องทางให้คนที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนนำไปใช้หรือนำไปต่อยอดธุรกิจได้ง่าย และยังเป็นช่องทางของคนมีเงินแล้วต้องการซื้อทรัพย์สินในราคาถูกมาเก็บสะสม โดยเรามีบริการรับฝากทรัพย์อัตราดอกเบี้ยต่ำ มีระบบนิรภัยชั้นดีที่ช่วยดูแลทรัพย์ในระหว่างที่ลูกค้าเดินทางไปต่างประเทศ หรือเดินทางไปไหนไกลๆ มีเจ้าหน้าที่ดูแล สร้างความอุ่นใจได้ และไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินเช่าตู้เซฟของธนาคารที่ต้องใช้เวลานานในการจองและเสียเงินมากกว่า  ถือว่าได้ช่วยทั้งคนที่มีความเดือดร้อนและคนที่ต้องการช่องทางในการต่อยอดทางธุรกิจด้วย” 
คุณอรชุมา ดุรงค์เดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฤทธนทรัพย์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงรับจำนำ มีมันนี่ (meMoney)


[English]
Pawn Shops Remain Cash-Strapped Bangkok Residents’ Favorite Goto

The latest Misery Index 2018 by Bloomberg suggested Thailand was the least miserable among 66 countries included in the survey, for the fourth consecutive year due to low inflation and unemployment. 

While this finding illustrates Thailand’s “economic” well-being, the real situation is not necessarily all like that and may reflect relatively fragile economic conditions, particularly after a study by Suan Dusit Poll during Feb. 6-10 nationwide found most Thais remained concerned with their livelihood, income, cost of living and higher prices of goods and services.

In line with this study was the 2017 operating results of the Bangkok Metropolitan Administration Pawn Shop Office, which reported 469,612 people visited all of their branches during October 2016 and September 2017 and 6.9 billion baht in the total worth of all pawned assets.  In the last fiscal year, the BMA Pawn Shop Office recorded the total net profit of 377 million baht, a 12.89% on-year rise, and booked a 26-million-baht rise in profit from the sales of pawned items — a 46.48% year-on-year surge, which was the highest rate in 10 years and reflected the fact that more people could not redeem their pawns.

During October and December 2017, 117,755 people have visited BMA pawn shops to pawn some 1.7 billion baht worth of assets that included gold accessories and electrical appliances, especially construction tools.

The BMA Pawn Shop Office expects its total revenue for 2018 to drop from last year due to an expected slowdown in the local economic growth and higher cost of living, which should leave their customers with less money for asset redemption.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments