728 x 90

จับทิศทางสตาร์ทอัพไทย

img

ภาพรวมระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย
Techsauce ผู้นำเสนอคอนเทนท์เพื่อวงการ Tech ในโลกธุรกิจ เผยข้อมูลล่าสุดของสตาร์ทอัพไทย พบว่า ปัจจุบันได้รับการระดมทุนไปกว่า 100 บริษัท โดยในปี 2560 มีบริษัทที่ได้รับการระดมทุนและเปิดเผยข้อมูล (Funded Startups) กว่า 90 บริษัท ขณะที่มีบริษัทร่วมลงทุน (VCs & Corporations) 96 ราย มีกลุ่มนักลงทุนอิสระ (Active angel) 44 ราย และ ศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพ (Accelerators) จำนวน 8 ราย

โดยยอดรวมการลงทุนทั้งหมดในรอบปี 2560 (แบบไม่รวม ICO - Initial Coin Offering) มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 105.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,315 ล้านบาท

ขณะที่ตัวเลขการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยปี 2560 อยู่ที่ 22.7% โดยส่วนหนึ่งที่ทำให้เติบโตมาจากบริษัท aCommerce ซึ่งเป็นบริษัทช่วยผลักดันให้ E-Commerce เติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการนําเเบรนด์เเละร้านค้าปลีกเข้าสู่โลกออนไลน์

ด้านภาพรวมของอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพไทยปี 2560 พบว่า E-Commerce เป็นหมวดที่มาแรงที่สุด เห็นได้จากตัวเลขสตาร์ทอัพที่ได้รับ Funding หรือเงินทุนสนับสนุนในปี 2560 มีมากถึง 5 บริษัท รวมทั้งหมดตั้งแต่ปี 2554 เป็น 29 บริษัท

อันดับ 2 ได้แก่ FinTech หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินและธนาคาร ได้รับเงินทุนสนับสนุน 12 บริษัท อันดับ 3 E-Logistics มีสตาร์ทอัพไทยได้รับเงินทุนสนับสนุนในปี 2560 เพิ่มอีก 2 บริษัท รวมเป็น 11 บริษัท อันดับ 4 Payment หรือเทคโนโลยีด้านการชำระเงิน ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมามีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ ได้รับเงินทุนสนับสนุน 11 บริษัท และอันดับ 5 Food & Restaurant มาแรงมากในช่วง 2-3 ปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มของ Food Delivery ได้รับเงินทุนสนับสนุนแล้วทั้งหมด 9 บริษัท
การเติบโตของสตาร์ทอัพไทย
ยูนิคอร์นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในยุคที่สตาร์ทอัพมาแรง อีกคำหนึ่งที่มาพร้อมกันคือ ยูนิคอร์น (Unicorn) ที่เป็นคำใช้เรียกบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 33,000 ล้านบาท เช่น บริษัท Uber, Airbnb และ Snapchat เป็นต้น

สำหรับสตาร์ทอัพยูนิคอร์นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบ ได้แก่ Sea Group, Lazada และ Razer จากสิงคโปร์, Grab จากมาเลเซีย, Revolution Precrafted จากฟิลิปปินส์, Tokopedia, Traveloka และ Go-Jek จากอินโดนีเซีย และ VNG จากเวียดนาม

ซึ่งสตาร์ทอัพที่มีบทบาทในประเทศไทยค่อนข้างมากคือ Sea Group (หรือชื่อเดิมคือ Garena) ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีบริการทั้ง AirPay, Shopee รวมทั้งเกมชื่อดังอย่าง ROV

แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีสตาร์ทอัพยูนิคอร์นอย่างเป็นทางการ แต่ Omise ผู้ให้บริการ Payment Gateway รายใหญ่ของไทย นับเป็นบริษัทที่น่าจับตามองอย่างมาก โดย Omise เปิดระดมทุนครั้งแรกผ่าน ICO ได้ถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 785 ล้านบาท ซึ่งหากนับรวมมูลค่าการระดมทุมผ่าน ICO อาจเรียกได้ว่า Omise เป็นสตาร์ทอัพรายแรกในไทยที่เป็นยูนิคอร์น แต่ทั้งนี้การระดมทุนแบบ Traditional VC (ได้รับเงินทุนจากนักลงทุนโดยตรง) ยังไม่มีบริษัทไหนที่มีมูลค่าเป็นยูนิคอร์นในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ล่าสุด Booking.com ประกาศรายชื่อ 10 สตาร์ทอัพที่เน้นด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เตรียมเข้าร่วมโปรแกรม Booking Booster 2018 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อชิงรางวัลสูงสุดถึง 5 แสนยูโร หรือประมาณ 19.3 ล้านบาท จากกองทุน Booking Cares Fund โดยในโปรแกรมนี้ก็มีสตาร์ทอัพที่มาจากประเทศไทยร่วมด้วย คือ HiveSters ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยทำแฟลตฟอร์มเชื่อมโยงระหว่างนักท่องเที่ยวกับคนในท้องถิ่น เพื่อให้พบกับประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจากคนท้องถิ่นในประเทศไทยจริงๆ ซึ่งนับเป็นโอกาสดีของสตาร์ทอัพไทยที่จะได้เติบโตในต่างประเทศ
เงินทุนสตาร์ทอัพยูนิคอร์นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เผยบริษัทที่สตาร์ทอัพไทยอยากร่วมงานมากที่สุด
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา Techsauce เผยผลการจัดอันดับบริษัทในประเทศไทยที่สตาร์ทอัพอยากทำงานด้วยมากที่สุดจากกลุ่มสตาร์ทอัพที่อยู่ในช่วง Early Stage อันดับ 1 ได้แก่ LINE ด้วยความที่เป็นบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยี และมีฐานผู้ใช้จำนวนมาก ตามด้วย AddVentures by SCG ด้วยความแข็งแกร่งของเอสซีจีที่สามารถสนับสนุนสตาร์ทอัพได้อย่างเต็มที่ ตามมาด้วย Dtac ซึ่งได้โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทย พร้อมติดอาวุธให้นักธุรกิจใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปฏิรูปเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลมาแล้ว 5 ปี

ขณะที่ WorkVenture แพลตฟอร์มหางานชื่อดังบนโลกออนไลน์ เผยผลสำรวจบริษัทสตาร์ทอัพที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดปี 2560
อันดับ 1 Agoda
อันดับ 2 Line
อันดับ 3 Wongnai
อันดับ 4 Garena หรือ Sea
อันดับ 5 Booking.com
อันดับ 6 Lazada
อันดับ 7 Pomelo
อันดับ 8 The Matter 
อันดับ 9 aCommerce
อันดับ 10 Kaidee

บริษัทสตาร์ทอัพที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุด
โดยสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากการทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพ คือ ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น มีพันธกิจ (Mission) ที่ชัดเจนและสร้างแรงบันดาลใจ ทุกอย่างต้องเร็วตั้งแต่ไอเดียและวางโครงสร้างทางธุรกิจทั้งเงินทุนและการทำตลาดว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด

แม้ขณะนี้ไทยจะยังไม่ก้าวขึ้นเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์น แต่ภาพรวมที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะทำนายได้ว่า อีกไม่นานบริษัทของคนไทยคงจะติดอันดับสตาร์ทอัพโลก หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนการเกิด Startup Ecosystem อันจะช่วยส่งเสริมให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ไม่แพ้ชาติใดในโลก 


คุณอมฤต เจริญพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด
“สำหรับ Tech Ecosystem ของไทยนั้น ถือว่าอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านและเติบโต ฝั่งผู้ลงทุนเริ่มตระหนักว่าตัวเองต้องการอะไรจากเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ หลังจากปีที่ผ่านมาเกิดคลื่น Corporate Venture Capital หรือ CVC จัดตั้งใหม่หลายราย ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการสตาร์ทอัพนั้น เชื่อว่าจนถึงปี 2563 จะมีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรายย่อยจากต่างประเทศเข้ามาเจาะตลาดในไทย และเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น พร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาด้วย”
คุณอมฤต เจริญพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด


คุณซินหมิง จ้าว หัวหน้าทีมนักพัฒนา LINE ประเทศไทย
“ในไทยมีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นเยอะมาก แต่คนที่ไปได้ถึงรอบระดมทุน Series A มีแค่ 10% นั่นแปลว่าคนไทยมีปัญหาการ Scale Up ธุรกิจขยายลำบาก นี่เป็นปัญหาที่ทำให้โตได้ไม่มากพอ อาจเป็นเพราะ Mindset ที่ว่า เป็นสตาร์ทอัพจะสบาย แต่จริงๆ ไม่ใช่ คุณต้องพร้อมที่จะทุ่มเทกับมัน ต้องใช้ความพยายามสูงมาก”คุณซินหมิง จ้าว หัวหน้าทีมนักพัฒนา LINE ประเทศไทย

[English]
Promising Future Ahead for Thai Startups 
The growing influence of emerging startups on the international stage can be illustrated by the increasing presence of corporate venture capitals (CVSs) in Thailand, which has provided Thai startups more flexibility in terms of financial resources.

According to Techsauce — a noted source of tech and business news, there were more than 90 Thai funded startups in 2017 when 96 venture capitals (VCs) and CVCs, 44 active angels and eight accelerators were around.

Techsauce added that, excluding initial coin offerings (ICOs), no less than 105.5 million dollars (3.3 billion baht) worth of investment was recorded in 2017.

In addition, the growth rate of Thai startups in 2017 r was 22.7%, partly due to the emergence of aCommerce — Southeast Asia's leading E-commerce enabler, which has helped to bring brands and retailers online in order to reach more consumers.

A study also showed E-commerce has been the fastest-growing segment in 2017, followed by FinTech, E-Logistics, E-Payment and Food & Restaurant.

Another key development is “Unicorn” which is referred to any startup that is worth more than one billion dollars (33 billion baht), such as Uber, Airbnb and Snapchat.

In Southeast Asia, known unicorns are Sea Group, Lazada and Razer from Singapore, Grab from Malaysia, Revolution Precrafted from the Philippines, Tokopedia, Traveloka and Go-Jek from Indonesia and VNG from Vietnam.

Although Thailand has not yet found its own unicorn, a major Payment Gateway provider like Omise may be the on to achieve that status, particularly after having raised 25 million dollars through ICO.  This positive sign means Thailand may soon have homegrown unicorns if there could be more support from both the public sector and the private sector.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments