728 x 90

พักตับ งดเหล้าเข้าพรรษา

img

โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา เป็นการรณรงค์ขนาดใหญ่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถึงตอนนี้ได้กลายเป็นค่านิยมสาธารณะ โดยในแต่ละปีจะมีการชูประเด็นให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อชักจูงใจให้คนไทยเข้าร่วมโครงการ ซึ่งประเด็นในปีนี้คือ “พักตับ พักยก” แต่ทว่าตลอดระยะเวลาที่ภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาต่อเนื่องถึง 15 ปี ย่อมมีเสียงคำถามว่า การรณรงค์นี้สามารถลดนักดื่มได้จริงแค่ไหน

เจาะสถานการณ์นักดื่มไทย
ข้อมูลโครงการประเมินผลการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาปี 2559 สำรวจและจัดทำโดยศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) ร่วมกับศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ในการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปซึ่งมีจำนวนกว่า 55 ล้านคน ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 12 เดือนจำนวนมากกว่า 17.92 ล้านคน โดยพบว่าเป็นผู้ดื่มเพศชายถึง 12.518 ล้านคน สูงกว่าผู้ดื่มเพศหญิงเกินกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งผู้ดื่มในช่วงอายุ 30 - 39 ปีมีจำนวนมากที่สุดคือ 4.581 ล้านคน แต่สิ่งที่น่ากังวลใจคือ มีนักดื่มที่อยู่ในช่วงอายุ 15 - 19 ปีสูงถึง 1.542 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งเดิมมีอยู่ราว 1.257 ล้านคน
จำนวนคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละช่วงวัย
การติดตามสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งนี้พบว่า ปี 2559 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 34.3 นับเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 5 ปี (ปี 2555 – ปี 2559) โดยสัดส่วนของผู้ดื่มตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมามีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ 

องค์การอนามัยโลก ได้รายงานสถานการณ์แอลกอฮอล์และสุขภาวะ ประจำปี 2555 สำหรับประเทศไทยพบว่า มีจำนวนประชากรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 75 ของโลก นับเฉพาะในเอเชียสูงเป็นอันดับ 3 รองจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2557 ซึ่งจากการสอบถามถึงประเภทของสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดื่มในรอบ 12 เดือน พบว่าผู้บริโภคสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่นิยมดื่มเบียร์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 65.8 รองลงมาเป็นสุราสีหรือสุราแดงที่มีราคาถูก ร้อยละ 42.1 สุราขาวหรือสุรากลั่นชุมชน ร้อยละ 31.3 สุราสีหรือสุราแดงที่มีราคาแพง ร้อยละ 12.6 และสุราผสมน้ำผลไม้ ไวน์คูลเลอร์ หรือเหล้าปั่น ร้อยละ 7.3 ตามลำดับ

เปิดสถิติลด ละ เลิกดื่มเข้าพรรษา
ในช่วงหลังออกพรรษาหรือปลายพรรษาจะมีการประเมินผลการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา โดยศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) ร่วมกับศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ด้วยการสนับสนุนจาก สสส. ซึ่งได้มีการประเมินอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อติดตามพฤติกรรมการดื่มของคนไทย และประเมินผลการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาภายใต้แคมเปญต่างๆ

สำหรับการประเมินผลในปี 2559 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดนั้น การศึกษาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเข้าพรรษา จากการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา เมื่อเปรียบเทียบกับผลการศึกษารอบ 5 ปี (2555 – 2559) โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2556 – 2557 มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี แต่ขณะที่ปี 2558 – 2559 กลับมีแนวโน้มแย่ลง สำหรับผลในปี 2559 ในกลุ่มผู้ที่งดตลอดเทศกาลมีสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 6.9 ขณะที่กลุ่มที่ดื่มตามปกติมีสัดส่วนสูงกว่าถึงร้อยละ 15.5
เทียบการดื่่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่าง 5 ปีที่ผ่านมา
โดยพฤติกรรมการงดเหล้าเข้าพรรษาปี 2559 พบว่าร้อยละ 32.2 งดมาได้ตลอดเทศกาลเข้าพรรษา และจะงดต่อไปจนออกพรรษา ประมาณการเป็นจำนวน 5.763 ล้านคน สูงกว่าปี 2558 เหตุผลสำคัญที่ทำให้งดได้ตลอดเป็นเพราะปกติไม่ค่อยได้ดื่มอยู่แล้ว อีกทั้งส่วนใหญ่งดเป็นประจำทุกปี ถือเป็นช่วงฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงต้องการรักษาศีลช่วงเข้าพรรษา ทั้งครอบครัวขอให้งด เพื่อนชวนงด ไม่มีเพื่อนดื่ม 

ถัดมาคือกลุ่มที่ไม่งดแต่ลดการดื่มลง โดยมีร้อยละ 18.6 ประมาณการเป็นจำนวน 3.339 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 โดยช่วงเข้าพรรษาดื่มเฉลี่ย 4 ครั้งต่อเดือน ซึ่งลดลงจากช่วงก่อนเข้าพรรษาที่ดื่มเฉลี่ย 7 ครั้งต่อเดือน ส่วนกลุ่มผู้ที่งดแต่ไม่ครบพรรษา ร้อยละ 16.3  ประมาณการเป็นจำนวน 2.918 ล้าน ลดลงจากเมื่อปี 2558 โดยเฉลี่ยแล้วงดดื่มได้ 6 สัปดาห์ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนั้นมีเหตุผลสำคัญที่ไม่สามารถงดดื่มได้เหมือนกันคือ ขัดคนชวนดื่มไม่ได้ อีกทั้งต้องไปงานเลี้ยง และชอบเที่ยวสังสรรค์

ในขณะผู้ที่ดื่มไม่แตกต่างจากช่วงก่อนเข้าพรรษา ยังคงมีการดื่มตามปกติ ไม่ลดทั้งปริมาณและความถี่อยู่ที่ร้อยละ 32.8 ซึ่งมากกว่าปี 2558  โดยประมาณการเป็นจำนวน 5.870 ล้านคน ซึ่งเหตุผลที่ไม่ร่วมงดเหล้าเข้าพรรษานั้นคือ ดื่มเป็นประจำ จนไม่สามารถที่จะงดหรือลดได้ ซึ่งเป็นนักดื่มประเภทดื่มหนัก อีกทั้งยังมีความรู้สึกเฉยเมยต่อการรณรงค์ รวมถึงรำคาญและเบื่อหน่ายกับการแสดงความเห็นจากคนอื่นอีกด้วย

ทั้งนี้ยังได้มีการวัดผลการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ งดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2559 ถึงแนวโน้มการสร้างความตระหนักในการลด ละ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่ากลุ่มที่เกิดผลมาที่สุดคือ ผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 12 เดือน ซึ่งเป็นผลดีต่อการป้องกันในการเกิดนักดื่มหน้าใหม่ อันเป็นการควบคุมและลดปริมาณการบริโภคของสังคม อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศทราบว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลเสียมากต่ออวัยวะตับ
งบโครงการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ สสส.
คน กทม. เกินครึ่งงดดื่ม
จากการที่  BLT ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมคนกรุงเทพฯ ร่วมกับสถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอยูโพล) ในการวิจัยเชิงสำรวจเรื่องกิจกรรมช่วงเข้าพรรษาของคนกรุงเพทฯ พบว่าส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งทราบว่าวันเข้าพรรษาเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ร้อยละ 63.59 ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 36.41 นั้นไม่ทราบมาก่อน 

เมื่อสอบถามถึงความตั้งใจในการงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเข้าพรรษาปีนี้ กว่าครึ่ง คือ ร้อยละ 52.26 ตั้งจะใจงดตลอดช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน อีกร้อยละ 35.05 ตั้งใจจะงดเป็นบางวัน และที่เหลือ ร้อยละ 12.69 สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการงดดื่ม 5 อันดับแรก ได้แก่ เพื่อสุขภาพ เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อรักษาศีล และการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา 

ทั้งนี้ ในรายงานการประเมินผลโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาปีที่ผ่านมา โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการรณรงค์ดังกล่าวสามารถลดปริมาณการดื่มและจำนวนของนักดื่มลงได้อย่างเป็นรูปธรรม


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 
“รัฐบาลได้กำหนดให้วันเข้าพรรษาของทุกปีเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ผมอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้ร่วมกันทำบุญต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม โดยการงดดื่มสุราเครื่องดองของเมาตลอดห้วงเวลาเข้าพรรษา 3 เดือน หากเลี่ยงไม่ได้ ก็ขอให้เป็นการดื่มอย่างมีสติ ส่วนการดื่มเพื่อเข้าสังคมนั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ล้าหลังไปแล้วสำหรับสังคมไทยในวันนี้”

สุริยัน บุญแท้  ผู้จัดการฝ่ายวิจัย ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ
“ถ้าถามว่าคนไทยลดการดื่มจากการรณรงค์ไหม จากการเก็บข้อมูลก็พบว่าตัวเลขยังทรงตัวตลอด เป็นคำถามว่าตกลงการรณรงค์ที่ผ่านมาไม่ได้ผลหรือ ทำไมคนไทยยังดื่มอยู่ ต้องเรียนว่าสิ่งที่ได้จากการรณรงค์คือควบคุมนักดื่มหน้าใหม่ไม่ให้เพิ่ม เพราะอย่าลืมว่าขณะที่ สสส. รณรงค์ลด ละ เลิก กลุ่มธุรกิจแอลกอฮอล์เขาก็ทำงานเหมือนกัน ก็เป็นการดันกันไปกันมาสองฝั่ง”

[English]
The Rains Retreat Anti-Alcohol Campaign - Can It Work?

The Rains Retreat Anti-Alcohol Campaign is a huge campaign that has created a particular public value. Each year the campaign will be promoted differently to relate to the things that are going on at the time. But does the campaign actually work?

What do the stats say?
In 2013 - 2014 the campaign worked pretty well, but it was less effective in 2015 - 2016 with some people choosing to refrain from alcohol completely the whole period, while others chose to drink less or just drink as they would normally.

More than half of Bangkokians are planning not to drink
According to the survey conducted by BLT and AU Poll on the activities Bangkokians do during the Rains Retreat, 63.59% of Bangkokians know that the Buddhist Lent day is an alcohol-free day while 36.41% of them have never heard of such a thing before.

More than half of the people surveyed or 52.26 % to be precise intend to refrain from drinking any alcohol at all for the whole three-month period while 35.05% are looking to do so on just some days. As for why people are planning not to drink during this period, the top 5 reasons are for health, personal benefits, family and to keep the precepts and be part of this anti-alcohol campaign. 

The report evaluating the effectiveness of this anti-alcohol campaign during the Rains Retreat written by the Center for Alcohol Studies suggests that most Thai people believe this campaign can really reduce alcohol consumption in drinkers.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments