728 x 90

ภารกิจผ่าตัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครั้งใหญ่

img

เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้วที่ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เข้ามานั่งบริหารงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งนับเป็นสมัยที่ 3 หลังจากเคยนั่งเก้าอี้นี้มา 2 สมัยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2551 และ 9 ก.ย. 2551

การกลับมาครั้งนี้ เขามีภารกิจหลักคือผ่าตัดโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวฯ รวมทั้งทำให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประเทศผ่านนโยบายเที่ยวเมืองรอง เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวครองสัดส่วนมากถึง 20% ของจีดีพีทั้งประเทศ 

กับภารกิจสุดหิน
อันที่จริงกระทรวงนี้เกิดขึ้นมาด้วยอุบัติเหตุ ยุคนั้นในสมัยรัฐบาลปี 2545 ต้องการก่อตั้ง 5 กระทรวงใหม่ ทว่าบรรดาวุฒิสภายืนยันต้องมีกระทรวงกีฬาด้วย แต่ถ้าจะเกิดเป็นกระทรวงกีฬาอย่างเดียวมันมีขนาดเล็กต้องหาอะไรมาโปะ เลยกลายเป็น “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” แล้วสุดท้ายก็ไม่มีข้าราชการคนใดมีความถนัดด้านการท่องเที่ยวเลย เพราะไม่เคยมีบรรจุอยู่ในงานข้าราชการมาก่อนนับแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ก็เลยต้องเอาข้าราชการกรมพละมาเป็นข้าราชการการท่องเที่ยวไปด้วย แล้วมันก็หน้าตาแบบนี้มาตลอด 15 ปี ไม่มีใครมาแก้ ผมมารับตำแหน่งครั้งนี้ ผมจะมาแก้โครงสร้างการทำงานของกระทรวงให้ดีขึ้น 

ปรับโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ท่องเที่ยวจะไม่ใช่เครื่องมือตักเงินแบบในอดีตอีกต่อไป เพราะเรากำลังใช้ท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นเหตุผลของความขัดแย้งทางด้านการเมืองมากว่า 10 ปี ฉะนั้น ถ้าความเหลื่อมล้ำลดน้อยลงในขณะที่ตัวเลขท่องเที่ยวโตขึ้นคงจะดี แต่ที่ผ่านมาท่องเที่ยวโตแต่ความเหลื่อมล้ำก็โตไปด้วย แปลว่าท่องเที่ยวยังไม่ตอบโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำ มันอาจจะเป็นตัวทำลายความเสมอภาคด้วยซ้ำไป

ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมโรงงานดูดคนออกจากชนบท การศึกษาดูดครูจากโรงเรียนน้อยไปสู่โรงเรียนเมือง คนหนุ่มสาวในชนบททยอยเข้ามาสู่เมืองหมด แล้วก็นำมาสู่ปัญหาเหลื่อมล้ำร้อยแปด เมื่อไม่มีคนเฝ้าบ้านก็มีคนเอาขยะไปทิ้งสร้างมลพิษ กลายเป็นว่าสังคมเมืองมีประชากร แฝงเยอะกว่าพลเมืองจริง อีกทั้งยุคนี้ Automation กำลังเข้ามาทดแทน จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มีที่รองรับ ซึ่งไม่เหมือนวิกฤตปี 2540 ที่คนจะกลับไปอยู่ชนบทสักพักรอให้เศรษฐกิจฟื้นแล้วค่อยกลับมาในเมืองใหม่ เพราะขณะนี้ Fintech กำลังมา ธนาคารทยอยปิดตัวเองลง Robot กำลังเข้ามา โรงงานก็ต้องปล่อยคนออก ผมจึงต้องรีบเข้ามาแก้ปัญหาให้กับวงการท่องเที่ยว เพราะเป็นภาคบริการที่มีอยู่แล้วใน DNA ของคนไทย นั่นคือ ความยิ้มแย้มยืดหยุ่น

เกิดเป็นนโยบายหลัก คือเที่ยวเมืองรอง
นักท่องเที่ยว 35 ล้านคนที่เข้ามา เฉลี่ยแล้ว 25 ล้านคนอยู่ในเมืองหลัก ซึ่งมีแค่กรุงเทพฯ หาดใหญ่ เขาใหญ่ พัทยา เชียงใหม่ มีไม่กี่ที่เอง ผมจึงประกาศนโยบายเมืองรองเพื่อกระจายคนออกไป เมืองหลักจะได้มีเวลาไปจัดการปัญหาของตัวเอง เช่น รถติด ขยะ ถ้ามีแขกเต็มบ้านคุณจะกล้าซ่อมบ้านหรือ ฉะนั้นต้องเอาคนออกไปก่อน แต่ต้องอธิบายด้วย เพราะไม่อย่างนั้นคนก็จะแห่ไปเมืองรองแบบไม่รู้เหตุผล เพราะเมืองรองจะสำลักถ้ากินเกินอิ่ม แต่ชุมชนจะสำลักทันทีเมื่อกินเกินคำ ผมจึงเลือก “ชวนคนไปเมืองรองคัดกรองเข้าชุมชน” ถ้าไปแบบเถ้าแก่ใหญ่เที่ยวชุมชน รับรอง เจ๊ง! ดูที่หมู่บ้านคีรีวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เป็นตัวอย่าง เขาไม่รู้หรอกว่ามีคนในชุมชนที่ดูแลเรื่องท่องเที่ยวกี่คน พอคุณมาเที่ยว พวกชาวไร่ชาวสวนในชุมชนก็เอารถเข้าออกไม่ได้ นี่ไง ยังไม่ทันอิ่มเลย แค่เกินคำก็เป็นเรื่องแล้ว

ที่ชุมชนริมน้ำจันทบูร จ.จันทบุรี ใครไปเดินก็ร้องโอ้โห! แจ๋วจังเลย ที่นั่นเรียกร้องให้รัฐเปลี่ยนเป็นถนนคนเดิน ไม่ให้รถเข้ามา แต่มีอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็คือคนในชุมชนเหมือนกันบอกว่า ฉันอยากมีชีวิตเหมือนเดิม ฉะนั้น การที่จะประกาศเป็นเมืองท่องเที่ยวไม่ใช่หมูๆ อย่างที่คิด 

ความหมายของเมืองรอง?
สมัยคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ ที่เคยประกาศให้มีเมืองรองปรากฏตัวขึ้นนโยบายนี้ถูกต้อง แต่มีพื้นที่รองรับน้อยไปหน่อย เพราะถ้าคนแห่ไปเมืองจะแตกก่อน ผมจึงระบุว่า อะไรที่ไม่ใช่เมืองหลักก็เป็นเมืองรองหมด ใครไปนอนเมืองรองเอาไปเลย 15,000 บาท ลดหย่อนภาษีตอนปลายปี แต่เนื่องจากกระทรวงการคลังเป็นผู้ประกาศ จึงประกาศเป็นรายจังหวัด ทำให้กรุงเทพฯ นนทบุรี สุราษฎร์ธานีทั้งจังหวัดเป็นเมืองหลัก ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่ มีเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น เราต้องการให้รายได้จากการท่องเที่ยวลงไปตรงจุดนั้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังหาศัพท์ที่จะใช้ระบุไม่ได้ ตอนนี้ก็ลงได้เพียงระดับอำเภอ ต่อไปก็ตำบล หรือแม้แต่ถนนก็ได้

หน้าที่ของกระทรวงฯ กับ ททท. จะทับซ้อนกันไหม
ในยุคสมัยของนายกฯทักษิณ รัฐบาลไปบีบจมูกให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) ทำการตลาดอย่างเดียว ถ้าจะให้พัฒนาระบบท่องเที่ยว ฐานราก ความสะอาด ปลอดภัย ห้องส้วม ให้มาที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ แต่กรมการท่องเที่ยวมีคนอยู่ 130 ขณะที่ ททท. มีอยู่หลักพัน ทีนี้นักท่องเที่ยวก็มากันเต็มเลย กลายเป็นว่ารองรับไม่ไหว แต่ตอนนี้ผมปลดล็อกแล้ว ให้ ททท. เข้ามาซ่อมแซมแก้ไขได้

ส่วนข้าราชการที่อยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ปัจจุบันให้จัดการแหล่งท่องเที่ยวที่มีระดับต่ำกว่าจังหวัดลงไป ให้ฝึกทำเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย ถ้าทำเรื่องพื้นฐานไม่ได้ ก็ไปทำอย่างอื่นไม่ได้หรอก

ส่วนเรื่องความสะดวก อันนี้เกินพลัง ททท.ด้วย ผมถึงได้ร่างกฎหมาย เป็นคำสั่งร่วมกับกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการสั่งให้ปลัดทั้งสองเป็นกรรมการร่วม สั่งให้มีฝ่ายเลขาฯร่วม สั่งให้มีการประชุมทุกๆ เดือน เพื่อให้ฝ่ายอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทาง กับฝ่ายบริการเรื่องความสะดวกมาเจอกัน

ส่วนด้านเอกลักษณ์ต้องให้ชุมชนมาว่าเอา อย่างถ้าจะทำถนนคนเดินขายของท้องถิ่น สินค้าครีเอทจากชุมชน อันนี้ดี แต่ถ้าของที่มาขายไม่ใช่ของท้องถิ่น เป็นพ่อค้าเร่ มันก็ไม่ใช่เอกลักษณ์ อย่างตลาดน้ำสี่ภาคที่พัทยา มันมีแต่ของแปลกปลอมทั้งนั้น เป็นเพียงธุรกิจ ไม่มีราก กำไรที่มีขึ้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับชุมชน ชุมชนไม่ได้อะไรเลย และผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะเอา Cruise Tourism มาลงทีละ 3-4 พันคน แล้วเราก็ต้องไปสูบทรายทะเลเพื่อให้เขาเข้ามาได้สะดวก เพราะทรัพยากร ธรรมชาติจะเสียหายหมด นักท่องเที่ยวก็กินอาหารบนเรือ ไม่ซื้อของคนพื้นที่กินหรอก อีกอย่างเรือพวกนี้วิ่งอยู่ในทะเลมา 3-4 วัน มีของเสียจะทิ้งติดมาด้วย มีหรือที่เขาจะเอากลับไป เราได้อะไรบ้าง แต่ถ้าทำ Marina ให้เรือ Yatch ผมโอเค เรือที่เข้ามายิ่งเล็กชุมชนยิ่งได้ประโยชน์ 

แผนขยายการท่องเที่ยว
ผมมองว่า รถไฟเราก็ท่องเที่ยวได้ ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำรางคู่ แต่ต้องเปลี่ยนหน้าตาโบกี้ด้วยนะ ถ้าหน้าตาแบบที่เป็นอยู่ใครจะไปอยากขึ้น ต้องทำโบกี้ให้รู้สึกโอ้โห! สวย! และไม่ใช่ทำแค่โบกี้โดยสาร แต่ต้องมีโบกี้ที่มีกิจกรรมให้ทำได้ด้วย แบบนี้แหละจะทำให้ The Journey มีความหมาย ซึ่งตอนนี้ผมให้ผู้ว่าการการรถไฟฯกับผู้ว่า ททท. คุยกัน ไปเปิดแคตตาล็อกโลกนี้มาว่ามีรถไฟสวยๆ แบบไหนบ้าง จะต้องสั่งซื้อก็เสนอมา

อีกเรื่องคือการปล่อยสัมปทานวิ่งรถ เพราะตอนนี้เรามีแต่สัมปทานวิ่งรถจากกรุงเทพฯ ไปเมืองหลัก ส่วนเมืองรองไม่มีเลย แล้วถ้ารถไฟไปจอดยังเมืองนั้นแล้วนักท่องเที่ยวอยากเที่ยวต่อ แต่กลับไม่มีรถพานำเที่ยวก็ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้จากเชียงใหม่จะไปสุโขทัย ไม่มีรถวิ่งเลย ต้องเหมารถอย่างเดียว

นอกจากนี้ผมเห็นว่า เราจะสามารถ Light Up โบราณสถาน มรดกโลกได้ ทำเป็นโซนก็พอ อย่างโซนดนตรี โซนขายสแน็ก มีพื้นที่นั่งสมาธิ มีระบบความปลอดภัยให้ ก็จะทำให้อุทยานประวัติศาสตร์มีชีวิต ทุกวันนี้มีแต่กิจกรรมปั่นจักรยาน ปัญหาคือมันไกล กลางวันร้อน กลางคืนมืด มีไฟแค่ตรงริมกำแพง เราต้องทำให้ไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวหลังพระอาทิตย์ตกดินให้ได้ เราจะได้ดึงนักท่องเที่ยวเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุออกมาได้ เพราะคนไทยไม่ชอบร้อนไม่ชอบแดด ถ้าเปลี่ยน Landscape ตรงนี้ได้ ก็จะนำไปสู่นักท่องเที่ยวคุณภาพหรือกลุ่มครอบครัวได้ ข้าราชการที่จะอยู่กระทรวงนี้ต้องคิดตรงนี้ ไม่ต้องเอาเงินรัฐไปโปรโมทเรื่องท่องเที่ยวหรอก มีเอกชนทำอยู่แล้ว คุณมาทำตรงนี้ดีกว่า

งานหนักขนาดนี้ มีเวลาพักผ่อนไหม
ผมดำรงตำแหน่งมาแล้ว 4 เดือน เดินทางไปแล้ว 30 จังหวัด ไม่ใช่ไปเที่ยวหรือไปเพื่อกดปุ่มเปิดแผ่นป้าย แบบนั้นผมไม่ไป ผมจะไปเมื่อมีประเด็นความยั่งยืนที่ต้องลงไปสัมผัสจริง ทุกวันนี้ ตื่นตี 4 ครึ่ง แล้วก็ทำงานไปเรื่อยๆ อย่างน้อย 5 ทุ่มครึ่งทุกวัน วันหนึ่งมีแฟ้มให้ผมเซ็นเป็นตั้ง แต่ผมมีเวลาเซ็นแค่ตอนอยู่บนรถ 

ทุกวันนี้มีทูตรอเข้าพบผมกว่า 20 ประเทศ รอกันเป็นเดือนแล้ว เพราะผมยังไม่มีเวลา เขามาพร้อมกับข้อเสนอข้อเรียกร้องทั้งสิ้น ผมรับมาก็เต็มกางเกงพอดี ไม่รู้จะไปมอบให้ใครต่อ เพราะผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีคนฟังภาษาอังกฤษพร้อมกับผมได้ไม่กี่คน นี่คือสภาพความเป็นจริง เรามี 20% ของจีดีพีประเทศที่พึ่งจากภาคการท่องเที่ยว  ซึ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งข้าวก็ยังไม่เคยเป็นที่พึ่งของประเทศเท่าภาคการท่องเที่ยว และกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ แล้วนำมาวางบนบ่าของข้าราชการกรมพละ ซึ่งไม่แฟร์เลย

แนวทางแก้ปัญหาจะเป็นอย่างไร
ล่าสุด ผมประชุมกับอนุกรรมการ ก.พ. ที่ประชุมเห็นว่าให้ทลายกำแพง ซึ่งต้องเสนอไปที่ ก.พ. ใหญ่ คือเสนอให้คนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สามารถโอนย้ายมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ด้วยจำนวนเงินเดือนเท่าเดิม แต่ข้ามมาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในกระทรวงนี้ได้ แต่จะไม่ได้บำนาญแบบข้าราชการเมื่อเกษียณ เพราะในแท่งปีระมิดของกระทรวงการท่องเที่ยวฯถ้าเปรียบเป็นกะละมังก็ไม่มีปลาตัวไหนเคยประจำการในต่างประเทศมาก่อน แล้วผมจะให้ขึ้นมาเป็นรองปลัดต่างประเทศได้อย่างไร ไม่มีปลาตัวไหนเคยจัดมหกรรมกีฬาแห่งชาติ เพราะที่ผ่านมาการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัด ผมต้องให้คนในวงการกีฬาข้ามมาเป็นผู้ช่วยปลัดด้านการกีฬาแห่งชาติ แต่มันไม่เคยมีระบบแบบนี้ที่จะให้คนนอกเข้ามาเป็นตำแหน่งใหญ่ๆ ในระบบราชการ หรือตำแหน่งไหนๆ ในราชการไทยก็ไม่ได้ทั้งนั้น แต่ 20% ของจีดีพีประเทศ จะปล่อยให้อยู่ในมือของปลาในกะละมังเล็กๆ นี้หรือ ถ้าจะให้นับตามนี้ ผมสามารถระบุได้เลยว่าใครจะเป็นปลัดกระทรวงต่อไป ปี พ.ศ. ใด แต่ยังมีคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่องมหกรรมกีฬา จะให้เป็นได้หรือ 

นโยบายขนาดนี้ดูแล้วน่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งอีกหลายปี 
ไม่เลย ผมไม่คิดจะอยู่ยาว นโยบายนี้ต้องทำให้คนที่มารับไม้ต่อจากผมเข้าใจ เขาจะเห็นความยั่งยืน เห็นเทคนิคที่จะทำให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้ ถ้าคุณมาแล้วบอกว่า จะทำให้ที่นี่เป็นเมืองคาสิโน เฮ้ย! มันไม่ยั่งยืน ไม่กระจายรายได้ ไม่ช่วยให้ใครดีขึ้น โอเค มันทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่นี่ไง ปีนี้เรากำลังได้ 3 ล้านล้านบาท แต่มันกระจุก ไม่กระจาย แล้วตัวเลขความเหลื่อมล้ำก็ยังอยู่

เราเป็นผู้ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งขณะนี้ น้ำดื่มประมาณ 5 ยี่ห้อตกลงกับเราแล้วจะเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม นั่นแปลว่า ผมลดจำนวนขยะพลาสติกในปีหน้าได้แล้ว 420 ตัน แล้วก็จะก้าวไปเรื่อยๆ เราตกลงกันห้ามสูบบุหรี่ริมหาด แต่จัดที่ให้สูบได้ เพราะมีสถิติโชว์ให้ดูว่า ที่หาดแห่งหนึ่งในภูเก็ต พบเศษบุหรี่ที่กวาดมากองรวมกันกว่า 5 กิโลกรัมต่อวัน

แล้วขณะนี้ ผมกำลังคุยกับตม.กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณะสุข ว่าจะไม่ยอมให้ใครเข้าประเทศไทยโดยไม่ทำประกัน เพราะฉะนั้น ค่าเข้าแผ่นดินจะเก็บ 2 ขั้น คือ ค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อนำมาซ่อมแซมแผ่นดิน และค่าประกัน ถ้าเข้ามาแล้วจะทำกิจกรรมเสี่ยง ไม่ว่ากัน เพราะจะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องปฏิเสธหากไม่มีประกันที่ 2  หรือถ้าเป็นประเภทขี่รถมา ขับเรือมา ก็ต้องมีประกันชิ้นที่ 3 คือประกันเพื่อคนอื่นด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะได้มีรายได้ที่ตอบสนองจำนวนที่เข้ามา เพราะถ้าคุณบอกว่าถ้าต้องจ่ายแล้วจะไม่เข้ามา ก็ไม่เป็นไร เพราะเราจะเห็นว่าเขาไม่มีความรับผิดชอบอะไรเลย ถ้ายังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ ก็อย่ามาเที่ยวเลย

รับมือกับนักท่องเที่ยวทะลักไทยอย่างไร
ภารกิจที่ผมไปต้อนรับนักท่องเที่ยวคนที่ 35 ล้านที่สนามบินนั้น ผมจงใจให้เห็นว่า เลิกยุ่งกับผมให้ชวนใครมาได้แล้ว เรามีเรื่องที่ต้องจัดการเยอะมากแล้ว ครึ่งหนึ่งของประชากรไทยแล้วนะที่เข้ามา ฉะนั้น ถ้าท่านอยากชวนผมจัดคอนเสิร์ต ท่านจัดไปเถิด ไม่ต้องมาชวนผม ถ้าการจัดการในประเทศยังไม่ดีแล้วนำเขาเข้ามา เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ ประเทศเราก็เลอะเทอะ ผมก็ไม่อยากได้เพิ่ม

เสียงตอบรับของภารกิจต่างๆ
ถ้าผมคิดคนเดียว แล้วไม่บอกสังคมก็ไม่มีประโยชน์ ผมบอกโจทย์เพื่อให้สังคมได้วิจารณ์เสมอ แล้วในเวลานี้ก็ยังไม่มีใครว่ามันไม่ถูก เพราะเรายังไม่เคยมีความรู้มากกว่าความรู้สึก เราตัดสินใจจากความรู้สึกมากกว่าความรู้ สิ่งที่ผมให้ไปคือประเด็นที่สอดคล้องกับความรู้สึกเขาพอดี มีคนพูดว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ทำให้ขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเสีย แล้วถ้าคนไทย 70 ล้านคนเขารู้ว่า ขณะนี้อุตสาหกรรม 20% ด้านการท่องเที่ยวอยู่ในมือของคนที่ไม่ชำนาญ คุณว่าเขาจะไม่เสียกำลังใจ ขวัญเขาจะไม่กระเจิงเหรอ ผมมาอยู่ตรงนี้ผมไม่กลัว ผมลาออกจาก 30 ตำแหน่งเพื่อมารับตำแหน่งนี้ตำแหน่งเดียว ทิ้งรายได้กว่า 5 เท่าตัวเพื่อมานั่งตรงนี้ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

มาคุยเรื่องเบาๆ กันบ้าง โดยส่วนตัวกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ท่านชอบคืออะไร
ก่อนเป็นรัฐมนตรี ผมชอบพาลูกๆ ไป Trekking ปีนเขา ไปน้ำตก พาไปโดนแดด ลม ฝน ให้เขารู้จักชีวิตเอาท์ดอร์ ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ผมพาเขาไปน้ำตกเอราวัณ ปีนกันไปถึงยอด ทำให้ผมได้เห็นการเจริญเติบโต การช่างสังเกตของเขา พอได้ขึ้นไปที่สูงๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไป เขาก็ได้เห็นความแตกต่าง ถ้าสังเกตได้ ก็ใช้ได้

เท่าที่ไปมาเมืองรองที่ท่านประทับใจสุดคือที่ไหน
“บ้านห้วยปลาหลด” จ.ตาก คือชุมชนที่เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่าต้นน้ำชั้นหนึ่งได้ ทั้งที่เขาถูกรัฐตราหน้าว่าเป็นผู้บุกรุกอุทยาน อันที่จริงแล้วรัฐจับเขามาอยู่ที่นั่นเอง เพราะรัฐนำเขาออกจากพื้นที่คอมมิวนิสต์ กลัวเขาเป็นคอมมิวนิสต์ จึงจับมาใส่ป่าตรงนี้ก่อน แล้วภายหลังรัฐก็ไปขีดเส้นตรงนั้นให้เป็นอุทยานแห่งชาติ หลังจากเขาอยู่มาแล้ว 7 ปี 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกให้เขาเลิกปลูกฝิ่น เขาก็เลิก ก็ปลูกอย่างอื่นไปเรื่อย ถางป่าจนโล่ง แต่พอทำไปเรื่อยๆ พบว่าไม่ใช่คำตอบ ก็ลองทำฝาย จนกระทั่งมาปลูกกาแฟพร้อมๆ กับปลูกป่า ปรากฏว่า กาแฟมูเซอของพวกเขาก็ได้ขึ้น Air Asia ซึ่งกาแฟที่ปลูกอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่เจอแดด ทนโรคได้มากกว่า เก็บเมล็ดกาแฟด้วยมือ เลือกเด็ดทีละเม็ด ดังนั้นคุณภาพกาแฟจึงนิ่ง

ทัศนคตินี้ต่างหากที่ทำให้ผมและครอบครัวมี Mind Set ใหม่ว่า คนที่ถูกชี้ว่าทำผิดกฎหมายกลับเป็นคนที่ไม่เพียงแต่เลี้ยงตัวเองได้ แต่สามารถจัดการชุมชนได้ สามารถจัดการขยะภายในได้หมด ทำกังหันน้ำที่ทำให้มีไฟฟ้าใช้ มีประปาที่สะอาด อยู่อย่างพอเพียง สามารถเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นป่าต้นน้ำชั้นหนึ่งได้ มันเกินกว่าสิ่งที่อำนาจรัฐเคยเห็น มากกว่าสิ่งที่เงินหมื่นล้านเคยทำ คนที่มีเงินเยอะยังทำไม่ได้เลย แต่พวกเขาทำได้ แล้วทุกบ้านมีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อเดือน หมายความว่า เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่กับป่า กินกับป่าได้ โดยมีผลผลิตที่สามารถนำมาขายข้างนอกเป็นเงิน แต่ชีวิตเขาไม่ได้อยู่ด้วยเงินนั้น พวกเขาเป็นคนเคยทำลายป่า แต่กลับมารักษาปลูกป่าได้ ผมเคยไปเยี่ยมชุมชนอื่น ก็จะทำโครงการมาขอกัน แต่ที่นี่ไม่ขอเลย เพราะเขาอิ่มกันแล้ว 

ปัญหาการเที่ยวชุมชนเล็กๆ จะเข้าไปเปลี่ยนเสน่ห์ของชุมชนไหม
ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการของปลายทาง แต่ต้องจัดการคนที่จะไปด้วย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเป็นนักท่องเที่ยวมีคุณภาพ เราจะเปลี่ยนเป็นคนที่รู้จักโทรไปจองก่อนได้ไหม เวลาไปเที่ยวชุมชนอย่าคิดว่าตัวเองเป็นลูกค้า แต่ให้คิดว่าตัวเองเป็นญาติ เพราะชุมชนไม่เคยมองว่าคุณคือลูกค้า เขามองว่าเป็นแขก ไปชุมชนอย่าคิดว่าต้องใช้เงินนำไป แต่ต้องใช้ความสัมพันธ์นำไป แล้วเราจะกลายเป็นต้นแบบของนักท่องเที่ยวคุณภาพ 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments