728 x 90

มนุษย์ออฟฟิศไทย ยกเลิกพักร้อนสูงสุดในโลก

img

เผยมนุษย์ออฟฟิศไทย ห่วงงาน ยกเลิกหยุดพักร้อนกว่า 75% เป็นอันดับ 1 ในโลก ด้านภาพรวมคนไทยเที่ยวลดลงในปีที่ผ่านมา รัฐบาลอนุมัติหยุดยาว 5 วันช่วงเทศกาลสงกรานต์ หวังกระตุ้นการท่องเที่ยว ขับเศรษฐกิจเคลื่อนไปข้างหน้า

คนไทยทริปล่มเพราะติดงาน
จากการเปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวกลุ่มพนักงานประจำ ที่ไม่ได้พักผ่อนระหว่างการเดินทางอย่างแท้จริง (Vacation Deprivation Study) โดยเว็บไซต์เอ็กซ์พีเดีย ระบุว่าในปี 2560 นักท่องเที่ยวไทย ต้องยกเลิกหรือเลื่อนวันหยุดพักร้อน เพราะติดงาน สูงถึง 75% นับเป็นอันดับ 1 ของโลก 

ขณะที่มนุษย์ออฟฟิศทั่วโลกรู้สึกว่าไม่อยากลาหยุดพักร้อน 53% เพิ่มขึ้นจากปี 2559 สำหรับเหตุผลที่ทำให้ไม่อยากลา  พักร้อนมาจากงานที่ยุ่งเหยิงมากเกินกว่าจะจัดสรรเวลาไปใช้วันหยุดได้ อีกทั้งเกือบครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ระบุว่าปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้นตามมาหลังลาหยุดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าวางแผนการลานานแค่ไหน โดยคนไทยถึง 74% นำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาการวางแผนลาพักร้อนมากที่สุด ตามด้วยชาวฮ่องกง 67% และญี่ปุ่น 64% 
10 ประเทศที่ห่วงงานจนยกเลิกวันลาพักร้อนมากที่สุด
อีกทั้งคนไทยจำนวน 55% เห็นด้วยที่นายจ้างจะสนับสนุนให้ลาหยุดพักร้อน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วันลาพักร้อนเฉลี่ย 8 วันต่อปี น้อยกว่าวันหยุดประจำปีที่ได้รับเฉลี่ย 10 วันต่อปี ด้วยเหตุผลส่วนใหญ่คือ ต้องการเก็บวันลาพักร้อนไว้ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น 45% ตารางการทำงานไม่สามารถลาพักร้อนได้ หรือจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอกับงาน 37% มีความยุ่งยากในการจัดตารางวันหยุดพักร้อนที่เหมาะกับครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อน 30% และต้องการเก็บวันลาพักร้อนไว้ใช้ในปีถัดไป เพื่อจะได้มีวันลามากขึ้น 30% 

แต่แม้ว่าจะมีวันหยุดพักร้อนก็ตามที คนไทยกว่า 28% ยังไม่วายเป็นห่วงงาน เมื่อสำรวจพบว่ายังคงเช็คอีเมลที่ทำงานทุกวันในช่วงลาพักร้อน โดยการเข้าเช็คและตอบอีเมลตลอดเวลาเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมีจำนวนถึง 61% ส่วนชาวไทยมี 30% ตรงกันข้ามกับนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มีแนวโน้มปล่อยวางจากงานมากกว่าชาติอื่น มีจำนวนน้อยที่เช็คอีเมลที่ทำงานทุกวัน อย่างชาวเดนมาร์ก 8% ฟินแลนด์ 12%  และชาวเยอรมัน 16%
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวกลุ่มพนักงานประจำ
พนักงานทั่วโลกชี้พักร้อนดีต่องาน
ขณะที่มนุษย์ออฟฟิศทั่วโลกมองว่าการลาหยุดพักผ่อนประจำปี มีประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและภาวะทางอารมณ์อย่างมาก โดยครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั่วโลก รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น หลังจากการหยุดพักร้อน โดยคนไทยเห็นด้วยกว่า 66% สูงที่สุดในเอเชีย รองลงมาเป็นชาวอินเดีย และไต้หวัน

อีกทั้งคนไทยยังเห็นด้วยว่าควรได้รับวันลาพักร้อนมากขึ้นถึง 81% ซึ่งติดโผอันดับ 5 ของเอเชีย โดยเกาหลีใต้ครองอันดับ 1 ตามมาด้วย 2. ฮ่องกง 3. ไต้หวัน และ 4.อินเดีย ขณะที่มนุษย์ออฟฟิศในเอเชียส่วนใหญ่ยังมองว่าควรจะนับ วันสุขภาพจิตสากล (Mental Health Day) ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งชาวไทยเห็นด้วยสูงถึง 73% 

คุณซิมอน ฟิเก้ ผู้จัดการทั่วไป เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย กล่าวว่า จากการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ขัดขวางการลาพักร้อนในทุกปี พบว่าคนส่วนใหญ่ 80-90% บอกว่าการลาพักร้อนทำให้รู้สึกมีความสุข พักผ่อนได้ดีขึ้น และใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น เครียดน้อยลง ซึ่งส่งผลให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น 

เผยเทรนด์เที่ยวไทย
ขณะเดียวกัน แอร์บีแอนด์บี ได้เผยถึงเทรนด์การเดินทางสุดฮิตในประเทศไทยประจำปี พ.ศ. 2560 โดยจังหวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือ อ.หาดใหญ่ เติบโตขึ้น 204% จากปี 2559 รองลงมาคือ จ.ชลบุรี 150% และ จ.ขอนแก่น 139% ตามลำดับ ส่วนเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ พัทยา รองลงมาคือ กรุงเทพฯ อ.หัวหิน และ จ.เชียงใหม่ โดยคนไทยเริ่มตระหนักถึงความน่าสนใจที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม หรือขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ อันเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ตัวเอง

อีกทั้งคนไทยมีการเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนกว่า 100 ประเทศ โดยประเทศที่นิยมเดินทางไปมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือเกาหลีใต้ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอเมริกา ส่วนเมืองปลายทางยอดนิยม ได้แก่ โตเกียว โอซาก้า โซล เกียวโต และสิงคโปร์  ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดน ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่พักอาศัยอยู่ในเมืองหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ จ.เชียงใหม่ และ จ.กระบี่ อีกทั้งนักท่องเที่ยวจาก จ.สุโขทัย และ จ.เชียงราย เข้ามาในแพลตฟอร์มของแอร์บีแอนด์บี เพิ่มมากขึ้นถึง 636% และ 284% ต่อปี ตามลำดับ

ขณะเดียวกันยังเผยว่า นักท่องเที่ยวชาวจีน นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ชาวสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ ทั้งนี้ แอร์บีแอนด์บี ยังระบุว่า ความนิยมในการเดินทางของนักท่องเที่ยวสู่ประเทศไทยว่าไม่มีการปรับตัวลดลง โดยส่วนใหญ่ต้องการมาเพื่อสัมผัสเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยการรับประสบการณ์ร่วมกับชาวไทยในพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ย่านที่เมื่อก่อนไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.เชียงใหม่ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ได้แก่ สุขุมวิทตอนบน, สุขุมวิทตอนล่าง, สาทร, ดินแดง ห้วยขวาง และคลองเตย ส่วน จ.เชียงใหม่ มีย่านฮิลล์เครส และธนบุรี สะท้อนว่า การมาเยือนของนักท่องเที่ยวช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและท้องถิ่นมากขึ้น

ภาพรวมปี 60 คนไทยเที่ยวลดลง
จากการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย พ.ศ. 2560 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยให้เห็นว่าคนไทยเดินทางท่องเที่ยวลดลง 63.3%

หากเจาะลึกลงไปพบว่า ส่วนใหญ่ 47.3% นิยมเดินทางแบบพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน ส่วน 37.1% เป็นผู้เดินทางแบบไม่ค้างคืน โดยมีจุดประสงค์แรกคือ เยี่ยมครอบครัว ญาติ และเพื่อน รองลงมาคือท่องเที่ยวและพักผ่อน, ไหว้พระหรือปฏิบัติธรรม, ไปรับประทานอาหาร และชอปปิง สำหรับกิจกรรมที่นิยมทำระหว่างเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดคือ ท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนหย่อนใจ ตามมาด้วยท่องเที่ยวเชิงศาสนา, พักผ่อนในที่พัก/ไม่ทำกิจกรรมใดใด, ท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 

ขณะที่ลักษณะการเดินทาง อันดับ 1 เป็นการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง 89.2% รองลงมามีหน่วยงานหรือคณะจัดพาไป 9.6% โดยที่วันเสาร์-อาทิตย์ เป็นช่วงเวลาของการออกเดินทางมากที่สุด 38.7% ส่วนวันธรรมดา 31.7% และวันหยุดเทศกาล 27.8% ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวคือ ความสะดวกสบายในการเดินทางเข้าสู่แหล่ง ท่องเที่ยว รองลงมาคือ ความสวยงาม และความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก
พฤติกรรม และจุดประสงค์การท่องเที่ยว
คนกรุงเทพฯ ใช้เงินเที่ยวมากที่สุด 
สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวต่อครั้งต่อคน เฉลี่ยอยู่ที่ 2,753 บาท หากเป็นการเดินทางแบบไม่พักค้างคืน ใช้จ่ายอยู่ที่ 1,298 บาท ส่วนแบบพักค้างคืน 3,842 บาท โดยคนกรุงเทพฯ ใช้เงินในการเดินทางท่องเที่ยวเฉลี่ยต่อคนสูงที่สุด 4,289 บาท

ทั้งนี้ มีข้อมูลในส่วนของผู้ที่ไม่ได้เดินทางท่องเที่ยว อันดับแรกให้เหตุผลว่า ไม่มีเวลาว่าง รองลงมาเป็นเรื่องไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการเดินทาง, ไม่ชอบเดินทาง, สภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดี และมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ตามลำดับ

สงกรานต์ปีนี้หยุดยาว 5 วัน
จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้วันที่ 12 เมษายน 2561 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้มีวันหยุดยาวเป็น 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 - 16 เมษายน โดยคาดการณ์ว่าการมีวันหยุดต่อเนื่องจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

ขณะที่ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ในปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่าระหว่างวันที่ 11 - 17 เมษายน นักท่องเที่ยวชาวไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 3.03 ล้านคน/ครั้ง เติบโต 3.36% จากช่วงเวลาเดียวกับในปี 2559 และใช้จ่ายประมาณ 8.49 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.45% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการจัดงานสงกรานต์แบบวิถีไทย ใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถดึงดูดคนไทยให้เดินทางท่องเที่ยวกว่า 1.25 ล้านคน คิดเป็น 41% ของการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั้งหมด

สำหรับจังหวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศ อันดับ 1 กรุงเทพฯ โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนกว่า 5.25 แสนคน เพิ่มขึ้น 4.7% จากปี 2559 สร้างรายได้กว่า 2.8 พันล้านบาท เติบโต 7.21% อันดับ 2 จ.ชลบุรี มีนักท่องเที่ยวจำนวน 1.18 แสนคน เพิ่ม 3.7% สร้างรายได้ 360 ล้านบาท เติบโต 6.19% และอันดับ 3 จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยว 9.3 หมื่นคน รายได้รวม 501 ล้านบาท

การเดินทางท่องเที่ยวนอกจากจะเป็นการชาร์จพลังใจแล้ว ในแง่หนึ่งยังช่วยให้เงินหมุนเวียน กระจายรายได้ยังส่วนต่างๆ ซึ่งภาครัฐหวังว่ารายได้จากไทยเที่ยวไทยในปีนี้จะขึ้นไปแตะที่ 1 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าทุกครั้งที่ออกเดินทางท่องเที่ยวมีส่วนขับเคลื่ิอนระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้อีกแรง 


นพ. สกิทา ม่วงไหมทอง พิธีกรรายการ The Dr. Oz by Siriraj 
“มีงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า การลาหยุดเพื่อพักผ่อนไม่เพียงแต่เป็นผลดีสำหรับตัวคุณ แต่ยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้ ซึ่งส่งผลดีกับองค์กรด้วยเช่นกัน การศึกษาวิจัยเรื่อง Vacation Deprivation ของเอ็กซ์พีเดีย จึงทำให้รู้ว่าเหตุใดนักท่องเที่ยวถึงไม่ได้พักผ่อนระหว่างการเดินทางอย่างแท้จริง โดยเห็นได้ชัดว่า มนุษย์ออฟฟิศชาวไทยยอมทิ้งแผนการเดินทางพักผ่อน เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ในทางกลับกัน ผมคิดว่านายจ้างควรเริ่มต้นการปลูกฝัง และการฝึกให้วางแผนเรื่องความสมดุลในชีวิต ระหว่างการทำงานและการพักผ่อน เพื่อสร้างความมุ่งมั่น และมีสุขภาพจิตที่ดีในการทำงาน”
นพ. สกิทา ม่วงไหมทอง พิธีกรรายการ The Dr. Oz by Siriraj


คุณพิชยา ตรีโกศล พนักงานเอกชน/นักท่องเที่ยว
“ก่อนหน้านี้คิดว่าต้องตั้งใจทำงาน เก็บเงิน และเมื่อถึงเวลาแล้วค่อยออกไปเที่ยว แต่ความคิดทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนไป การมุ่งมั่นทำงานอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต การทำงานออฟฟิศมีอุปสรรคในการนัดเพื่อนเดินทางไปเที่ยวพร้อมกัน ทำให้เริ่มที่จะลองเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวดู  ส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินทางคาบเกี่ยวกับวันเสาร์อาทิตย์ แล้วลาเพิ่ม 2 วัน เพื่อให้มีเวลาเพิ่มขึ้น เพราะงานที่ทำไม่สามารถลาได้ยาวๆ การเดินทางทำให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น แถมมีไฟในการทำงานและเดินทางในครั้งต่อไป”
คุณพิชยา ตรีโกศล พนักงานเอกชน/นักท่องเที่ยว
[English]
Thais Named World’s No. 1 Vacation Cancellers

The latest Vacation Deprivation Study by Expedia, conducted among vacationers who are permanent employees, found 75% of Thai travelers cancelled their vacation plans in 2017 — the  highest statistics in the world, due to work obligations/

And, around 53% of salary people around the world felt less likely to take a vacation in 2017, an increase from 49% in 2016, because of their hectic schedules that were too unmanageable to allocate days for vacation, according to the study.

While 55% of Thai employees agreed with their employers’ vacation policy, they took an average of eight days off from work — slightly lower than the average of 10 days of paid vacations they are entitled to.  Most said they would like to save a few days for any unexpected situations, while 45% blamed their busy work schedules and 37% found it hard to match their days-off with their families, lovers or friends.

It also found that, while many managed to go on holiday, they still brought work along and kept checking work email constantly.  This has been the biggest case among the Japanese (61%), followed by Thai (30%).  

Meanwhile, another survey by the National Statistical Office and the Tourism Authority of Thailand revealed that few Thais have been making holiday last year while most of those who have would spend at least one night away from home and would do it by themselves, instead of going with any organized group.

The Cabinet’s latest announcement to add an extra day to this year’s Songkran holiday has been hoped to encourage people to enjoy their vacations more and accordingly help support the economic growth and the tourism industry.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

1 Comments

  • Tony Tan
    02 April 2018 01:22:29

    เพราะว่าวันธรรมดาลาป่วยได้เยอะฝัดๆไง แมนเซนเซอร์ที่บริษัทแม่ม ลาปวดหัวมั่ง ปวดท้องมั่ง ขณะที่ผู้บริหารปวดหัวทุกวันก็ยังต้องมาทำงานทุกวัน สัปดาห์ละ7วัน!!!

    REPLY