728 x 90

กรุงเทพฯ เผชิญอากาศร้อน 39 องศา-PM2.5 สูงต่อเนื่อง

img

ไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฤดูร้อนปีนี้จะมาเร็วและนานมากกว่าทุกปี อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส หรือราวๆ 42-43 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำในเขื่อน ขณะที่กรุงเทพฯยังคงเผชิญมลพิษ PM2.5 อย่างต่อเนื่อง

ไทยเข้าสู่ฤดูร้อนเร็วขึ้น ยาวนานถึง พ.ค.
ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศ ไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. 2562 และจะยาวนานถึงราวๆ เดือนพ.ค. โดยในช่วงมี.ค. ประเทศไทยตอนบนจะเผชิญพายุฤดูร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลายระลอก ทำให้มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดตลอดทั้งฤดูร้อนจะอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าวอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดตลอดทั้งฤดูอยู่ที่ 39 องศาเซลเซียส

หากพิจารณาปริมาตรน้ำใช้การได้ในเขื่อนของไทยแยกตามรายภาค ณ วันที่ 4 มี.ค. 2562 จะเห็นว่า ลดลงร้อยละ 13.5 โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ส่งสัญญาณจากการที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนในระดับต่ำมาก ทำให้สถานการณ์น้ำน่าเป็นห่วง และอาจจะเข้าสู่วิกฤตมากขึ้นในเดือน เม.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูแล้งอย่างเต็มรูปแบบ (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 1)


ด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) รายงานว่า ปี 2561 อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกร้อนสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม และจะสูงขึ้นอีกปีละ 1.5 องศาเซลเซียส ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาระหว่างปี 2557 ถึง 2565 จะเป็นทศวรรษที่สภาพอากาศโลกร้อนที่สุดนับตั้งแต่ดับเบิลยูเอ็มโอเริ่มวิเคราะห์อุณหภูมิบนโลกย้อนหลังอย่างจริงจังนับตั้งแต่ปี 2350 เป็นต้นมา โดยปี 2559 ยังคงครองสถิติเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบทศวรรษนี้ เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญมีความรุนแรงกว่าปกติมาก ตามด้วยปี 2558 2560 และ 2561

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สภาพอากาศโลกในปีนี้มีแนวโน้มเลวร้ายตั้งแต่ต้นปี โดยเดือน ม.ค. เป็นเดือนร้อนที่สุดของออสเตรเลีย ในขณะที่ซีกโลกเหนือเผชิญกับปรากฏการณ์ Polar Vortex หรือลมวนขั้วโลก ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี ส่งผลให้อุณหภูมิในพื้นที่บางส่วนของภูมิภาคมิดเวสต์ในสหรัฐฯ ลดต่ำลงถึง -53 องศาเซลเซียส 

ต่างจังหวัดส่อภัยแล้ง
สำหรับสภาพอากาศในประเทศไทยมีความแปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด โดยฤดูหนาวปลายเดือนต.ค. 2561 คนกรุงเทพฯ สัมผัสอากาศเย็นได้เพียง 2-3 วัน แล้วต้องพบกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวกลับเผชิญอากาศร้อนต่อเนื่อง จนเมื่อสิ้นสุดฤดูหนาวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ฤดูร้อนขณะนี้ หลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำจากปริมาณน้ำฝนที่ลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเพื่อทำการเกษตร

รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ภัยแล้งในปีนี้ส่งสัญญาณมาเร็วและยาวนานกว่าทุกปี ส่อเค้าถึงระดับน้ำในเขื่อนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะกระทบต่อพืชเกษตรสำคัญที่กำลังเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ซึ่งมีผลผลิตอยู่ในภาคกลางเป็นหลักถึงร้อยละ 47.8 และอ้อย ซึ่งมีผลผลิตอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลักถึงร้อยละ 43.5

ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สทนช.) คาดการณ์ว่า จะมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรนอกเขตชลประทาน 11 จังหวัด รวมกว่า 151,552 ไร่ และมีพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำประปาอีก 17 จังหวัด (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 2)


อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า อาจจะมีผลกระทบอยู่ในวงจำกัด รวมถึงมีพืชเกษตรเพียงไม่กี่รายที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นพืชที่รวมแล้วมีน้ำหนักในตะกร้าดัชนีราคาสินค้าเกษตรไม่มากนัก โดยในแง่ของราคาอาจขยับขึ้นในช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. ขณะที่ในแง่ของผลกระทบต่อผลผลิตในช่วงภัยแล้งจะมีปริมาณลดลง ซึ่งถ้ามองต่อไปในมุมของรายได้เกษตรกร อาจทำให้รายได้ในช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. ให้ภาพที่ไม่ดีนัก จากผลของแรงฉุดด้านผลผลิต ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมรายได้เกษตรกรในปี 2562 หดตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 1.2-1.6 

แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจมีผลไม่มากนักต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระดับประเทศ แต่ในระดับภูมิภาคย่อมส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ ซึ่งจะยิ่งเป็นการฉุดกำลังซื้อครัวเรือนภาคเกษตร การมีงานทำ รวมทั้งปัญหาในภาคธุรกิจ SMEs

กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองหลวง PM2.5 สูงสุด
ขณะเดียวกัน แม้สภาวะภัยแล้งจะไม่ได้ส่งผลต่อคนกรุงโดยตรง แต่สถานการณ์อากาศร้อนและฝุ่นละอองยังคงเป็นสิ่งที่คนเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงสุดในโลก โดย IQAir AirVisual ระบุว่า ปี 2561 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 23 ของโลก มีความเข้มข้น PM2.5 เฉลี่ยรายปี 26.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีค่าคุณภาพอากาศแย่เป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม และมี 10 จังหวัดในไทยที่ติดอยู่ในการจัดอันดับ 15 เมืองที่มีมลพิษ PM2.5 สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 24 ของการจัดอันดับเมืองหลวงที่มีค่า PM2.5 สูงที่สุดในโลก อยู่ที่่ 25.2 มคก./ลบ.ม (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 3)


ไทยกำลังประสบปัญหาด้านมลพิษทางอากาศ ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นและรัฐบาลสามารถช่วยจัดการกับผลกระทบของมลพิษทางอากาศได้ โดยให้ประชาชนเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานในการตรวจสอบและรายงานผลมลพิษทางอากาศได้ สิ่งที่แสดงให้เห็นชัดถึงต้นตอของปัญหามลพิษทางอากาศคือการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ และเลวร้ายลงจากการตัดไม้ทำลายป่า โดยมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและการขยายบริเวณไฟป่า

ด้านกรีนพีซ ได้เรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการยกร่างมาตรฐานในบรรยากาศของ PM2.5 ขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทย โดยกำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เป็น 35 มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปีเป็น 12 มคก./ลบ.ม. ภายในปี 2562 และกำหนดมาตรการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน HAZE-FREE 2020 อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแปรปรวนทำให้ผลกระทบของมลพิษทางอากาศเลวร้ายลง ขณะเดียวกันความรุนแรงของสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเดือนเม.ย.ที่จะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบนั้น อาจส่งผลต่อการทำเกษตรในต่างจังหวัด ซึ่งจะส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรอันเป็นปัจจัยให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น อาทิ มะนาว และพืชผักต่างๆ ทำให้กระทบต่อค่าครองชีพของคนเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
_____________________
คุณธารา บัวคำศรี - ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเรา ทั้งด้านสุขภาพและการเงิน ประเมินค่าใช้จ่ายในการสูญเสียแรงงานทั่วโลกมีถึง 225,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์หลายล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สิ่งที่เราต้องการเห็นคือผู้นำต้องจริงจังเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสุขภาพและสภาพภูมิอากาศ โดยยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และต้องมีการรายงานคุณภาพอากาศที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนแก้ไขปัญหาได้”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments