728 x 90

วิ่งช่วยชาติ ดันเศรษฐกิจไทย

img

ตอนนี้กระแสการวิ่งกำลังเป็นที่นิยมจากเทรนด์รักสุขภาพ ประกอบกับการที่ ตูน บอดี้สแลม กำลังวิ่งจากเบตง-แม่สาย เป็นระยะทางกว่า 2,191 กม. เพื่อระดมทุนบริจาคให้โรงพยาบาล และรณรงค์ให้เห็นถึงปัญหาด้านสาธารณสุขในไทย ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวการวิ่งเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศมากขึ้น

ประเทศไทยมีนักวิ่ง 12 ล้านคน
จากการรณรงค์ในเรื่องการออกกำลังกายด้วยการวิ่งของหน่วยงานต่างๆ ทำให้ 5-6 ปีที่ผ่านมามีจำนวนคนวิ่งกว่า 5.8 ล้านคน ทั้งนี้จากข้อมูลการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ในปี 2559 ประเทศไทยมีผู้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งจำนวน 12 ล้านคน

โดยแบ่งเป็นนักวิ่งชายจำนวน 4.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 38.2 และนักวิ่งหญิง 7.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 61.8 หากจำแนกตามวัย พบว่า วัยทำงานมีจำนวนมากที่สุด จำนวน 6.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 57.5 รองลงมาคือวัยสูงอายุ จำนวน 2.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.8 วัยรุ่น จำนวน 2.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16 และวัยเด็ก จำนวน 7 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 5.7 ซึ่งหากเปรียบผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการวิ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองกับชนบท พบว่านักวิ่งในเมืองมีจำนวน 8.1 ล้านคน ร้อยละ 67.6 และอาศัยในชนบทจำนวน 3.9 ล้านคน ร้อยละ 32.4

ขณะที่ แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ได้มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาสุขภาพ โดยเร่งเสริมสร้างสุขภาพคนไทยเชิงรุก ให้คนไทยมีอัตราการออกกำลังเพิ่มขึ้นร้อย 50 จึงทำให้มีแนวโน้มที่จำนวนผู้ออกกำลังกายจะเพิ่มมากขึ้น

งานวิ่งชุกพาเงินสะพัดนับพันล้าน
ในปี 2560 นับเป็นประวัติการณ์ของการจัดงานวิ่งในประเทศไทย เมื่อมีการจัดงานวิ่งเกือบ 700 รายการ มากที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดมา หากเทียบใน 5 ปีที่ผ่านมามีประมาณ 500 รายการต่อปี โดยมีจำนวนนักวิ่งร่วมแข่งขันราว 2-3 ล้านคน

จากการรวบรวมรายการวิ่งทั่วประเทศของเว็บไซต์วิ่งไหนดี ซึ่งได้รวบรวมการแข่งขันวิ่งทุกระดับ ทั้งมินิมาราธอน, ฮาล์ฟมาราธอน, มาราธอน, อัลตร้ามาราธอน รวมไปถึงวิ่งเทรล และไตรกีฬา พบว่า ปี 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 696 รายการ เฉลี่ยเดือนละ 58 รายการ หรือสัปดาห์ละ 13 รายการ เพิ่มขึ้นถึง 225 รายการจากปี 2559 ที่มีการจัดแข่งขัน 471 รายการ 

โดยส่วนสำคัญมาจากมีผู้ต้องการจัดแข่งขันวิ่งเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจุดประสงค์หลักมักจะจัดวิ่งเพื่อการกุศล หรือส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์องค์กร เมื่อดูค่าจัดการแข่งขัน พบว่าขั้นต่ำในระยะมินิมาราธอน อยู่ที่ประมาณ 8 แสนบาท/ครั้ง ส่วนฮาล์ฟมาราธอน ประมาณ 2 ล้านบาท/ครั้ง และมาราธอน ประมาณ 5 ล้านบาท/ครั้ง ประมาณการว่าในปีนี้จะมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 560 - 3,500 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณในการจัดแข่งขันก็จะนำไปใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ทั้งเสื้อประจำการแข่งขัน เหรียญที่ระลึก ของรางวัล ค่าน้ำดื่ม อาหาร อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงค่าเบี้ยเลี้ยง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่กรรมการไปจนถึงพนักงานทำความสะอาด ซึ่งต้องใช้เจ้าหน้าที่นับ 1,000 คน ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ภายในประเทศได้อย่างมหาศาล และกลับคืนมาเป็นภาษีให้ภาครัฐในเกือบทุกทิศทาง หรือการบริจาคเงินให้พี่ตูนในโครงการก้าวคนละก้าว 500 บาทขึ้นไป สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้ว
วิ่งช่วยชาติ
ชี้เติบโตทั้งจำนวน-รูปแบบการแข่งวิ่ง
ขณะที่ นายสายัณห์ สมดุลยาวาทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จ๊อกแอนด์จอย จำกัด ผู้จัดงานวิ่งได้กล่าวถึงภาพรวมของการจัดงานวิ่งในไทยว่า การจัดงานวิ่งก็จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ การแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ สำหรับนักกีฬาระดับทีมชาติ และการแข่งแบบกีฬามวลชน ตามจุดประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ, เพื่อการกุศล และแนว Fun Run ซึ่งภาพรวมมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานระดับมาราธอน และระดับฮาล์ฟมาราธอน ที่มีจำนวนรายการเพิ่มขึ้นหลายรายการ โดยจากที่จ๊อกแอนด์จอยเคยจัดแข่งขัน 28 รายการ เพิ่มเป็น 30 รายการ ปีนี้มีอยู่ 2 มาราธอน 8 ฮาล์ฟมาราธอน 19 มินิมาราธอน โดยมี 1 อัล
ตร้ามาราธอนที่เพิ่มขึ้นมา คาดการณ์การจัดงานวิ่งจะเติบโตขึ้นไปอีก ทั้งในแง่ของจำนวนรายการ และรูปแบบการแข่งขัน อย่างในปี 2561 มีบางรายการขยับจากระดับฮาล์ฟมาราธอนเป็นฟูล
มาราธอน เนื่องจากคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น และจากการกระตุ้นผ่านการท่องเที่ยววิถีไทย

นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียยังมีส่วนทำให้คนเข้าถึงข่าวสารเกี่ยวกับรายการแข่งขันต่างๆ และข้อมูลความรู้ในการฝึกซ้อมหรือเทคนิคการวิ่งจากผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีหน่วยงานอย่าง สสส. เข้ามาส่งเสริมการวิ่งอย่างจริงจังจนทำให้งานวิ่งแพร่หลาย รวมไปถึงกลุ่มดารา อย่าง ตูน บอดี้สแลม หรือคุณทนงค์ศักดิ์ ศุภการ ก็เป็นนักแสดงที่มักร่วมแข่งวิ่งอยู่เสมอ

สร้างมาตรฐานการจัดงานวิ่ง
ในขณะที่มีทิศทางการเติบโตทั้งในแง่ปริมาณนักวิ่งและการจัดการแข่งขัน แต่ก็ พบปัญหาในการจัดงานวิ่งอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างผู้จัดบางรายได้ยกเลิกการจัดวิ่งก่อน วันแข่งขัน หรือไม่มีคุณภาพมากพอ รวมถึงไม่มีมาตรฐานในการตัดสิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวนักวิ่ง

คุณณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. เปิดเผยว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการพัฒนามาตรฐานการวิ่งขึ้น เพื่อศึกษาและหาแนวทางทำให้การจัดงานวิ่งมีมาตรฐานยิ่งขึ้น โดยใช้เวลากว่า 1 ปีจึงได้แนวทางออกมา และปีที่ผ่านมาได้ทดลองใช้ในการแข่งขันวิ่งที่ สสส. สนับสนุน

สำหรับมาตรฐานการจัดงานวิ่งที่สำคัญได้แก่ 
1. เส้นทางการแข่งขัน ควรเลือกเส้นทางที่มีความสวยงาม ผ่านสถานที่สำคัญของเมือง ส่วนการจราจรในวันแข่งขัน ซึ่งมีการปิดจราจรจึงต้องจัดเส้นทางสัญจรในการเลี่ยง เพื่อให้กระทบต่อประชาชนที่สัญจรประจำวันน้อยที่สุด 
2. ด้านการแพทย์และความปลอดภัย ต้องมีหน่วยแพทย์ของการแข่งขัน และตามเส้นทางต้องมีหน่วยกู้ชีพ ในกรณีฉุกเฉินเข้าไปไม่เกิน 3-5 นาที และต้องมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า AED ด้วย
3. การแข่งขันต้องยุติธรรม แม้จะมีนักวิ่งเพื่อแข่งขัน ร้อยละ 10 และเพื่อสุขภาพ ร้อยละ 90 แต่ต้องมีความถูกต้องในการตัดสิน โดยทีมงานที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ และ
4. การบริการ และการประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่การเดินทางสู่สนามแข่งขัน จุดจอดรถ ระบบป้ายเข้าสู่งานจนถึงเส้นทางกลับ รวมทั้งป้ายในเส้นทางวิ่ง และมีจุดให้น้ำบนเส้นทางวิ่งทุก 2-2.5 กิโลเมตร หากกิโลเมตรที่ 35 ขึ้นไปจะต้องมีทุก 1 กิโลเมตร


นอกจากนั้น ต้องมีแผนสำรอง เช่น กรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้น ฝนตกหนัก เป็นต้น อีกทั้งควรมีการทำประกันอุบัติเหตุ รวมไปถึงมีอาสาสมัครด้านต่างๆ อันเป็นข้อกำหนดเสริมที่ทำให้การแข่งขันดีขึ้น เช่น มี อปพร. รด. มาช่วยด้านการจราจร ด้านการแพทย์มี อสม. มูลนิธิมาช่วย แม้แต่อาสาสมัครบริการน้ำหรือมาร่วมเชียร์ เป็นต้น ซึ่งงานวิ่งใหญ่ๆ ทั่วโลกให้ความสนใจกับเรื่องอาสาสมัครอย่างมาก 

ขณะนี้มีการนำมาตรฐานการจัดงานวิ่งไทยมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน Thai Health Day Run 2017 และอยู่ระหว่างการจัดทำรูปเล่มเพื่อเผยแพร่ให้ผู้จัดงานวิ่งนำไปเป็นหลักปฏิบัติต่อไป และแบบอีบุ๊กให้นักวิ่งดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกสนามวิ่ง และจะมีการจัดหาหน่วยงานมาประเมินการจัดแข่งขัน ให้เรตติ้งเพื่อความน่าเชื่อถือของการจัดงานต่อไปในอนาคต ซึ่งถ้างานวิ่งดีมีมาตรฐาน ก็ย่อมจะทำให้ผู้คนมีความสุขที่จะออกมาวิ่ง 


ณรงค์ เทียมเมฆ ที่ปรึกษาคณะทำงานพัฒนามาตรฐานการจัดงานวิ่งในประเทศไทย
“สสส. มีหน้าที่ส่งเสริมให้คนมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ พอมีคนวิ่งมากขึ้น งานวิ่งมากขึ้น ปัญหาจึงตามมา เดิมทีการประเมินในการวิ่งมักจะเกี่ยวกับเรื่องทัศนคติและความพึงพอใจ เช่น เสื้อสวย เหรียญสวย เส้นทางวิ่งสวยงาม อาหารดี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย และ สสส. ได้จัดทำมาตรฐานการจัดงานวิ่งขึ้น แต่เราไม่ได้ทำลำพัง เราทำงานภายใต้สหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ สหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชีย และมีสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทยดูแล  ซึ่งตอนนี้มีเกณฑ์มาตรฐานการจัดงานวิ่งแล้ว”

นิติกร เอี่ยมกลั่น นักวิ่งสมัครเล่น
“ปัจจุบันมีการจัดรายการวิ่งเยอะมาก สะท้อนว่าการวิ่งกำลังได้รับความนิยมสูง อย่างผมลงวิ่งเฉลี่ยเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกจากคอนเซปต์ในการจัดงาน ในกรุงเทพฯ ส่วนมากจะวิ่งเพื่อสุขภาพ เพื่อการกุศล เพื่อโรงพยาบาล ก็ทำให้ได้ช่วยเหลือสังคมด้วย ส่วนต่างจังหวัดเป็นการแข่งขันที่จริงจังกว่า มีกติกาเข้มข้น พ่วงกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงดงาม สำหรับค่าสมัครต่างจังหวัดจะค่อนข้างแพงกว่า ระยะ 10 กม. อยู่ที่ 450-900 บาท ในกรุงเทพฯ 300-600 บาทซึ่งถ้าไปต่างจังหวัดจะมีค่าเดินทาง ที่พัก ครั้งหนึ่งก็จะอยู่ที่ 2,000 บาท”

[English]
Marathon Now a Big Trend among Thais

Running a marathon can be named the latest trend among Thais, who have increasingly become more health-conscious and engaged in more physical exercises. The trend has been embraced by more because of the fact that it only takes a pair of running shoes and a will to run and the inspiration from the latest cross-country charity marathon by Thailand’s rock star - Toon Bodyslam.

In the past 5-6 years, several agencies have introduced their own exercise campaigns and they have been credited for the growing population of runners and the latest survey by Mahidol University suggested that there were as many as 12 million people, who chose to run for health, in 2016.  This number is expected to be on a rise as a result of Thailand’s 12th National Health Development Plan (2017-2021), which includes a preemptive health promotion strategy to encourage more people to exercise.

In 2017 alone, almost 700 running and marathon events have been scheduled and organized — a new annual record when compared with an average of 500 programs during the past five years.

Jog & Joy Co., Ltd., a leading organizer of running activities, said that social media have also contributed to this growing trend as they have helped spread news and information about running techniques and practices while Thai Health Promotion Foundation’s push and many celebrities’s involvement in such an exercise have attracted more new runners.

Along with increasing popularity, there have been cases of abrupt cancellations of some running events due to quality and standard issues.

As a result, Thai Health Promotion Foundation has set up a special committee to develop standards for all running programs.  And under its guidance, the organizers of such events are encouraged to select only visually-interesting running routes while coordinating the closure of traffic to cause the least impact on the public.  Moreover, they are to ensure medical and rescue programs along with a sufficient number of teams and Automated External Defibrillators (AED) Kits will be in place and on stand-by throughout the event.

Other suggestions include the presence of a professional and experienced team to assure fairness of the race and adequate service and programs to facilitate participants, as well as back-up plans in case of any unexpected circumstances.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments