728 x 90

สตาร์ตอัพก้าวไกล ไทยอยู่ตรงไหน?

img

ยุคสตาร์ตอัพก้าวไกล ไทยอยู่ตรงไหน?
ที่ผ่านมา รัฐบาลและเอกชนพยายามเชื่อมเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพให้ต่อยอดธุรกิจร่วมกัน เพื่อสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 พัฒนาประเทศสู่เวทีโลก อย่างไรก็ตาม ล่าสุดผลการจัดอันดับสตาร์ตอัพทั่วโลกต่างยกให้สิงคโปร์ครองที่หนึ่งในหมวดคนเก่งสตาร์ตอัพ แซงซิลิคอนวัลเลย์เจ้าประจำไปได้ แล้วไทยล่ะอยู่ตรงไหน?

ส่องสตาร์ตอัพทั่วโลก
เมื่อเร็วๆ นี้ สตาร์ตอัพจีโนม (Startup Genome) เผยผลสำรวจระบบนิเวศสตาร์ตอัพโลกและการจัดอันดับประจำปี 2560 พบว่า ซิลิคอนวัลเลย์ ยังครองอันดับ 1 ในการจัดอันดับเมืองที่มีระบบนิเวศที่ดีสำหรับสตาร์ตอัพ โดยมีการแบ่งตัวชี้วัดเป็น 5 ตัว คือ ประสิทธิภาพโดยรวม การระดมทุน การเข้าถึงตลาด ประสบการณ์สตาร์ตอัพ ซึ่งทั้ง 4 หมวด ซิลิคอนวัลเลย์รั้งอันดับ 1 ยกเว้นหมวดคนเก่ง ที่แพ้สิงคโปร์ประเทศเดียว

การเอาชนะซิลิคอนวัลเลย์ในดัชนีสำคัญเช่นนี้ ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นเมืองสำคัญสำหรับสตาร์ตอัพ ที่ทั่วโลกต้องจับตาและติดตามในอนาคตอันใกล้

เมื่อดูคะแนนโดยรวมแล้ว จีโนมจัดอันดับให้สิงคโปร์อยู่อันดับ 12 ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นอันดับที่ลดลงเทียบกับปี 2558 แต่จีโนมได้ระบุในรายงานว่า "การปฏิวัติโดยสตาร์ตอัพในสิงคโปร์กำลังเดินหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญคือจุดที่ตั้งของสิงคโปร์ ซึ่งสามารถเข้าถึงตลาดเทคโนโลยีในอาเซียน และการสนับสนุนจากรัฐบาลสิงคโปร์"

แล้วสตาร์ทอัพไทยล่ะ? 
แม้ภูมิศาสตร์ไทยจะอยู่ใกล้สิงคโปร์ แต่ถ้าจะให้สตาร์ตอัพไทยเทียบเท่ากับสิงคโปร์คงต้องเร่งมืออย่างหนัก ส่วนจะไปถึงระดับซิลิคอนวัลเลย์หรือไม่นั้นคงอีกยาวไกล

สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ หรือไทยเทคสตาร์ตอัพ เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวขององค์กรธุรกิจไทยว่า จะมีเม็ดเงินที่พร้อมลงทุนสตาร์ตอัพรวมมูลค่าเกิน 10,000 ล้านบาท (เฉลี่ยกองทุนละ 20-30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือ ขาดสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ให้เข้าไปลงทุน

ส่วนกองทุนหมื่นล้านของกระทรวงการคลัง ไทยเทคสตาร์ตอัพระบุว่า เท่าที่ติดตามยังไม่มีความคืบหน้า

กลุ่มทุนหลายรายกำลังสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพ เพื่อทำงานร่วมกับธุรกิจเดิมที่ทำอยู่ในการสร้างนวัตกรรม ด้านสินค้าและบริการ อาทิ อนันดา สิริเวนเจอร์ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย หรือทุนใหญ่อย่าง เอสซีจี ปตท. กำลังศึกษาตั้งกองทุนเข้ามาลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพ

อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมการให้บริการของสตาร์ตอัพต่างๆ ที่ไทยเริ่มใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ เช่น แกร็บ (มาเลเซีย) อูเบอร์ (สหรัฐฯ) หรือเวลาที่ต้องการส่งของผ่านแมสเซ็นเจอร์ เราจะนึกถึง ลาลามูฟ (ฮ่องกง) แม้กระทั่งเวลาซื้อของออนไลน์ เช่น ลาซาด้า ที่ก่อตั้งโดย ร็อคเก็ต อินเทอร์เน็ต ก็มาจากต่างประเทศเช่นกัน ไม่ว่าหันหน้าไปทางไหนก็มีแต่รายใหญ่ๆ เข้ามากอบโกยโอกาสทางธุรกิจในประเทศเราทั้งสิ้น แล้วไทยล่ะ มีโอกาสขึ้นมาแข่งขันกับยักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้อย่างภาคภูมิหรือไม่

สารพัดปัจจัยไทยยังขาดแคลน
ปัญหาสำคัญของสตาร์ตอัพไทยหลักๆ คือ การขาดแคลนงานในสายวิศวกร โดยมีความต้องการกว่า 76.60% เว็บไซต์ salaryexplorer.com เผยผลสำรวจอัตราเงินเดือนวิศวกรในประเทศไทยเฉลี่ยที่ 85,847 บาท ขณะที่อัตราต่ำสุดอยู่ที่ 20,000 บาท และอัตราสูงสุดที่ 200,000 บาท แต่เมื่อเทียบกับสายงานอื่นแล้ว วิศวกรในประเทศไทยนับว่ามีอัตราเงินเดือนเฉลี่ยสูงกว่าอาชีพอื่นๆ

ขณะที่ซีเอ็นเอรายงานอัตราเงินเดือนวิศวกรซอฟท์แวร์ในสิงคโปร์เฉลี่ยอยู่ที่ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าเงินเดือนเฉลี่ยวิศวกรซอฟท์แวร์ทั่วโลกอยู่ที่ 49,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อเดือน โดยผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพที่อยู่ในสิงคโปร์เฉลี่ยมีอายุน้อยที่สุดในโลกอยู่ที่ 28 ปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับค่าครองชีพของแต่ละประเทศแล้ว เงินเดือนวิศวกรไทยก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ความเข้าใจโดยภาพรวมของทั้งประเทศต่อสตาร์ตอัพก็ยังไม่ชัดเจน แม้ที่ผ่านมา สตาร์ตอัพได้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปี เห็นได้จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่หันมาให้ความสนใจและสนับสนุนธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับโลกยังมีตัวอย่างสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จเป็นแรงผลักดันให้กับสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ในไทยมากมาย แต่อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งคือ เรื่องกฎหมายไทยที่ยังเอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติไม่เพียงพอ เพราะซิลิคอนวัลเลย์จะสำเร็จขึ้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากสิ่งแวดล้อมด้านกฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโตเช่นกัน

นอกจากนี้ กำแพงด้านภาษาก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของนักลงทุนไทย จากผลสำรวจโดย Education First หรือ EF เมื่อปี 2559 จากทั้งหมด 72 ประเทศ โดยไม่รวมประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอย่างอังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ประเทศไทยมีความสามารถทางภาษาอยู่ในอันดับที่ 56 จากทั้งหมด 72 ประเทศด้วยกัน และเป็นอันดับที่ 15 ในเอเชียทั้งหมด 19 ประเทศที่ทำการสำรวจ

เดินหน้านำนวัตกรรมพัฒนาประเทศ
ภาครัฐเองก็ไม่นิ่งนอนใจ ออกนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจไทย ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง นำไปสู่การพัฒนาความสามารถในการค้าระหว่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อการค้าระหว่างประเทศอย่างครบวงจร แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 
1.จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก 
2.กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะพัฒนาผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ 
3.กรมการค้าภายในจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด จำหน่ายสินค้า และบริการตามความต้องการของตลาดภูมิภาค และ 
4.กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการตลาดต่างประเทศ 

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจในการพัฒนาดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศช่วงปี 2560-2564 เพื่อสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการเสริมสร้างบทบาทของผู้บริโภคเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับผู้ค้า โดยมุ่งพัฒนากระทรวงพาณิชย์เข้าสู่ความเป็นองค์กรดิจิทัล

ขณะที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เดินหน้าปฏิวัติระบบการศึกษาไทย นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีประยุกต์ใช้ในหลักสูตร สร้างบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมตอบรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยจะเริ่มเปิดเป็นทางการภายในมิถุนายน 2560

ด้านสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ ปี 2560 เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายวิสาหกิจ และเกษตรกรที่เป็น Smart Farmer ที่ต้องการยกระดับเป็นเอสเอ็มอี และเพื่อสร้างต้นแบบธุรกิจที่มีศักยภาพให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับจังหวัด โดยในพื้นที่ภาคใต้ สสว.ได้ร่วมบูรณาการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร

จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่แน่ว่าเร็วๆ นี้ โอกาสที่เราจะได้เห็นสตาร์ตอัพไทยก้าวไกลไปอีกขั้นคงไม่ใช่เรื่องเกินจริง...


วัชระ เอมวัฒน์ นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ 
"เงินทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สตาร์ตอัพเริ่มต้นธุรกิจได้ในระยะแรก สิ่งที่สตาร์ตอัพต้องการมากที่สุด คือ ลูกค้า ฉะนั้นภาครัฐจะต้องสนับสนุนสินค้าและบริการของสตาร์ตอัพมากขึ้นแทนที่จะจัดตั้งกองทุนขึ้นมาลงทุนในสตาร์ตอัพอย่างเดียว"

สิริเกียรติ์ บุญวรเศรษฐ์ กรรมการบริหาร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
"เราเชื่อว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า หลักสูตรการเรียนการสอนแบบใหม่ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ จะสามารถสร้างบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมแรงงานที่พร้อมสำหรับการเป็นไทยแลนด์ 4.0 ประมาณ 3,000 คน และจะเพิ่มมากขึ้น"

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อุ๊คบี จำกัด
"สตาร์ตอัพ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องของอายุ ไม่จำเป็นต้องอายุน้อยเท่านั้น การเป็นสตาร์ตอัพมีแค่ไอเดียยังไม่เพียงพอ แต่ต้องลงมือทำและทำให้มีผลลัพธ์ ซึ่งหมายถึงการมีลูกค้าเข้ามาใช้งานจริงและมีการจ่ายเงินจริง"

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด
"ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำธุรกิจสตาร์ตอัพ ยุคนี้จะได้เปรียบและปูทางไปสู่ยุคต่อไป โดยยุคนี้เสมือนเป็นการปรับตัว หรือปรับฐานใหญ่ว่าทำธุรกิจสตาร์ตอัพ เป็นอย่างไร ดังนั้น นิยามสั้นๆก็คือ ธุรกิจที่เติบโตด้วยความเร็วสูง"

[English]
Where is Thailand in the Startup Arena?

Silicon Valley topped the Startup Genome’s Ecosystem Ranking Report 2017 that was based on performance and funding, market reach, startup experience and talent. Silicon Valley came first in every category but talent, which was snatched by Singapore.

What about Thailand?
According to Thailand Tech Startup Association, Thailand lacks new startups and the shortage of engineers and lack of English skill among Thai people are the main problems that make Thailand’s startups lag behind the ones in other countries. Moreover, the general public still doesn’t have a clear picture of the startups and Thai laws do not support foreign investors enough. Accordingly, the government has issued a policy that focuses on improving the competency of Thai businesses.

This policy will enable Thailand to compete in the international arena and develop digital technology to push the country’s economy forward. Thurakit Bandit University also supports the government’s Thailand 4.0 policy by including innovation and technology into its curriculum from June 2017 on to produce techno-savvy graduates. The Office of Small and Medium Enterprise Promotion also helps develop entrepreneurs at the provincial level. With this aid, we’re hoping that the Thai startups will soon be on par with the others.

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments