728 x 90

จับตาสตาร์ทอัพไทยก้าวสู่ยูนิคอร์นภายใน 5 ปี

img

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นที่จับตามองจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็ให้ความสำคัญและหันมาประกอบกิจการสตาร์ทอัพมากขึ้น โดยมีการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยไปแล้วกว่า 44,000 ล้านบาท ถือว่าเติบโต 5-6 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

สตาร์ทอัพไทยก้าวกระโดด ธุรกิจอาหารมาแรง
ข้อมูลจาก Techsauce Startup Report 2561 ระบุถึงสถิติการลงทุนในสตาร์ทอัพไทย ตั้งแต่ปี 2558 มีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 36.30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,146 ล้านบาท ก้าวกระโดดมาถึง 106.10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3,349 ล้านบาท ในปี 2560 จนถึงปี 2561 ที่ผ่านมา การลงทุนลดลงเหลือเพียง 61.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,933 ล้านบาท  (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 1)


คุณสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เปิดเผยว่า สาเหตุหลักที่ไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่มี 3 ประการ คือ
1. นักลงทุนหันไปลงทุนในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าในไทย เช่น ไปลงทุนที่เวียดนาม เนื่องจากมีคนที่มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้เวียดนามสามารถดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนได้มากกว่า ในเวียดนามมีการลงทุนถึง 890 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 92 ดีล

2. การแข่งขันรุนแรงจากแพลตฟอร์ม ซูเปอร์แอป (Super App) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ครอบคลุมทุกบริการ และต้องการให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้งานเป็นประจำทุกวัน ทำให้สตาร์ทอัพในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ต้องออกจากธุรกิจไป เนื่องจากสู้กับซูเปอร์แอปฯ เหล่านี้ไม่ได้ เช่น Line และ Grab ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอบสนองผู้ใช้งานได้ครบครันในแอปเดียว เช่น บริการ ส่งของ ส่งอาหาร บริการด้านการเงิน ทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบายโดยไม่ต้องใช้แอปฯ อื่น

3. ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost: CAC) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจสตาร์ทอัพจำนวนมากจึงเริ่มที่จะเปลี่ยนรูปแบบจาก B2C (Business to Consumer) คือ การที่ธุรกิจขายสินค้าและบริการ ให้แก่ผู้บริโภคทั่วๆ ไปโดยตรง ไปสู่ B2B (Business to Business) ทำธุรกิจโดยขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าองค์กร เพื่อสร้างรายได้มากขึ้น ซึ่งรูปแบบธุรกิจ B2B ที่มีศักยภาพในการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้นั้นก็ทำได้ยาก

ทั้งนี้ ในปี 2561 ที่ผ่านมา มีการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพสัญชาติไทยทั้งสิ้น 35 รายการ โดยมีมูลค่าระดมทุนทั้งสิ้น 61.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนจะลดลง แต่พบว่าสตาร์ทอัพไทยที่น่าสนใจและได้รับการลงทุนสูงสุดในปีนี้ ได้แก่ eko แพลตฟอร์มด้านการสื่อสารและการจัดการภายในองค์กรผ่านโมบาย รับเงินลงทุนระดับ Series B ที่ 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ, eatigo แพลตฟอร์มสำหรับจองร้านอาหาร รับเงินลงทุนระดับ Series B ที่ 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ gogoprint ผู้ให้บริการด้านงานสิ่งพิมพ์ผ่านออนไลน์ รับเงินลงทุนระดับ Series A ที่ 7.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับสตาร์ทอัพไทยที่ได้รับการลงทุนไปแล้วในระดับ Series B มี 9% Series A มี 26% และ Seed 49% โดยด้านอาหาร/ร้านอาหาร ได้รับการลงทุนสูงสุดที่ 14% รองลงมาคือด้านอีคอมเมิร์ซ 11% และฟินเทค พร็อพเทค ดิจิทัลคอนเทนต์ 6%  (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ  2)


NIA ตั้งเป้าสร้างยูนิคอร์นภายใน 5 ปี
แม้สตาร์ทอัพไทยจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับยูนิคอร์น (Unicorn) ซึ่งต้องมีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 33,000 ล้านบาท เช่น บริษัท Uber, Airbnb และ Snapchat เป็นต้น แต่ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็เริ่มสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพมากยิ่งขึ้น

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเงินทุนจากนักลงทุนและกลุ่มทุนร่วมลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกว่า 44,000 ล้านบาท ถือว่าเติบโต 5-6 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าปีนี้จะเห็นดีลขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะจาก Corporate Venture Capital หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าซื้อกิจการ โดยหวังที่จะเห็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพสัญชาติไทยอย่างน้อย 1-2 ราย ภายใน 5 ปี

สำหรับปัญหาหลักของสตาร์ทอัพไทยที่ไม่เติบโตระดับยูนิคอร์น ส่วนหนึ่งคือการขาดแนวคิดที่จะขยายธุรกิจระดับภูมิภาค หรือระดับโลก การเข้าถึงตลาดและนักลงทุน ซึ่ง NIA มีพันธมิตรที่จะเชื่อมโยงแหล่งทุนโดยตรงอย่างน้อย 2-3 กองทุน มูลค่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งจะอยู่ในกรอบ “Groom Grant Growth” ด้วยวงเงิน 300 ล้านบาท เป็นไปตามระดับผู้ประกอบการ โดยเริ่มจากการบ่มเพาะ Groom ในระดับมหาวิทยาลัยที่จะสร้างผู้ประกอบการใหม่ โดยจะเร่งขยายไประดับปริญญาโทและเอก เพื่อสร้าง DeepTech สตาร์ทอัพให้มากขึ้น

โดย NIA ตั้งเป้าว่า ภายใน 10 ปี จะต้องมีธุรกิจด้านนวัตกรรม 3,000 ราย เน้นการเป็น “ผู้เชื่อมโยง” หรือซิสเต็มอินทิเกรเตอร์ มากกว่าการเป็น “หน่วยงานให้ทุน” เนื่องจากที่ผ่านมา การให้ทุนแบบ 1 ต่อ 1 ในรายโครงการ อาจสร้างผลกระทบได้จำกัด และผู้ได้รับทุน ยังไม่สามารถเติบโตได้โดยขาดกลไกตลาด และการเข้าถึงแหล่งทุนอื่นๆ ตามระยะของการขยายธุรกิจ ด้วยบทบาทใหม่จะทำให้การสนับสนุนบริษัทด้านนวัตกรรมเป็นไปอย่างครบวงจรมากขึ้น

นอกจากการสนับสนุนจากภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนอย่าง ดีแทค แอคเซอเลอเรท ซึ่งเป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพของไทย ประกาศเปิดโครงการ ปี 7 จัดหลักสูตรใหม่ A Academy สำหรับสตาร์ทอัพในกลุ่มการลงทุน ระดับซีรีส์ A ที่มีมูลค่าการลงทุนเกินกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก หลังพบว่าสตาร์ทอัพไทยติดกับดัก ซีรีส์ A หรือ Series A bottleneck ไม่สามารถโตต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นการปลดล็อคสตาร์ทอัพไทยซีรีส์ A ขึ้นแท่นยูนิคอร์น

ซึ่งหากการเติบโตของสตาร์ทอัพยังก้าวรุดต่อไปเช่นนี้ อีกไม่นานผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยคงได้ก้าวเข้าสู่ระดับยูนิคอร์น มีการลงทุนระดับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ อันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในเชิงบวกแน่นอน
____________________
ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ - ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
“ปัญหาหลักของสตาร์ทอัพที่ไม่เติบโตระดับยูนิคอร์น คือการขาดแนวคิดที่จะขยายธุรกิจระดับภูมิภาค หรือระดับโลก การเข้าถึงตลาดและนักลงทุน ซึ่งเรามีพันธมิตรที่จะเชื่อมโยงแหล่งทุนโดยตรงอย่างน้อย 2-3 กองทุน มูลค่า 3,500 ล้านบาท โดยหวังจะเห็นยูนิคอร์นสัญชาติไทยที่มีมูลค่าธุรกิจพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างน้อย 1-2 ราย ภายใน 5 ปี”


คุณสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ - กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท
“ประเทศไทยมีสตาร์ทอัพไม่ถึง 10% ที่ได้รับการลงทุนจาก Seed ไปถึง Series A อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดีแทค แอคเซอเลอเรท เข้ามาช่วยปลดล็อคการลงทุนใน Series A เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพไทย เติบโตต่อไปได้และไม่กลายเป็นซอมบี้”


[English]
Thailand Aims to Find First Unicorn in 5 Years
Startups have been of local and overseas investors’ interest for many years and the Techsauce Startup Report 2561 showed investment in Thailand-based startups have continued growing to 1.9 billion baht in 2018 from 1.1 billion baht in 2015.

DTAC Accelerator noted that the amount of investment in 2018 was lower than in earlier years because more investors have turned to other Southeast Asian nations, such as Vietnam, while fiercer competition from super app platforms such as Line and Grab, which have driven small and medium startups out of business, and higher customer acquisition cost (CAC) has forced several startups to switch to B2B (Business to Business) approach from B2C (Business to Consumer) approach to boost revenue.

Despite this, there were a number of attractive Thai startups that have drawn high investment in 2018, including eko —an internal communication and management platform, which received Series B investment of $20 million, eatigo — a restaurant reservation platform that has also got Series B investment of $10 million , and gogoprint — an online printing service provide that received Series A investment of $7.7 million.

Currently, Thailand has no unicorn — a startup that has received an investment of over $1.0 billion, such as Uber, Airbnb and Snapchat.  But both the government and the private sector have been working hard to support such startups to reach that level.

The National Innovation Agency (NIA) said that, at present, total investment into startups from within Thailand and overseas is estimated at over 44 billion baht, with more big deals expected this year from corporate venture capitals in particular.  NIA now expects Thailand to have its own one or two unicorns within five years.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments