728 x 90

ห้องสมุด กทม. ดีพอหรือไม่พอดี

img

“คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด” กลายเป็นประโยคยอดฮิต ที่หลายๆ คนหยิบยกมาพูดในเชิงล้อเลียนคนไทยกันเองว่าไม่อ่านหนังสือ ขณะที่หลายๆ คนก็กังขาและค้านอยู่ในใจว่าไม่เป็นความจริง และหากดูจากสถิติที่ทำออกมาเมื่อปีที่แล้ว จากผลการศึกษาอัตราการรู้หนังสือและการอ่านของประชากรใน 61 ประเทศทั่วโลกโดยมหาวิทยาลัย  Central  Connecticut in New Britain ของสหรัฐ พบว่าประเทศในแถบนอร์ดิก ติดหนึ่งในห้าประเทศที่มีอัตราการรู้หนังสือและการอ่านมากที่สุดในโลก อันดับหนึ่งเป็นของฟินแลนด์ ตามด้วยไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน และนิวซีแลนด์ ตามลำดับ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 56 
สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยปี 2558
สถิติที่ได้นั้น นอกจากจะวัดจากความสามารถในการอ่านแล้ว ยังวัดจากพฤติกรรมการอ่าน และแหล่งข้อมูล เช่น จำนวนห้องสมุด หนังสือพิมพ์ ระบบการศึกษา จำนวนปีของการศึกษา การเข้าถึงคอมพิวเตอร์และจำนวนประชากร เพื่อนำมาคำนวณอัตราต่อหัวประชากร  ในช่วงแรกทางโครงการวางแผนศึกษาข้อมูลจากประชากรใน 200 ประเทศ โดยใช้ข้อมูลขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ประกอบกับสถิติจากโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) แต่สุดท้ายก็เหลือเพียง 61 ประเทศเพราะข้อมูลไม่เพียงพอ

แม้ประเทศไทยจะอยู่ในอันดับที่ 56 แต่ถ้าดูโดยรวมเมื่อเทียบกับ 200 ประเทศทั่วโลก อัตราการอ่านของคนไทย ยังเกาะกลุ่มอยู่ในระดับต้น แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังไม่ทิ้งการอ่าน แต่อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้น ยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่หลายฝ่ายยังมีความพยายามที่จะส่งเสริมให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
ประเภทของสื่อที่ทุกกลุ่มนิยมอ่าน
ก่อนหน้านี้มีการแสดงความคิดเห็นกันมากว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยอ่านหนังสือน้อย และเป็นปัญหาทำให้กรุงเทพฯ ยังห่างไกลจากมหานครแห่งการอ่าน หรือเป็นเมืองหนังสือโลกแบบไม่เต็มใบ แม้จะได้รับคัดเลือกจากยูเนสโกให้เป็น  “เมืองหนังสือโลก ประจำปี 2556” (World Capital 2013) มาแล้วก็ตาม  สภาพแวดล้อมที่สำคัญอย่างห้องสมุดที่มีไม่เพียงพอ ที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ขาดชีวิตชีวา เป็นห้องที่เงียบ บางที่ก็น่ากลัว บางที่ก็อาจจะมีบรรณารักษ์ที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก บางที่ก็อยู่ไกลเข้าถึงไม่สะดวก บางที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ อีกทั้งสาธารณูปโภคต่างๆ ก็ไม่เพียงพอ ระบบการใช้งานไม่ทันสมัยเพราะงบประมาณสนับสนุนไม่เพียงพอ 
สาเหตุที่คนไทยไม่อ่านหนังสือ
กทม.สานต่อพันธกิจเมืองหนังสือโลก 
จากทัศนคติเหล่านั้น “วิรัตน์  มนัสสนิทวงศ์” ผู้อำนวยการกองนันทนาการ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. บอกว่า ปัจจุบันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ดูได้จากล่าสุดที่เปิดให้บริการ “หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร” ที่เป็นหนึ่งใน 9 พันธกิจที่เสนอต่อยูเนสโกไว้ โดยหอสมุดเมืองแห่งนี้นอกจากจะมีความโอ่โถง สวยงาม พื้นที่กว้างขวางแล้ว ยังมีความทันสมัยในการเข้าใช้งานที่สุดในตอนนี้ และได้รับผลตอบรับ ความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก  

ส่วนห้องสมุดที่ให้บริการในพื้นที่ กทม. ก็มีมาก ทั้งที่เป็นของหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น หอสมุดแห่งชาติ และห้องสมุดที่เป็นของเอกชน ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนห้องสมุดในสังกัดของ กทม. เอง ก็มีหลากหลายรูปแบบ นอกจากห้องสมุดในโรงเรียนแล้ว ก็จะมีบ้านหนังสือ ที่  กทม.จัดตั้งไว้ทั้ง 50 เขตเพื่อช่วยให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ 37 แห่ง และมีรถห้องสมุดเคลื่อนที่อีก 7 คัน ไว้ให้บริการเวลามีการจัดกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ด้วย ซึ่งมองว่ามีพอให้บริการอย่างทั่วถึง 

กทม. เล็งเพิ่มห้องสมุดขงจื๊อ-พิพิธภัณฑ์การ์ตูน
กรุงเทพมหานคร โดยผู้ว่า กทม. ยังมีแผนจะจัดตั้งห้องสมุดขงจื๊อ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 20 ล้านบาทจาก เมืองฉวี่ฟู่ มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน  เพื่อสนับสนุนสนับสนุนตำราการศึกษาของท่านขงจื๊อ และหนังสือที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นภาษาจีนและฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้ที่สนใจรวมถึงนักท่องเที่ยวสามารถอ่านหรือสัมผัสตำราการศึกษาของท่านได้ที่กรุงเทพฯ ได้เรียนรู้เสริมกับการเรียนในหลักสูตร ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดหาสถานที่ อีกทั้งยังพิจารณาเรื่องการพิพิธภัณฑ์การ์ตูนซึ่งเป็นพันธกิจสุดท้าย ที่เสนอไว้กับทางยูเนสโกด้วย 

สำหรับห้องสมุดที่ กทม. ดูแลอยู่ในตอนนี้ ก็เป็นห้องสมุดที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย แต่ถ้าถามว่าเทียบเท่าได้กับมาตรฐานสากลหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ว่าจะนำไปเทียบกับประเทศใด ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป อย่างถ้าเทียบกับสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ก็จะแตกต่างกันอยู่แล้ว ทั้งจากข้อกำหนด จากเทคโนโลยี และงบประมาณที่สนับสนุน อย่างไรก็ดี กทม. ก็ดำเนินการปรับปรุงห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้หลายๆ แห่งให้เป็นมิติใหม่ คือ จัดแบ่งโซนพื้นที่ภายในให้ชัดเจนขึ้น นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการยืม-คืนหนังสือ ปรับให้มีความทันสมัย สะดวกต่อการเข้าใช้งาน และมีภูมิทัศน์รอบๆ สวยงาม เพื่อให้ประชาชนมาใช้บริการกันมากขึ้นอยู่

ทั้งนี้ ผอ.วิรัตน์ ได้มองว่าการมีห้องสมุดจำนวนมาก จะทำให้คนไทย หรือคนกรุงเทพฯ อ่านหนังสือกันมากขึ้น ดูจากยอดผู้มาใช้บริการหอสมุดเมืองกรุงเทพมหานครนับตั้งแต่เปิดให้บริการมา มีจำนวนสูง ในวันธรรมดามีประชาชนมาหอสมุดเมือง กทม. ประมาณ 1,000-2,000 คน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ มีมากถึง 4,000-5,000 คน 
ยอดผู้ใช้บริการหอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร
ดังนั้นการส่งเสริมอย่างยั่งยืนให้มาใช้ห้องสมุด และปลูกฝังให้รักการอ่านแบบยั่งยืน นอกจากจะส่งเสริมผ่านการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ อย่างที่ กทม. ทำมาอย่างต่อเนื่อง ต้องทำให้เยาวชนรู้ว่าการเข้าห้องสมุดคือการเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน ได้ความรู้ ต้องมีการเพิ่มชั่วโมงให้นักเรียนได้เข้าใช้ห้องสมุดเพื่อเรียนรู้และหาข้อมูลมากขึ้น ทำให้เห็นว่านอกจากการเสิร์ชข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตที่จะได้ข้อมูลง่ายและเร็ว ก็สามารถหาข้อมูลจากห้องสมุดได้เช่นกัน ซึ่ง กทม.จะจัดให้นักเรียนในสังกัดโรงเรียนกทม.ได้มีโอกาสเข้ามาใช้พื้นที่การเรียนรู้ที่หอสมุด กทม.นี้ให้มากขึ้น 

ที่สำคัญคือต้องปรับทัศนคติของคนไทย ให้มองเครื่องมือในการส่งเสริมการอ่านให้หลากหลายมากขึ้น อย่างเช่นที่ญี่ปุ่น มีส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ผ่านหนังสือการ์ตูน ขณะที่สังคมไทยยังมองว่าการอ่านการ์ตูนไม่ควรส่งเสริมเพราะจะทำให้เด็กใช้เวลาไม่เป็นประโยชน์ ยังยึดติดที่ว่าการอ่านอย่างเป็นประโยชน์ต้องอ่านตำราเรียนเป็นหลัก หรือต้องมองด้วยว่าการอ่านหรือหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ก็เป็นรูปแบบการอ่านที่ควรส่งเสริม แต่ต้องมีการแนะนำควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เยาวชนได้รับคำแนะนำและเรียนรู้อย่างถูกต้อง 

รัฐตั้งเป้าอีก 5 ปีคนไทยอ่านหนังสือเพิ่มจาก 66 นาทีเป็น 90 นาที/วัน 
ว่าด้วยเรื่องการอ่านนั้น ไม่ใช่แค่ กทม. ที่มุ่งเน้น รัฐบาลก็เช่นกัน ที่อยากเห็นคนไทยอ่านหนังสือกันมากขึ้น โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 รับทราบร่างแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ.2560-2564  ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเสนอ ซึ่งจากสภาพสังคมปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างมาก ส่งผลให้ทุกประเทศต้องปรับตัว พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ 

กระทรวงวัฒนธรรมจึงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพประชากรผ่านการอ่าน การแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยการปลูกฝังผ่านมิติทางวัฒนธรรม ที่สำคัญยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ที่กำหนดให้ "ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" 

โดยจะใช้ 4 ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน ได้แก่
1. ปลูกสร้างพฤติกรรมรักการอ่านที่เข้มแข็งให้กับคนทุกช่วงวัย
2. อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสื่อการอ่านของประชาชนทั้งในชุมชนเมือง และภูมิภาค
3. ยกระดับคุณภาพแหล่งเรียนรู้และสื่อการอ่านเพื่อการเรียนรู้
4. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน 


พร้อมกับตั้งเป้าหมายไว้ว่า “คนทุกวัยในสังคมไทยจะมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง และวางเป้าหมายภายใน 5 ปี คนไทยจะใช้เวลาในการอ่านที่มีคุณภาพมากขึ้นเฉลี่ย 90 นาทีต่อวัน จากเดิม 66 นาทีต่อวัน รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมในระดับชุมชนและสังคม ที่สนับสนุนให้คนไทยทุกช่วงวัยมีพฤติกรรมรักการอ่าน และการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง และมีทักษะการอ่านที่มีคุณภาพสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงทำให้เกิดการบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อดำเนินการร่วมกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านขึ้นกับคนไทยทุกช่วงวัยและนำสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ในท้ายที่สุด 

แต่นอกจากจะส่งเสริมการอ่านผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ หรือบรรจุผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนและผลักดันออกมาเป็นนโยบายเรื่อยๆ แล้ว กทม. และรัฐบาลคงต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังต่อการพัฒนา ห้องสมุด ซึ่งนับเป็นสภาพแวดล้อมที่สำคัญที่เอื้อต่อการส่งเสริมการอ่าน ให้กลายเป็นสถานที่ที่ทันกับการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้ใช้บริการ  หรือทำให้ผู้ที่ต้องการไปสืบค้นข้อมูลต่างๆ รู้สึกได้ว่าเข้าไปแล้วจะได้รับข้อมูลและคำตอบที่ครบถ้วน มากกว่าแค่หาข้อมูลจากการเสิร์ชทางอินเตอร์เน็ต เช่นห้องสมุดขนาดใหญ่ในประเทศชั้นนำ  ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชนอย่างห้องสมุดประชาชนนิวยอร์ก (New York Public Library) และห้องสมุดแห่งชาติสหราชอาณาจักร  (British Library) ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เช่น Harvard University, North Carolina State University, University of Michigan ได้พยายามคิดค้นและหาทางในการพัฒนาบริการห้องสมุด โดยให้ความสนใจในการจัดตั้งฝ่ายเฉพาะกิจสำหรับการวิจัยและพัฒนาในรูปแบบห้องทดลองของห้องสมุด (Librarylab) ที่นอกจากทำให้ได้ทดลองและคิดค้นรูปแบบบริการห้องสมุดใหม่ๆ แล้วยังเป็นสัญลักษณ์ของความพร้อมและการยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่ในห้องสมุดให้ทันยุคสมัย ซึ่งน่าจะส่งผลให้เกิดความรักในการอ่านได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ กรุงเทพมหานคร

ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ กรุงเทพมหานคร

ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ กรุงเทพมหานคร


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 
"นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อชวนประชาชนไปร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 31 มีนาคมช่วงหนึ่งว่า "พี่น้องประชาชนครับ สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนรักการเรียนรู้ รักการอ่าน หนังสือจะเป็นแอ่งน้ำสำหรับผู้กระหายความรู้ เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่ตกผลึก และทุกวันนี้ แหล่งเรียนรู้เปิดกว้างสำหรับผู้ใฝ่รู้ นอกจากหนังสือแล้วก็ยังมีอินเทอร์เน็ต แต่การเสพสื่อและการรับรู้ให้เกิดปัญญานั้น ต้องมีสติ ต้องรู้จักการตรวจสอบ เปรียบเทียบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดีย เพราะทุกคนสามารถเป็นผู้นำเสนอ เป็นผู้สื่อข่าวได้โดยตรงในโลกออนไลน์ ที่ปราศจากกองบรรณาธิการตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม"

นางสาวปราณี สัตยประกอบ รองปลัดกรุงเทพมหานคร 
“หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร จะเป็นห้องสมุดแห่งใหม่ที่มีความทันสมัย และจะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ เป็นพื้นที่สำหรับคนเมือง ที่จะไม่ใช่เป็นแค่ห้องสมุด หรือแค่ที่มานั่งอ่านหนังสือเท่านั้น แต่จะเป็นพื้นที่รวมข้อมูลความรู้ ข้อมูลที่น่าสนใจ และจะเป็นพื้นที่ในการจัดอีเว้นท์ นิทรรศการต่างๆ หมุนเวียนกันไปด้วย เรียกได้ว่าที่แห่งนี้จะเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายที่ตอบสนองตรงความต้องการของคน กทม. ได้ทุกกลุ่มทุกวัย และสำหรับห้องสมุดอีก 36 แห่งของ กทม. ก็จะปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้นด้วย”

นางสาวเทียมใจ ทองเมือง ผู้ใช้บริการหอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร
“ไปใช้บริการมาแล้ว สถานที่โอ่โถง สวยงาม แต่ในระยะแรกจะยังมีกลิ่นสีติดอยู่โดยเฉพาะในลิฟท์ มีห้องน้ำสะอาดๆ ไว้บริการ มีมุมอ่านหนังสือเยอะ และห้ามเอากระเป๋าใบใหญ่ๆ เข้าไปนะคะ ต้องไปฝากไว้ที่ล็อคเกอร์ ถือว่าสะดวกน่าใช้บริการพอสมควร แต่ที่ต้องปรับปรุงเพิ่มคือ ไม่มีการเขียนคำแนะนำ เช่น สมาชิกต้องทำอย่างไร การเข้าห้องสมุดต้องทำอย่างไร น่าจะทำเป็นบอร์ดบอกขั้นตอนด้านหน้าด้วย ส่วนหนังสือก็ยังจัดวางไม่เข้าที่นัก และมีน้อย น่าจะให้ความสำคัญกับหนังสือ มีหนังสือให้มากกว่านี้” 

ดร.กุลชยา เต็มชวาลา ผู้ใช้บริการห้องสมุด 
“ปัจจุบันใช้ห้องสมุดเป็นบางเวลา ห้องสมุดที่ใช้เป็นของนิด้าซึ่งมีความทันสมัยและสะดวกสบาย ใช้ดิจิตอลในการค้นหาข้อมูลทั้งจากหนังสือในห้องสมุดเองและฐานข้อมูลต่างๆ โดยมีข้อดีคือสามารถเข้าสืบค้นได้ทั้งภายในและนอกสถาบัน นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่ชัดเจนสำหรับผู้ใช้บริการ คือ เป็นพื้นที่ค้นคว้าสำหรับส่วนตัวเหมือนห้องสมุดทั่วไปที่มีที่นั่งอ่านหนังสือและมีพื้นที่ห้องไว้สำหรับการค้นคว้าเป็นกลุ่มที่อาจจะมีเสียงรบกวนผู้ใช้ห้องสมุดรายอื่นๆ ที่มาใช้บริการแล้วก็มีพื้นที่ชั้นบนเป็นพื้นที่เงียบสนิทสำหรับผู้ที่ต้องการความสงบระดับเต็มที่ สำหรับสิ่งที่อยากให้มีเพิ่มก็คือ อยากเห็นห้องสมุดที่เปิด 24 ชม.ทั่วไปทุกพื้นที่แทนร้านเกมเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับเด็กยุคใหม่ ส่วนห้องสมุดของกทม. เคยเห็นผ่านตา แต่ยังไม่กล้าเข้าไปใช้บริการ” 

[English]
Are Bangkok’s Libraries Good Enough Yet?
Thailand was listed No. 59 among 61 countries in the World’s Most Literate Nations ranking released last year by the Central Connecticut State University. 

It is known among Thais that we are not great readers. Some blame it on the lack of libraries, both in quantity and quality, even though Bangkok was designated the World Book Capital 2013 by UNESCO.

Wirut Manatsanitwong, head of the City Recreation Division, Culture, Sports and Tourism Department said that at present the libraries in Bangkok have been improved a lot, as could be seen from the newly-opened Bangkok City Library which was spacious, beautiful and provides the most modern services.

In fact, there are numerous libraries in Bangkok that either belong to a private organisation such as Maruey library or government agencies such as the National Library. The BMA has already provided many types of library on top of the libraries in the BMA’s schools, such as a public library in each of its 50 districts, 37 Discovery Learning Libraries and 7 mobile libraries.

The BMA is also planning to open the Confucius Library, with a 20-million-baht budget from the People's Republic of China, to encourage the study of Confucius’ texts.

All of the libraries under the BMA’s supervision are up to the standards of the Thai Library Association. The BMA is improving the Discovery Learning Libraries by using technology to provide better services and also arranging the landscape to be more inviting.

Wirut believes that the high number of libraries will encourage Thais to read more. 

The attitude of Thai parents towards reading also needs to change. Many of them still believe that beneficial reading means reading textbooks only, which is incorrect. 

The government also sees the need to encourage Thais to read more. Early this year, the cabinet accepted the proposal of a master plan proposed by the Minister of Culture to encourage a reading culture among the Thai people with the goal of increasing the amount of quality reading time from 66 minutes per day to 90 minutes per day in 5 years. 

The master plan stems from the necessity to improve the quality of Thailand’s human resources due to the rapid changes in the economy, society and technology in the world.

The plan also aims to create an environment that nurtures a love for reading and forms the skills to comprehend and utilise the knowledge learned in every age group and every level of the society. Moreover, it will seek integration among the work of concerned agencies at the central, regional and community levels and also private sectors to ensure the continuity of the plan that will eventually make Thailand a learning society.  

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments