728 x 90

อีก 5 ปี กรุงเทพฯ จะก้าวสู่มหานครระบบราง

img

ปี 2566 เป็นเป้าหมายแห่งความสำเร็จของกระทรวงคมนาคม ในการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทระยะที่ 1 (M-Map1) ซึ่งจะทำให้มีเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยาวรวมกันเป็น 464 กิโลเมตร ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มีโครงข่ายรถไฟฟ้ายาวเป็นอันดับ 3 ของโลก ถือเป็นการพลิกโฉมการเดินทางและเปลี่ยนเมืองกรุงเทพฯ เป็นมหานครระบบรางอย่างเต็มรูปแบบ 

4 ปีลงทุนโครงข่ายระบบรางกว่า 9 แสนล้านบาท   
ทั้งนี้เป็นผลจากการเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยมีโครงการสำคัญที่กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันจนได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลปัจจุบัน (นับตั้งแต่ปี 2558-2561) ทั้งทางราง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมกัน 21 โครงการวงเงินรวม 1,099,677  ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการในส่วนของระบบราง 13 โครงการ วงเงินรวม 916,779 ล้านบาท 

จากการเร่งรัดข้างต้น ทำให้การจัดอันดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย โดย International Institute for Management Development (IMD) จัดอันดับให้ไทยมีอันดับคุณภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้นจากปี 2558 ได้แก่ โครงข่ายทางถนนปรับดีขึ้น 21 อันดับ  การขนส่งทางอากาศปรับดีขึ้น 1 อันดับ คุณภาพการขนส่งทางอากาศปรับดีขึ้น 3 อันดับ และโครงข่ายทางรางปรับดีขึ้น 1 อันดับ 

เร่งอีก 4 โครงการเสนอ ครม. อนุมัติ
และเพื่อให้โครงข่ายรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครอบคลุมตามแผนแม่บทกระทรวงคมนาคมมีโครงการจะผลักดันให้ ครม. อนุมัติในรัฐบาลนี้อีก 4 โครงการ วงเงินรวม 144,700 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-บางขุนนนท์) โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม รังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน-ศาลายา และช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช โดยคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ขอให้เร่งรัดการดำเนินงานในช่วงระยะเวลาที่เหลืออีก 7-8 เดือนก่อนการเลือกตั้งให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย
โครงการรถไฟฟ้าที่กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ ครม. อนุมัติก่อนการเลือกตั้ง
ส่วนโครงการที่กำลังก่อสร้างก็มีความรุดหน้าไปมาก ทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-รังสิต สายสีเขียวเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต สายสีส้มศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี รวมถึงสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง และ สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ แบริ่ง-สมุทรปราการ ที่เข้าสู่ขบวนการทดสอบระบบอาณัติ สัญญาณแล้วนั้น ทางบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ผู้รับจ้างเดินรถ ยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2561 ได้ตามสัญญาจ้างเดินรถ ไม่ว่าภาครัฐจะตกลงกันในเรื่องของการโอนสิทธิความเป็นเจ้าของโครงการได้หรือไม่ก็ตาม ขณะที่สายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ พร้อมที่จะเปิดให้บริการภายในปี 2562
ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
เกิดศูนย์กลางการเดินทาง–ย่านธุรกิจเพิ่ม 
จากการเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าตามแผนงานของกระทรวงคมนาคม จะทำให้กรุงเทพ-มหานครก้าวสู่การเป็นมหานครระบบราง ในปี 2566 เมื่อเปิดให้บริการครบทุกเส้นทาง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนเมือง ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งการเคลื่อนไหวด้วยระบบราง ที่เน้นให้ประชาชนเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย โดยจะเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้รถไฟฟ้าจากปัจจุบันประมาณ 1 ล้านเที่ยวคน/วัน เป็น 5 ล้านเที่ยวคน/วัน 

นอกจากนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางการเดินทางจากหัวลำโพงมาที่สถานีกลางบางซื่อแทน โดยสถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 120 ไร่ จะถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย (TECO) ร่วมกันศึกษาออกแบบรายละเอียดอยู่ 

ส่วน “สถานีกลางบางซื่อ” จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางด้วยระบบรางยุคใหม่ ที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางได้กับรถไฟฟ้า 5 เส้นทาง เชื่อมโยงการเดินทางจากในกรุงเทพฯ ไปสู่ต่างจังหวัด รวมถึงโครงข่ายกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย พร้อมกับจะมีการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีกลางบางซื่อเป็น Smart City ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ รวมถึงพัฒนาพื้นที่มักกะสัน ขนาด 150 ไร่ ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางการเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชน นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว ไปยังระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ รวมถึงเชื่อมโยงการ  เดินทางไปยังเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกด้วย 
สถานีกลางบางซื่อ
นอกจากนั้นยังมีพื้นที่อื่นๆ ตามแนวเส้นทางที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเมืองใหม่ หรือที่อยู่อาศัยได้ตามสถานีต่างๆ ได้ เช่น สายสีส้ม ที่มีแนวเส้นทางพาดผ่านย่านชุมชนดินแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ของโครงการ “ฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง” ที่มีการพัฒนาพื้นที่แบบผสมผสานทั้งพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่พาณิชยกรรม รวมถึงโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่รับผิดชอบโดยการเคหะแห่งชาติ เช่น ที่ประชานิเวศน์ ลำลูกกาคลอง 2 รวมถึงจะก่อให้เกิดพื้นที่ย่านธุรกิจ (CBD) เพิ่มขึ้นอีกหลายจุด เช่น รัชดาภิเษก ลาดพร้าว รามคำแหง และพระราม 9 เป็นต้น ส่งผลให้การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของภาคอสังหาริมทรัพย์คึกคักตามไปด้วย 

เล็งเก็บภาษีลาภลอยจากโครงสร้างพื้นฐาน 
อย่างไรก็ตาม จากอานิสงส์ในการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้า ที่ส่งผลให้ราคาที่ดินโดยรอบเพิ่มขึ้น อาจมากถึง 5-10 เท่าตัว เจ้าของที่ดินหรือเจ้าของอาคาร ก็เหมือนได้ลาภก้อนใหญ่จากสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ลงทุน ขณะที่รัฐบาลหรือประชาชนที่จ่ายค่าก่อสร้างรถไฟฟ้ากลับไม่ได้ประโยชน์ด้วย จึงมีแนวคิดในการปฏิรูประบบภาษีและสร้างความเป็นธรรม ด้วยการออกกฎหมาย เป็น พ.ร.บ. ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้วเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

โดยคนที่จะต้องเสียภาษีประเภทนี้ คือบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ผู้ครอบครองทรัพย์, ที่ดิน, ห้องชุด, อาคารพาณิชย์ มูลค่าเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป และดำเนินการเชิงพาณิชย์เท่านั้น รวมถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรรรอการจำหน่าย ที่ตั้งอยู่รอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง, รถไฟทางคู่, รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน, ท่าเรือ, สนามบิน, โครงการทางด่วนพิเศษ หรือโครงการอื่นของรัฐ ในรัศมี 5 กิโลเมตร โดยอัตราภาษีจะไม่เกิน 5% คิดจากส่วนต่างของราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ ส่วนผู้ที่ครอบครองเพื่ออยู่อาศัยและการเกษตรจะได้รับการยกเว้น คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2562  ทั้งนี้รัฐบาลเชื่อว่าจะมีผลดีคือนำภาษีจากส่วนนี้ไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยจะไม่เป็นภาระต่อผู้เสียภาษีเนื่องจากเก็บในอัตราไม่สูง และจะไม่มีผลกระทบกับประชาชนทั่วไปด้วย  

คาดอีก 5 ปีเก็บค่าเข้าเมืองจากรถส่วนตัว
ขณะที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) คาดการณ์ว่า เมื่อเปิดให้บริการรถไฟฟ้าครบตามแผนแม่บท M-Map 1 จะทำให้การเดินทางในสัดส่วนของระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 30% เป็น 50% แต่สัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะควรจะต้องอยู่ที่ 60% จึงจะทำให้เมืองน่าอยู่ จึงต้องมีการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะด้านอื่นๆ ควบคู่ไปพร้อมกัน รวมถึงการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ที่ต้องปรับระยะทางให้สั้นลงด้วย และเมื่อโครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 1 เส