728 x 90

เจาะพฤติกรรมหนี้คนเมือง

img

เมื่อพฤติกรรมการกู้หนี้ส่งผลต่อคุณภาพหนี้ที่เกิดขึ้น ความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้กู้จึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อาจส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และอาจก่อให้เกิดความเปราะบางต่อระบบการเงินได้ และมาดูว่าเราเป็นลูกหนี้ในกลุ่มไหน

คนไทยมีหนี้อะไรบ้าง
สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “X-ray พฤติกรรมการกู้ของคนไทยผ่าน Big Data ของเครดิตบูโร” ระบุว่า ผู้กู้อายุน้อยกว่า 30 ปี มีสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรถยนต์และจักรยานยนต์ และสินเชื่อบัตรเครดิต เป็นสัดส่วนที่สูงมากจากหนี้ทั้งหมด เนื่องจากสินเชื่อเหล่านี้เป็นสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย
สัดส่วนสินเชื่อ และสถาบันการเงิน

ในช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนของสินเชื่อรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างมากซึ่งอาจเป็นผลมาจากมาตรการรถคันแรกที่เริ่มในปี 2554

สำหรับสัดส่วนของสินเชื่อบ้านจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้กู้ที่มีอายุ 35-45 ปี   สูงสุดถึง 10% ของหนี้ทั้งหมด และสัดส่วนนี้จะลดลงในกลุ่มผู้สูงอายุ สวนทางกับสัดส่วนของสินเชื่อธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป จะมีสินเชื่อธุรกิจสูงถึง 40% ร่วมกับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต

เมื่อพิจารณาถึงจำนวนประเภทของ
สินเชื่อของผู้กู้แต่ละคน พบว่า 50-70% ของกลุ่มผู้กู้ที่มีอายุน้อยและอายุมากจะมี
สินเชื่อเพียงประเภทเดียว ขณะที่กลุ่มวัยทำงานส่วนใหญ่จะมีสินเชื่อหลายประเภท
พฤติกรรมการกู้เงินของคนไทย ปริมาณหนี้ในระบบ
ลักษณะการใช้สินเชื่อที่แตกต่างกันไปตามอายุ สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้สินเชื่อตาม Life cycle theory และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ความจำเป็น และแรงจูงใจในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้กู้ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม

บัตรเครดิตตัวการก่อหนี้?
ปัญหาหนี้บัตรเครดิต นับเป็นสัดส่วนที่มีหนี้เสียในระบบสูง พฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของคนไทย โดยเฉลี่ยผู้กู้จะมีจำนวนบัตรเครดิต 3 ใบ และใช้จาก 2 สถาบันการเงิน ซึ่งโดยทั่วไปกลุ่มคนที่มีบัตรเครดิตหลายใบจะมีวงเงินต่ำ และมีหนี้เสียต่ำกว่าผู้ที่มีบัตรเครดิตน้อยใบ

ส่วนกลุ่มที่มีหลายใบและใช้บัตรของหลายสถาบันการเงินจะมีวงเงินสูงกว่า ซึ่งอาจมองได้ว่าคนกลุ่มนี้มีรายได้สูง หรือมีพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ดีจึงได้รับวงเงินเพิ่ม

ขณะเดียวกัน กลุ่มที่มีอายุน้อยและอายุมากส่วนใหญ่จะมีบัตรเครดิตเพียง 1 ใบ ส่วนกลุ่มวัยทำงานจะมีบัตรเครดิตหลายใบ โดยในกลุ่มอายุ 40-60 ปี มีบัตรเครดิตมากกว่า 5 ใบสูงสุดถึง 18%

ทั้งนี้ กลุ่มวัยหลังเกษียณน่าเป็นห่วงน้อยที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนของผู้กู้ที่มีหนี้เสียต่ำกว่ากลุ่มอื่น และเป็นกลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อต่อบัตรสูง

ดังนั้นการที่มีจำนวนบัตรมากหรือมีบัตรจากหลายสถาบันการเงิน อาจสะท้อนถึงคุณภาพที่ดีของผู้กู้ในทุกกลุ่มอายุ การจำกัดจำนวนบัตรหรือจำนวนสถาบันการเงินจึงไม่มีนัยสำคัญสำหรับการกำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิต

อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดวงเงินให้สินเชื่อตามความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้าใหม่ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/เดือน วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ รายได้ตั้งแต่ 30,000 -50,000 บาท วงเงินไม่เกิน 3 เท่า และรายได้มากกว่า 50,000 บาท วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ โดยไม่มีการจำกัดจำนวนบัตร ซึ่งเริ่มใช้กับลูกค้าใหม่ของสถาบันการเงินแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.
ผู้กู้มีสินเชื่อหลายสัญญา
คนเมืองกู้เงินสูงกว่าคนชนบท
จากผลการวิจัยยังพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้กู้กลุ่มอายุน้อยและอายุมากและในชนบทจะมีสินเชื่อ 1 สัญญาและใช้ 1 สถาบันการเงิน ขณะที่คนกลุ่มวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และชุมชนเมืองจะมีหลายสัญญาและใช้หลายสถาบันการเงิน และยังพบว่า ในกลุ่มชนบทมีการใช้สินเชื่อบ้านและบัตรเครดิตน้อย ซึ่งสะท้อนถึงความไม่จำเป็นในการซื้อบ้านใหม่ หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึง และในกรณีของสินเชื่อบัตรเครดิต ก็อาจสะท้อนถึงข้อจำกัดในการใช้และเข้าถึงเป็นสำคัญ

ดังนั้นนโยบายที่เหมาะสมจึงควรส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อบ้านและบัตรเครดิตในชนบท ซึ่งอาจช่วยเพิ่มศักยภาพทางการลงทุน ทำธุรกิจ การบริโภค และการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งล้วนแล้วจะนำไปซึ่งโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

พฤติกรรมการกู้ของคนไทยที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไปในมิติของอายุ พื้นที่ ประเภทสินเชื่อ และประเภทสถาบันการเงิน จะช่วยให้ผู้ดำเนินนโยบายต่างๆ เข้าใจสถานการณ์การเป็นหนี้ของคนไทยได้

แม้การสร้างหนี้จะช่วยให้เรามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่หากกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินก็เป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงหรือได้รับการแก้ไขโดยด่วน วิธีที่ดีที่สุดคือการปลูกฝังให้ความรู้เรื่องหนี้อย่างถูกต้อง ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่าภาครัฐจะมีกลยุทธ์อะไรออกมาบ้างเพื่อกระตุ้นการลดหนี้ของคนไทย 


โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ จันทร์วิไลศรี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 
"ปัจจุบันพฤติกรรมการกู้ของคนไทยมีความหลากหลาย สัดส่วนคนกู้ที่มีสินเชื่อหลายสัญญามากที่สุดคือกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผู้กู้จำนวนมากจะมีสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งมีคุณภาพหนี้ที่ไม่ดี โดยเฉพาะในผู้กู้กลุ่มอายุน้อย สำหรับนโยบายที่จะมากำกับดูแลหนี้ครัวเรือนต้องมุ่งเป้าไปที่สินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งการจำกัดจำนวนสัญญาและสถาบันการเงิน ต้องมุ่งเน้นกลุ่มผู้กู้ที่มีอายุน้อยและอายุมากอีกด้วย"

ธนพร นวพันธุ์ศรี อายุ 25 ปี
"ตอนนี้มีบัตรเครดิตใช้ 2 ใบ โดยเลือกจากความน่าเชื่อถือของแบงค์และโปรโมชั่นที่นำเสนอ ตั้งใจเอาบัตรมาผ่อนของ แต่ส่วนใหญ่ใช้รูดซื้อเครื่องสำอาง ใช้ในร้านอาหาร และพวกรองเท้ากีฬา ซึ่งสะดวกมาก เงินเดือนออกก็ตัดไป เรามองว่าการเป็นหนี้จะช่วยกระตุ้นให้ตัวเองประหยัดขึ้น แบบเดือนนี้ใช้แค่นี้พอ ส่วนข้อเสียคืออยู่ที่ตัวเราเอง หมุนเงินไม่ทัน ต้องพยามยามหาเงินมาจ่ายค่าบัตรเต็มจำนวน จะไม่จ่ายขั้นต่ำเด็ดขาด เพราะหนี้อาจทวีคูณได้"

[English]
Thais, Their Borrowing Behaviors and Debt Quality

A recent study by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research showed borrowers, who are in their working ages, tend to have the highest debt level when compared with people from other age groups, while those living in the Bangkok Metropolitan area are owing financial institutions much more than people living in the upcountry, understandably due to the differences in their exposure to borrowing opportunities and motives.

The study also suggested that Thais appear to apply for personal loans, automotive loans or credit card loans when they are young and the focus shifts to mortgage among middle-aged people before business loans take up as much as 40% of loans made by older people.

While credit card debt take up the largest part of bad debts in Thailand and holders of a few credit cards are inclined to default more than those with many cards, the study found it inconclusive that the number of cards may really have direct correlation to debt defaults.

Based on these findings, researchers have recommended banks and financial institutions to design their lending policies to match the needs of borrowers with different ages, behaviors and backgrounds in order to favorably promote their investment, business and consumption potential while safeguarding Thais against the risk of defaulting on debt — all of which should considerably benefit Thailand’s economic growth.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments