728 x 90

เปิดแผนแก้ปัญหาวิกฤตจราจร ให้มีผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน

img

ทำได้จริงหรือแค่ฝันไป? “กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” จากสโลแกนในการพัฒนาเมือง กลายเป็นวลีฮิตที่ใช้ล้อเลียนในโลกโซเชียลมีเดีย ถึงการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร ที่ดูจะไม่ลงตัวสักเท่าไร เพราะต้องเจอกับปัญหาหลายอย่างที่เรื้อรังมานานและไม่มีท่าทีว่าจะได้รับการแก้ไขได้สำเร็จเสียที

วิกฤตจราจร
จากสร้างรถไฟฟ้าติดเกิน 2 ชม. ปัญหาที่สุดยอดตลอดกาลที่คนกรุงเทพฯ หนีไม่พ้นคือ “รถติด” ซึ่งเกิดขึ้นมายาวนาน จนกรุงเทพฯ ขึ้นอันดับเมืองรถติดที่สุดในโลก และเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ภาครัฐจึงมีนโยบายก่อสร้างรถไฟฟ้า เพื่อให้มีระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น และมุ่งหมายที่จะให้คนเปลี่ยนมาใช้ระบบรางหรือขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการก่อสร้างรถไฟฟ้าเพื่อยกระดับการเดินทางกลับกลายเป็นการเติมปัญหาการจราจรให้มีมากยิ่งขึ้น 

โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ประเมินวิกฤตการจราจร ด้วยการเทียบระยะเวลาเดินทางในช่วงที่ยังไม่ก่อสร้างและช่วงที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า พบว่าเส้นทางที่การจราจรวิกฤตหนักที่สุดคือเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 2 ชั่วโมง รองลงมาคือเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นจากเดิม 1-2 ชั่วโมง และเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่ใช้เวลาการเดินทางเพิ่มขึ้น 1 ชั่วโมง

จากวิกฤตจราจรที่ประชาชนต้องเผชิญเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า จนเกิดเสียงบ่นระงมทั่วกันโดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดการตื่นตัวในการปรับแผนแก้ไขปัญหาการจราจรระหว่างก่อสร้างรถไฟฟ้าพร้อมกันหลายเส้นทาง แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังต้องลงมากำกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง พร้อมกำชับให้การแก้ไขปัญหาเห็นเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน


ปรับเส้นทางรถเมล์-เสริม Shuttle Bus
ทาง สนข. จึงได้กำหนดแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาการจราจร บนถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ แนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้าสายสีชมพู เพื่อลดปริมาณการจราจรผ่านพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง รวมทั้งกำหนดมาตรการช่วยเหลือการเดินทางของประชาชนที่จำเป็นต้องสัญจรด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางเพิ่มขึ้น และช่วยลดปริมาณการจราจรบนถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า

มีทั้งการปรับเพิ่มเส้นทางเดินรถโดยสารสาธารณะ ขสมก. ให้ใช้ทางด่วน/ทางยกระดับ เพื่อหลีกเลี่ยงถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า-เย็น ประกอบด้วย รถโดยสารสาย 168 รถโดยสารสาย 145 เพื่อหลีกเลี่ยงถนนลาดพร้าว, ปรับเพิ่มบริการรถโดยสารสาย 32 เพื่อหลีกเลี่ยงถนนติวานนท์ พร้อมเพิ่มความถี่การให้บริการรถโดยสารสาย 166 และ 26 โดย ขสมก. คาดว่าทุกเส้นทางที่ปรับจะลดระยะเวลาเดินทางได้ 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

นอกจากนั้นยังมีการจัดรถ Shuttle Bus ในแนวก้างปลาจากถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด เช่น จากถนนรามคำแหง ไปสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ลาดกระบัง สถานีบ้านทับช้าง จากสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟหัวหมาก และจากศูนย์วัฒนธรรมเชื่อมกับวัดเทพลีลา 


จัด Express Boat จอดเฉพาะท่าเรือเชื่อมรถไฟฟ้า
ส่วนเรือโดยสารในคลองแสนแสบ บริษัทครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ให้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบ ได้จัดบริการเรือ Express Boat อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเป็นกรณีเร่งด่วน จอดเฉพาะท่าเรือต้นทางและที่เชื่อมกับรถไฟฟ้า คือ ท่าเรือวัดศรีบุญเรือง ท่าเรือรามหนึ่ง เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีรามคำแหง ท่าเรืออโศกเชื่อมรถไฟฟ้า MRT ที่สถานีเพชรบุรีและรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีมักกระสัน  ท่าเรือประตูน้ำเชื่อมรถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลม และท่าเรือราชเทวี (สะพานหัวช้าง)  เชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS สถานีราชเทวี ในทุกท่าเรือมีรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นฟีดเดอร์พร้อมให้บริการต่อ

สำหรับ Express Boat เริ่มให้บริการตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม แต่พบว่าไม่ค่อยเป็นที่พอใจของผู้โดยสาร เพราะยังไม่เข้าใจเหตุผลที่เรือไม่จอดรับทุกท่าเรือเหมือนปกติ จึงต้องเร่งประชาสัมพันธ์เพิ่ม ขณะเดียวกันคลองแสนแสบมีลักษณะแคบ เรือแซงกันลำบาก จึงเพิ่มความเร็วในการเดินทางได้ไม่มากนัก ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเรืองคลองแสนแสบเฉลี่ย 60,000 คน/วัน   ซึ่งเรือที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แต่ผู้ประกอบการได้พยายามเพิ่มเที่ยวเดินเรือจากวันละประมาณ 370 เที่ยวเป็น 400 เที่ยว 

ส่วนข้อเสนอที่ให้ขยายเส้นทางให้บริการเรือคลองแสนแสบออกไปถึงท่าเรือมีนบุรี จากเดิมที่สิ้นสุดที่ท่าเรือวัดศรีบุญเรือง นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด บอกว่า ไม่สามารถทำได้เพราะไม่คุ้มทุน เนื่องจากที่ผ่านมาที่ กทม. เคยทดลองวิ่งให้บริการฟรีก็ยังมีปริมาณผู้โดยสารเพียง 1,000 คน/วัน หากจะหาผู้ประกอบการรายอื่นมาดำเนินการก็คิดว่ายาก เพราะธุรกิจเรือมีความเสี่ยงสูง และธนาคารก็ไม่ให้นำเรือใช้ค้ำประกันเงินกู้

ทั้งนี้ ท่าเรือที่จะเชื่อมต่อจากท่าเรือวัดศรีบุญเรืองไปยังท่าเรือสำนักงานเขตมีนบุรี มีทั้งหมด 14 ท่าเรือ ซึ่งที่ผ่านมา กทม. เคยนำเรือมาทดลองวิ่งให้บริการประชาชนแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะปริมาณผู้โดยสารน้อย และปัจจุบันแต่ละท่าเรือก็อยู่ในสภาพชำรุด ทรุดโทรม ไม่สามารถใช้งานได้

สำหรับแผนงานในระยะต่อไป สนข. วางแผนจะก่อสร้างตัดถนนที่เป็นทางตัน เช่น ถนนซอยรามคำแหง 118 เพื่อเชื่อมต่อกับถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า และเส้นทางอื่นๆ เพิ่ม และมีแผนที่จะขยับป้ายรถประจำทางบนถนนลาดพร้าว 21 ป้ายในพื้นที่ก่อสร้างเพื่อขยับออกไป 50 เมตร และงดใช้ป้ายรถเมล์หน้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ให้รถเมล์ไปจอดรับผู้โดยสารที่ถนนคู่ขนานหน้าห้างแทน เพื่อให้คล่องตัวขึ้น และนอกจากการตัดเกาะกลางถนนรัชดาภิเษกด้านหน้าศาลอาญารัชดา เพื่อใช้เป็นจุดกลับรถทางลัดรัชดา 30,32,36 เชื่อมต่อไปทางโชคชัย 4 ถนนลาดพร้าว-วังหิน ถนนประเสริฐมนูกิจ และถนนประดิษฐ์มนูธรรม ยังจะมีการสำรวจพื้นที่ที่จะตัดเกาะกลางในถนนสายหลักและสายรองทั้ง 50 เขตเพิ่มเติม โดยระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนสำรวจจุดที่เหมาะสม


คาดสีเขียวเหนือเคลียร์พื้นที่ได้เร็ว
สำหรับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่ก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 กระทรวงคมนาคมและ รฟม. ยืนยันว่าจะเร่งการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดรัชโยธินตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือให้เสร็จในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะทำให้การจราจรโดยเฉพาะบนถนนรัชดาภิเษกคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนการก่อสร้างสะพานข้ามแยกรัชโยธินและสะพานข้ามแยกเกษตรคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ไม่เกินสิ้นเดือนธันวาคมนี้ ขณะนี้ภาพรวมทั้งโครงการคืบหน้า 80% งานวางระบบรางคืบหน้า 63% ตลอดแนวเส้นทางวางตอม่อ-ทางวิ่งรถไฟฟ้าหมดแล้ว คาดว่าการก่อสร้างงานโยธาทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในปี 2562 โดย รฟม. ตั้งเป้าจะคืนพื้นผิวจราจรบนถนนพหลโยธินตลอดแนวก่อสร้างเป็นฝั่งละ 3 ช่องจราจร ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยคืนผิวจราจรบางช่วงแล้วเหลือเพียงบริเวณการก่อสร้างสถานีที่ยังต้องปิดช่องจราจรอยู่


ฝากถามประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ “ศาลจราจร-รถต้องมีประกัน”
ล่าสุด 4 กันยายนที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจนครบาล จัดประชุมที่ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) ระดมความคิดเห็นด้านการแก้ไขปัญหาการจราจร เพื่อบูรณาการแนวความคิดและกำหนดเป็นนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติ โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ สนข. สำนักงานประกันวินาศภัยไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ผู้แทนจากบริษัทโตโยต้า บริษัทฮอนด้า มูลนิธิเมาไม่ขับ โดยแต่ละหน่วยงานได้ระดมความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ซึ่งมีการสรุปประเด็นปัญหาเบื้องต้น พร้อมเสนอแนะกันว่าควรจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการใช้มาตรการทางสังคม พร้อมนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้งานเพิ่มขึ้น

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า ขอเวลาให้คณะทำงานรวบรวมข้อเสนอแนะทั้งหมดที่ได้จากการประชุมก่อนสรุปอีกครั้ง เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ พัวพัน และสะสมมานาน แต่หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เป็นหน้าที่ที่ตำรวจต้องพิจารณาเร่งด่วน คือ การบังคับใช้กฎหมาย เพราะปัจจุบันแม้มีการออกใบสั่งจราจรเป็นจำนวนมาก แต่ประชาชนไม่เกรงกลัว และไม่มาจ่ายค่าปรับ จึงไม่เกิดประโยชน์

“อยากฝากขอความเห็นถึงประชาชนคนไทยทุกคนว่าคิดเห็นอย่างไรใน 2 ประเด็นที่อาจเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาจราจรและลดอุบัติเหตุ คือ เรื่องการจัดตั้ง “ศาลจราจร” ว่าจำเป็นหรือไม่สำหรับเมืองไทย เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ลดข้อครหาที่ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ และการกำหนดให้รถทุกคันต้องมีประกันภัย เพื่อบังคับให้คนมีวินัยในการขับรถมากขึ้น เช่น หากโดนใบสั่งแล้วไม่ไปชำระค่าปรับ จะไม่สามารถต่อประกันภัยได้ หรือหากขับรถไม่ดีต้องเสียค่าปรับบ่อย เบี้ยประกันก็จะแพงขึ้น โดยทั้ง 2 ประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ และถือเป็นมาตรฐานที่ในหลายประเทศใช้มานานแล้ว” พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าว


อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณากันอย่างรอบด้าน จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เพียงแค่การก่อสร้างรถไฟฟ้าเท่านั้นที่สร้างวิกฤตจราจร แต่ยังมีการก่อสร้างถนนอีกหลายโครงการในหลายพื้นที่ และยังมีแผนที่จะขยายถนน ก่อสร้างถนนใหม่อีกหลายโครงการในอนาคต ประกอบกับมีจุดเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. อีก 17 จุด ที่ทำให้ทุกครั้งที่ฝนตกหนักจะส่งผลกระทบต่อการจราจรมากขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันการจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนใช้รถส่วนตัวไปใช้รถไฟฟ้าหรือขนส่งสาธารณะอื่น ก็ยังเป็นเรื่องยากเพราะยังขาดการเชื่อมโยงและการบริการที่ดีพอ ขณะที่พฤติกรรมการขับรถและความหัวร้อนของคนไทยที่มีมากขึ้น รวมถึงการขาดความเคารพต่อกฎหมาย ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การแก้ไขปัญหาการจราจรเป็นไปได้ยาก

ที่สำคัญการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐยังไม่สามารถข้ามเส้นแบ่งกันเองไปได้ เช่น กรณีการเชื่อมโยงระบบระหว่างตำรวจจราจรกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่ยืดเยื้อมานาน ทำให้การออกใบสั่งไม่เป็นผล เพราะถึงไม่จ่ายค่าปรับก็ไม่มีผลกระทบอะไร เนื่องจากยังต่อใบขับขี่หรือภาษีที่ ขบ. ได้เช่นเดิม หรือแม้กระทั้งเรื่องการจัดตั้ง “ศาลจราจร” ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีแนวคิดนี้ขึ้นมา แต่ในทุกครั้งที่ทางตำรวจจราจรหยิบยกมานำเสนอ ก็จะถูกกลุ่มผู้พิพากษาปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่ามีบุคลากรไม่เพียงพอ และปัจจุบันมีคดีความที่ต้องดำเนินการมากอยู่แล้ว

ดังนั้นทางที่ง่ายที่สุดของคนเมืองในวันนี้ คงต้องเริ่มจัดการที่ตัวเองก่อน ทั้งการเผื่อเวลาในการเดินทาง ศึกษาเส้นทางลัดทางเลี่ยง รักษาวินัยจราจร ไม่เติมปัญหาในท้องถนนเพิ่มขึ้น และเพิ่มความอดทน บวกกับทำใจให้ชินกับปัญหาการจราจร เพื่ออนาคตที่สดใสและลงตัวที่จะถึงในปี 2566 ปีแห่งเป้าหมายความสำเร็จของการพัฒนาระบบราง สู่การเป็นมหานครระบบรางของโลก
__________

คุณไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
“การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยอำนวยความสะดวก และลดเวลาในการเดินทางได้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างเร่งดำเนินการ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาการจราจรได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดมาตรการรองรับ และเร่งรัดการทำงานเร็วขึ้น เช่นการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดรัชโยธินที่เร่งจนจะเปิดใช้ได้เดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะทำให้การจราจรคลี่คลายขึ้น และตั้งแต่ปี 2562 จะทยอยเปิดให้บริการรถไฟฟ้าในหลายเส้นทาง ส่วนตัวก็ขอความร่วมมือผู้ใช้รถให้อดทน 2-3 ปี และเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ กรุงเทพมหานครจะเป็นเมืองที่มีขนส่งมวลชนดีที่สุดแห่งหนึ่ง”


Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments