728 x 90

เส้นทางภาษียาสูบ เงินบาปหรือเงินบุญ

img

สัปดาห์ที่ผ่านมามีกระแสผลดำเนินงานของโรงงานยาสูบปี 2559 ที่ฟันกำไรถึง 8,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีกำไร 7,105 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นกว่า 24.74% นับว่าสูงมากเป็นประวัติการณ์ เท่ากับว่าจะมีเงินสนับสนุนรัฐเพิ่มขึ้น? จึงเกิดคำถามในสังคมตามมาว่า เมื่อรายได้หลักของรัฐมาจาก "เงินสีเทา" แล้วจะรณรงค์ให้เลิกสูบทำไม

ยาสูบได้กำไร (เยอะจากไหน?
ผลประเมินของสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่ากำไรจากโรงงานยาสูบอยู่ในระดับดีมาก นับว่าสูงเมื่อเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นในกลุ่มเดียวกัน และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 77.08% จากปีที่ผ่านมา 76.17% แสดงให้เห็นว่าภาษีที่จะนำส่งรัฐจากโรงงานยาสูบ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
กำไรยาสูบ
ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการยาสูบ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2559 ว่า ผลกำไรที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มาจากรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ เพราะปริมาณการผลิตลดลง แต่เป็นผลกำไรจากประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานและผู้บริหารโรงงานยาสูบ โดยสามารถลดต้นทุนวัตถุดิบจากการบริหารจัดการ และควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการผลิตบุหรี่ เช่น ซองก้นกรอง และสารปรุง ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต การบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ลดการทำงานล่วงเวลา การเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการตลาดยาสูบ จึงสามารถขอกันงบประมาณส่วนนี้คืนกลับมาทำเรื่องสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พนักงาน และมีเงินโบนัสให้พนักงานถึง 7 เดือน เป็นรองเพียงบริษัท ท่าอากาศยานไทย เท่านั้น

ภาษีเพิ่มคนสูบ(ไม่)เพิ่ม?
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ได้มีราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้กฎกระทรวง ขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบรายการบุหรี่ซิกาแรต สําหรับคํานวณค่าแสตมป์ยาสูบในอัตราตามมูลค่าจากร้อยละ 87 เป็นร้อยละ 90 และอัตราตามปริมาณจากกรัมละ 1 บาทเป็น 1.10 บาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป เพื่อต้องการลดจํานวนการสูบบุหรี่ลง โดยเฉพาะการลดจํานวนผู้สูบบุหรี่ใหม่
ราคายาสูบต่อซอง หลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต
ดูเหมือนว่าเมื่อรัฐเพิ่มภาษียาสูบ จำนวนการบริโภคยาสูบก็น่าจะน้อยลง
ขณะที่ข้อกำหนดในร่าง พรบ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ มีข้อเพิ่มเติมจากฉบับเก่าที่สำคัญคือ กำหนดอายุให้สามารถซื้อได้จาก 18 ปีเป็น 20 ปีและห้ามจำหน่ายบุหรี่แยกมวน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถแยกเยาวชนออกจากการเข้าสู่วงจรนักสูบหน้าใหม่ได้ นับว่าอย่างน้อยก็ลดจำนวนนักสูบหน้าใหม่

เปลี่ยนเงินบาปให้กลายเป็นเงินบุญ
โรงงานยาสูบมีหน้าที่หารายได้นำส่งรัฐ พร้อมกับให้ความร่วมมือในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ เมื่อกำไรเพิ่ม เงินเข้ารัฐก็เพิ่มด้วย จากรายงานทางการเงินของโรงงานยาสูบประจำปี 2558 ระบุว่า ยาสูบนำส่งเงินรายได้ให้รัฐทั้งสิ้น 59,354 ล้านบาท เป็นเงินภาษีจำนวน 51,597 ล้านบาทและเป็นเงินรายได้นำส่งรัฐ 7,757 ล้านบาท

ทีนี้มาดูว่าเงินสีเทาที่อยู่ในการควบคุมของรัฐจะกลับคืนสู่การรับผิดชอบต่อสังคมด้านใดบ้าง
จากรายงานทางการเงินของโรงงานยาสูบประจำปี 2558 ระบุว่าโรงงานยาสูบต้องชำระเงินบำรุงให้ 3 องค์กรหลัก ดังนี้
1. สนับสนุนกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจำนวน 832.22 ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 มาตรา 11 ซึ่งกำหนดให้กองทุนมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุน จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย ว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ ซึ่งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส. ต้องนำเงินเหล่านี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์กองทุน ทั้งร่วมกับหน่วยงานต่างในสังคมขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีครบ 4 ด้าน กาย จิต ปัญญา สังคม และร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่
2. บำรุงองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) จำนวน 624.17 ล้านบาทตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคท้าย กำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย ว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ
3. สนับสนุนกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จำนวน 363.60 ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 37 กำหนดให้กองทุนมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้มีหน้าที่เสียภาษี ตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมาย ว่าด้วยยาสูบในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ

ธุรกิจโรงงานยาสูบเปรียบเหมือนดินแดนสนธยา มีข้อจำกัดด้านการประชาสัมพันธ์ ไม่มีใครยินดีชื่นชมเพราะเป็นธุรกิจผ่อนส่งคนตาย ขณะเดียวกันก็เป็นธุรกิจสีเทาที่นำรายได้เข้ารัฐระดับต้นๆ เมื่อเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ทั่วประเทศแต่จะพูดแบบกำปั้นทุบดินว่าให้ปิดโรงงานยาสูบไปเลยก็คงไม่ได้เพราะขนาดรัฐเพิ่มอัตราภาษียาสูบเพื่อหวังลดจำนวนนักสูบ แต่ในเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมาโรงงานยาสูบออกบุหรี่ยี่ห้อใหม่ในขนาดประมาณ 7.1 มิลลิเมตรซึ่งเป็นขนาดเล็กกว่ารุ่นปกติจำหน่าย 40 บาท/ซอง เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย

สุดท้ายก็เป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสังคมไทยเช่นเดิม ที่ต้องวนเวียนอยู่ในธุรกิจบาปที่คอยทำลายชีวิตคนแบบผ่อนส่ง ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินบาปนี้เองที่รัฐนำมาต่อลมหายใจให้อีกหลายชีวิต


.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
"วัตถุประสงค์ในการขึ้นภาษีบุหรี่ ก็เพื่อลดนักสูบหน้าใหม่และสกัดไม่ให้เยาวชนเข้าถึง ซึ่งนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ธนาคารโลกย้ำมาตลอดว่าเป็นนโยบายกำไรสามต่อคือ ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้นประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น"

ทพ.สุปรีดาอดุลยานนท์ผู้จัดการกองทุน สสส.
"ที่ผ่านมา สสสสามารถสื่อสารให้สังคมได้เข้าใจความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพได้ในระดับหนึ่ง แม้เงินสนับสนุนที่ได้มาหลายพันล้านบาทดูเหมือนเยอะ แต่เอาจริงๆ ก็ยังไม่ค่อยพอ เพราะแต่ละเรื่องที่เราทำก็หนักหนาสาหัส แต่เราก็พยายามทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด"

ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการยาสูบ
"ตอนมีคนมาทาบทามให้ทำงานนี้ก็คิดหนัก เพราะเป็นงานที่ขัดกับความรู้สึก เนื่องจากยาสูบจัดเป็นอบายมุขชนิดหนึ่ง แต่เรามาทำหน้าที่นี้เพื่อชาติ หน่วยงานนี้เงินเยอะ มีการแสวงหาผลประโยชน์เยอะ แต่เมื่อเราทำหน้าที่นี้ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือบาป เชื่อว่าทุกคนรู้หมดว่าอะไรถูกอะไรผิด เมื่อเรามีสติเราก็จะไม่หลงไปกับกิเลส เราจะยืนหยัดมั่งคงในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ"

เทพศักดิ์ อมรวัฒนวงษ์ นิสิตปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
"การกระทำของรัฐ เหมือนเป็นการลูบหน้าปะจมูก เพราะรัฐมีหน้าที่ดูแลประชาชน เช่น รณรงค์ไม่ให้คนสูบบุหรี่ ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องการรายได้เพื่อนำมาใช้บริหารประเทศ ฉะนั้นถ้ารัฐอยากให้คนเลิกสูบ ทำไมไม่ปิดโรงงานเลยล่ะ ซึ่งรัฐทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะรายได้หลักมาจากพวกนี้"

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments