728 x 90

แรงงานหลังบ้านกรุณา

img
มีคำกล่าวมากมายว่าไทยกำลังขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก โดยโฟกัสไปที่เด็กจบใหม่ในระดับการศึกษาขั้นสูง ว่าเรียนไม่ตรงสายบ้าง เลือกงานบ้าง แต่ยังมีเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่อยากกลับตัวกลับใจออกไปทำอาชีพสุจริตหาเลี้ยงตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเทียบเท่ากับคนในวัยเดียวกัน
 
สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เผยตัวเลขของผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีทั่วประเทศ ปี 2559 มีจำนวน 112,236 คน จากเดิมในปี 2558 มีจำนวน 91,622 คน แม้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอของตลาดภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่าตอนนี้ กลุ่มงานสายอาชีพ ซ่อมบำรุงต่างๆ กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก
ทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนมุ่งไปผลักดันกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เคยก้าวพลาดให้กลับมามีที่ยืนในสังคม ด้วยการเน้นการฝึกทักษะวิชาชีพต่างๆ หรือนำผู้มีความรู้ในด้านสาขาวิชาชีพต่างๆ มาช่วยสอน เด็กสามารถเลือกเรียนในวิชาที่ตนถนัดได้ตามกำหนดของหลักสูตร และเมื่อเรียนจบก็มีการมอบใบรับรองให้แต่ละวิชา สอนควบคู่ไปกับทักษะชีวิต ว่าให้อยู่ในความประพฤติดี เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ปล่อยตัวไปแล้วได้มีงานทำและมีความมั่นคงในการดำรงตนรวมกับครอบครัว และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยมีโครงการที่น่าสนใจอย่าง การเตรียมความพร้อมสู่การทำงานให้กับเยาวชน ของศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา ที่ได้รับความร่วมมือจากหลายส่วน
 
องค์กรแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน ระบุว่า ในประเทศไทยมีแรงงานเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี จำนวน 9.6 ล้านคน อัตราการว่างงานของคนกลุ่มนี้สูงกว่าวัยผู้ใหญ่ถึง 14 เท่า โดยมีเด็กจำนวน 605 คนสำเร็จหลักสูตรการฝึกอบรมวิชาชีพ 165 คนได้รับการฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงาน และ 134 คนได้รับการจ้างงานแล้ว จากโครงการนี้ที่เริ่มผลักดันมาตั้งแต่ต้นปี 2559 
ทางด้านคุณครูภูชิต ดวงจันทร์ หัวหน้ากลุ่มงานสานกิจกรรมชุมชน ของศูนย์ฝึกฯ บอกกับเราว่า ตามกระบวนการจะไม่ใช้คำว่าต้องโทษหรือจำคุกกับเด็กและเยาวชน ศาลจะเปลี่ยนจากโทษปกติ เป็นส่งฝึกอบรม คำว่า ฝึกอบรม จึงไม่ใช่การต้องโทษ ต้องขัง  เด็กเพียงแค่ใช้เวลาที่ก้าวพลาดในช่วงเวลาหนึ่งไปทบทวนตัวเองแล้วกลับออกมาข้างนอกได้ตามปกติ แม้จะมีการลบทะเบียนในประวัติอาชญากรเพื่อเป็นการพิทักษ์สิทธิของเด็กแล้วก็ตาม แต่บางสถานประกอบการยังมีความเชื่อแบบเดิมว่าเด็กที่มาจากสถานที่แบบนี้จะต้องใช้ความรุนแรง ต้องมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
 
สิ่งสำคัญที่สุด คือ โอกาสที่ตัวเด็กเองจะต้องเชื่อมั่นว่าตนเองทำได้ และกล้าเผชิญกับสังคมภายนอก ส่วนครอบครัวและคนทั่วไป ก็ต้องพร้อมจะยื่นมือช่วยเหลือให้เด็กและเยาวชนที่เคยทำผิดพลาด ได้พิสูจน์ตัวเองว่าการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ในช่วงระยะเวลาที่ได้ฝึกอบรมอยู่ในศูนย์ฝึกฯ และโครงการเตรียมความพร้อมให้ประสบการณ์จริง ว่าพวกเขาก็สามารถช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติได้ด้วยการทำงาน ในหน้าที่ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่เป็นภาระของสังคม และไม่กลับไปมีความประพฤติผิดอีกครั้ง เป็นการแก้ปัญหาทั้งงาน การขาดแคลนแรงงาน และช่วยแก้ปัญหาด้านสังคมไปพร้อมๆ กัน

หัสญา หาสิตะพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส มูลนิธิซิตี้ 
“เราต้องการยุติความยากจนของเด็กและเยาวชน จึงร่วมมือกับองค์กรแพลนฯ ซึ่งการที่จะมีอิสระภาพทางการเงิน มีทางเลือกในการจ้างงานมากขึ้น และมีความรู้ความสามารถในการทำงานมากขึ้นนั้น สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารและเรียนรู้จากนายจ้าง โอกาสที่จะเพิ่มพูนทักษะฝีมือ และโอกาสที่จะผสานรวมการศึกษาเข้ากับการฝึกอบรมทักษะความเป็นผู้นำ เครือข่ายผู้ประกอบการ หรือการสร้างธุรกิจของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยทักษะความพร้อมสู่การทำงานและการจ้างงานนั่นเอง”

ชัยวัฒน์ มณีรัตนศุภร ผู้ประกอบการ ที่รับเด็กจากศูนย์ฝึกฯ เข้าทำงาน
“ผมเองก็เคยผ่านจุดๆ นี้มาในระดับหนึ่ง ในฐานะผู้ประกอบการเราจะกลัวอยู่ 2 อย่าง คือ รับมาแล้วเขาจะตั้งใจทำงานมั้ย กับ รับมาแล้วเขาตั้งใจรอเวลาเพื่อจะพ้นโทษออกไปหรือเปล่า การที่จะดูแลเด็กเหล่านี้ได้ เราต้องลงมาคลุกคลีกับเขาด้วยในการทำงาน มาศึกษาชีวิตจริง การทำงานของเขา สิ่งไหนที่เขาไม่เข้าใจก็ต้องช่วยสอน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในระดับสูงกว่า จะต้องสั่งงานอย่างเดียว เราก็จะไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้คิดอะไรอยู่ในใจ”
 
หนุ่ม ยุวฑูตเยาวชน รุ่นที่ 1 ของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา
“ผมเคยใช้เวลาอยู่ที่นี่ 2 ปี พยายามปรับตัวอยู่ 6 เดือน ก็เริ่มรู้ว่ามันมีทางออก มีการเรียนวิชาสามัญ วิชาชีพ ช่วยส่งเสริมเรา ผมก็เลยพยายามเรียน พัฒนาตัวเองจนจบ ม.ปลาย ทางศูนย์ฝึกฯ เห็นว่าผมไม่สมควรต้องไปต่อเรือนจำ จึงทำเรื่องขอเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาให้ ศาลก็อนุญาตเปลี่ยนแปลง ให้ช่วยทำงานที่ศูนย์พัฒนาจนครบ 6 ปี ตอนนี้ผมเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนกีฬา แม้จะไม่ได้เก่งด้านหลักการ แต่ผมก็หาเวลาเรียนรู้จากการไปดูพี่ๆ ที่สโมสรอื่นแล้วนำกลับมาสอนน้องๆ ผมรู้สึกภูมิใจมาก ที่ได้นำความรู้มาต่อยอดช่วยคนอื่นได้ และสามารถเปลี่ยนตัวเองให้รู้จักคุณค่าของตัวเองได้”
 
นาย อายุ 21 ปี ผู้ผ่านการเตรียมความพร้อมและได้รับการจ้างงาน
“ตอนอยู่ในศูนย์ฝึกฯ ผมเรียนเกษตรมา แล้วก็เข้าร่วมโครงการ เขาสอนและให้โอกาสเรียนรู้ แต่ว่าตอนนี้ผมทำงานที่บริษัททำเต็นท์ผ้าใบ ซึ่งไม่เคยมีความรู้ด้านนี้ แต่อยากลองทำเลยอาศัยครูพักลักจำ แล้วฝึกฝนตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จนมีความชำนาญ ทำแรกๆ ก็กลัวงานจะผิดพลาด แต่เจ้าของร้านก็ให้โอกาส ถ้าผิดก็สามารถแก้ไขได้ เจ้าของร้านก็รู้ว่าผมมาจากศูนย์ฝึกฯ แต่ก็ให้โอกาสเราได้ทำ อยากบอกเยาวชนที่มีโอกาสได้ออกไปข้างนอก เราเองก็ต้องปรับปรุงตัวด้วย เมื่อได้ออกไปแล้ว ก็ต้องรู้จักใช้สิทธิของเราให้เป็นประโยชน์ อย่ากลับเข้าวังวนเดิม”
 
นิว อายุ 18 ปี เยาวชนจากบ้านปราณีผู้เข้าร่วมโครงการ และกำลังจะออกสู่สังคมภายนอก
“โครงการนี้ทำให้ได้รับรู้ ว่าการที่เราจะไปสมัครงาน ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ถ้าเจอคำถามแบบนี้จะตอบยังไง ได้เตรียมความพร้อมก่อนที่จะออกไปสู่สังคมภายนอก ว่าตอนนี้เขารับสมัครงานกันแบบไหน หนูอยากเปิดร้านเสริมสวย เพราะว่าเรียนทางด้านนี้กับที่ศูนย์ฝึกฯ มา 2 ปีแล้ว หนูคิดว่าถ้าเราอยากทำเสริมสวย แต่เราดันไปเรียนด้านอื่นที่ไม่ช่วยส่งเสริมอนาคตของเรา อย่างน้อยที่หนูเคยทำผิดพลาดไปก็ยังมีโครงการดีๆ มีโอกาสดีๆ รออยู่ เราไม่ได้ล้มแล้วล้มเลย หนูเชื่อว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีเด็กที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้แบบหนู”
 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments