728 x 90

แรงงานไทยในยุค Digital Disrupt

img

การเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดความกังวลต่อผลกระทบของเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะด้านแรงงานที่อาจทำให้คนทำงานต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ส่งผลให้เกิดอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และคาดว่าในปี 2573 ไทยอาจขาดแคลนแรงงานชำนาญการในทุกภาคธุรกิจ ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ถึง 4.96 แสนล้านบาท

เล็งสร้างกำลังคนดิจิทัล
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ปี 2560 มีประชากรวัยแรงงานทั้งหมด 56.05 ล้านคน มีผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 37.22 ล้านคน มีงานทำ 36.65 ล้านคน แรงงานรอฤดูกาล 90,000 คน ผู้ว่างงาน 480,000 คน และผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 18.83 ล้านคน

ปัจจุบัน ไทยผลิตกำลังคนด้านดิจิทัลออกมามากพอสมควร เพราะมีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านดิจิทัลมากถึง 427 หลักสูตร ในสถาบันการศึกษาเกือบ 170 แห่งทั่วประเทศ โดยในปี 2560 มีการจ้างงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ICT รวม 268,065 คน ส่วนใหญ่เป็นช่างเทคนิคด้าน ICT และนักวิชาชีพ ICT

ขณะที่มีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เฉพาะสาขาคอมพิวเตอร์ 19,781 คน (ไม่รวมผู้จบการศึกษาในสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น วิศวกรรมโทรคมนาคม) แต่มีผู้ว่างงานที่จบ ป.ตรี สาขาคอมพิวเตอร์เกือบ 7,000 คน ขณะที่ความต้องการกำลังคนด้านดิจิทัลในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 14,000 คน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนกำลังคนด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ ซึ่งสาเหตุสำคัญของสถานการณ์ดังกล่าว  คือหลักสูตรคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน ไม่ได้ปรับให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งบางหลักสูตรไม่ได้บรรจุวิชาที่จำเป็นต่อการเป็นนักวิชาชีพด้าน ICT

ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการแห่งทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า ความท้าทายที่สำคัญของประเทศไทย คือความพร้อมของกำลังคนด้านดิจิทัล แต่ปัญหาที่พบคือ หลักสูตรในสถาบันการศึกษาที่ใช้ล้าสมัย ซึ่งจะทำให้บริษัทต่างๆ ที่มาลงทุน เลือกที่จะไม่ทำกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย

อย่างการมาเยือนของแจ็ค หม่า ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา เพื่อประกาศแผนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลและส่งเสริมการพัฒนาทักษะบุคลากรของไทย ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะที่เป็น “ฮับ” ของการลงทุนในภูมิภาค แต่หากกำลังคนของไทยไม่พัฒนาให้เทียบเท่ากับความต้องการด้านประสิทธิภาพของนักลงทุน การมาลงทุนในไทยก็จะเป็นเพียงฐานกระจายสินค้าไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ซึ่งอาจจะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนไม่มาก

ดร.เสาวรัจ ให้ความเห็นว่า ในระยะสั้นและระยะกลาง ประเทศไทยควรมีนโยบายเพื่อให้เกิดกำลังคนด้านดิจิทัล 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มคนด้านดิจิทัลที่สามารถพัฒนาและใช้เทคโนโลยีหลักที่เปลี่ยน แปลงอย่างพลิกผัน เช่น AI, Big Data และ Internet of Things 2. กลุ่มคนด้านดิจิทัลที่ต้องการจำนวนมากพอสมควร เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์และโปรแกรมเมอร์ ซึ่งต้องมีคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และ 3. กลุ่มคนด้านดิจิทัลทักษะสูงจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาความขาดแคลนเฉพาะหน้า โดยเมื่อต้นปี 2561 รัฐบาลได้ออกมาตรการ Smart Visa เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงเข้ามาทำงานในไทย โดยให้สิทธิพิเศษต่างๆ เช่น การให้วีซ่า 4 ปี และไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน เป็นต้น

ส่วนในระยะยาว ควรมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา โดยสร้างกลไกให้ภาคธุรกิจให้ข้อมูลทักษะกำลังคนที่ต้องการแก่สถาบันการศึกษา และให้สถาบันการศึกษาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการเพิ่มกำลังคนด้านดิจิทัลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมได้จริง จึงจำเป็นต้องปรับคุณภาพของกำลังคนด้านดิจิทัลอย่างเร่งด่วน

ปี 2573 ไทยเสี่ยงวิกฤตขาดแคลนแรงงาน
ขณะที่ผลการศึกษาของคอร์น เฟอร์รี่ บริษัทผู้ให้คำปรึกษาแก่องค์กรชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า การขาดแคลนแรงงานผู้มีทักษะถือเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2573 หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม

โดยภาวะการขาดดุลแรงงานผู้มีทักษะมากกว่า 12.3 ล้านคนภายในปี 2563 จะ  พุ่งสูงถึง 47 ล้านคนภายในปี 2573 และ ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ประจำปีถึง 4.238 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 134 ล้านล้านบาททั่วภูมิภาค (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 2 )

นายภานุวัฒน์ กาญจะโนสถ ที่ปรึกษาอาวุโส คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงประเทศไทย ต้องเริ่มตื่นตัวตั้งแต่วันนี้เพื่อป้องกันวิกฤตการณ์ในอนาคต โดยภาคธุรกิจในไทย อาจได้รับผลกระทบ คือ 1. ขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งอาจก่อให้เกิดการสูญเสียถึง 2.5 แสนล้านบาท, 2. ขาดแคลนแรงงานในภาคเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม (TMT) อาจก่อให้เกิดการสูญเสียถึง 5.6 หมื่นล้านบาท และ 3. ขาดแคลนแรงงานในภาคบริการทางการเงินและธุรกิจ อาจก่อให้เกิดการสูญเสียถึง 1.9 แสนล้านบาท 

โดยแรงงานผู้มีทักษะที่เหมาะสมกับงาน ถือเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับองค์กร และแรงงานดังกล่าวจะเริ่มขาดแคลนขึ้นทุกวัน ซึ่งผลสำรวจพบว่า แรงงานจะมีจำนวนไม่เพียงพอในทุกประเทศภายในปี 2573 องค์กรและธุรกิจต่างๆ ต้องหาทางแก้ไขวิกฤตแรงงานนี้ เมื่อเผชิญกับภาวะการขาดแคลนแรงงานที่รุนแรง การวางแผนและการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการจัดสรรกำลังคนที่มีทักษะ จะกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

อาชีพเด่น ไร้หุ่นยนต์แย่งงาน
แม้ปัจจุบันโลกธุรกิจจะหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ในการช่วยมนุษย์ทำงานมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ซึ่งโลกของการทำงานหลายอาชีพยังจำเป็นต้องพึ่งพามนุษย์ในการขับเคลื่อนเป็นหลัก

ล่าสุด เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม เปิดเผย 3 ทักษะที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้ ได้แก่
1. ทักษะความคิดสร้างสรรค์ เพราะสมองของมนุษย์มีความซับซ้อนและมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายรูปแบบจนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
2. ทักษะทางสังคม เนื่องจากโลกประกอบด้วยผู้คนมากมาย จึงต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและพึ่งพาอาศัยกัน ผ่านการสื่อสารทั้งการพูด การฟัง การแสดงออก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น และ
3. ทักษะทางอารมณ์ เพราะมนุษย์ตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นในการสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้


ทักษะเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเรียนรู้โดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นทุนเดิม ถือเป็นจุดแข็งที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถทำได้เทียบเท่า

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่หุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกธุรกิจมนุษย์มีความจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ เพื่อให้การทำงานในอนาคตของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม ได้ระบุ 3 สายงานสำคัญที่หุ่นยนต์จะมาช่วยสนับสนุนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ
1. อาชีพด้านบริการ โดยหุ่นยนต์จะมาช่วยมนุษย์ให้การทำงานง่ายขึ้น ทั้งผู้ให้บริการและผู้มาใช้บริการ
2. อาชีพเฉพาะทาง เช่น ผู้ช่วยแพทย์ เนื่องจากหุ่นยนต์มีความแม่นยำสูง และสามารถทำงานได้โดยไม่มีข้อจำกัด และ
3. อาชีพให้คำปรึกษา เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน โดยข้อมูลที่ได้จะมีความแม่นยำสูง และไม่มีความลำเอียงในบางสถานการณ์เหมือนการตัดสินใจของมนุษย์


ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย 10 อาชีพ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและไม่มีความเสี่ยงตกงาน แม้ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลง ได้แก่
1. อาชีพที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม ทั้งแพทย์ศัลยกรรม แพทย์ผิวหนัง เภสัชกร พนักงานขายสินค้าด้านความงาม
2. โปรแกรมเมอร์
3. อาชีพดูแลด้านสุขภาพ
4. อาชีพเกี่ยวกับพลังงาน
5. อาชีพด้านวิทยาศาสตร์เคมี ชีวเคมี
6. อาชีพที่ชำนาญเกี่ยวกับเครื่องกลขั้นสูง
7. อาชีพเกี่ยวกับการใช้ภาษา
8. นักกฎหมาย
9. อาชีพที่ดูแลสิ่งแวดล้อม
10. อาชีพเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สัตวแพทย์ ผู้ผลิตวัคซีนสำหรับสัตว์เลี้ยง ร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง แฟชั่นสัตว์เลี้ยง และการผลิตอาหารสัตว์ เป็นต้น (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 3 )


แม้การพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้น จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการปรับโมเดลพัฒนาประเทศ การจัดระบบสวัสดิการสังคม ตลอดจนการปรับกฎระเบียบต่างๆ เพื่อตั้งรับการเข้ามาของเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงและเร่งมือแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือการส่งเสริมพัฒนาทักษะบุคลากรของคนไทย ทั้งการจัดการศึกษา การฝึกทักษะแรงงาน เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของภาครัฐ และดึงดูดให้นักลงทุนในธุรกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซทั่วโลกหันมาสนใจต่อการลงทุนกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น  


ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการแห่งทีดีอาร์ไอ
“หากประเทศไทยต้องการได้ประโยชน์จากการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และสามารถดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลเหมือนหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น สิ่งที่ภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพสูง และใช้งานได้จริง โดยการดำเนินนโยบายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวควบคู่กันไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง”
ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการแห่งทีดีอาร์ไอ

นายภานุวัฒน์ กาญจะโนสถ ที่ปรึกษาอาวุโส คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป ประเทศไทย
“แรงงานจะมีจำนวนไม่เพียงพอในทุกประเทศภายในปี 2573 ซึ่งแนวทางการแก้ไขในอนาคตจะมาจากการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างคนกับเทคโนโลยี แต่ความต้องการแรงงานผู้มีทักษะเฉพาะด้านอย่างมหาศาลนั้นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ชี้เป็นชี้ตายในยุคของเรามากกว่าการที่ธุรกิจจะถูกครอบงำด้วยเทคโนโลยีเสียอีก”
นายภานุวัฒน์ กาญจะโนสถ ที่ปรึกษาอาวุโส คอร์นเฟอร์รี่ เฮย์กรุ๊ป ประเทศไทย

[English]
Thai Labor and the Era of Digital Disruption 

The leapfrog advancement of technology is casting worries over Thailand’s economic and social development and raising fears over the replacement of labor with Artificial Intelligence (AI), which can mean a rise in unemployment.

Currently, Thailand has been introducing more workforce for digital and related industries through 427 programs at nearly 170 educational institutions across the country.  In 2017, 268,065 graduates were hired by the ICT sector, although most of them were technical college graduates.

The leapfrog advancement of technology is casting worries over Thailand’s economic and social development and raising fears over the replacement of labor with Artificial Intelligence (AI), which can mean a rise in unemployment.

Currently, Thailand has been introducing more workforce for digital and related industries through 427 programs at nearly 170 educational institutions across the country.  In 2017, 268,065 graduates were hired by the ICT sector, although most of them were technical college graduates.

At the same time, there were 19,781 students who graduated with computer-related degrees from universities in 2017, but nearly 7,000 of them have been unemployed, just when the business sector’s demand to fill their digital departments has been estimated at around 14,000 positions. These simply show Thailand’s shortages of qualified workforce for the digital age, which can be blamed on existing curriculums that are not catching up with the technological trend fast enough. 

Thailand Development Research Institute (TDRI) warned that, while Thailand has successfully invited Alibaba’s founder, Mr. Jack Ma, to invest in the country’s Eastern Economic Corridor project, the country may end up being just a regional distribution center if the workforce cannot deliver the level of efficiency to meet investor demand.

A study by consulting firm, Korn Ferry, also showed that the shortage of skilled labor is a major problem in many countries to the level that it can affect economic growth in Asia Pacific by 2030 if no proper actions are taken.

On the other hand, the growing interest and adoption of AI and robotic technology to help humans work will not likely be a very bad news for people yet, due to some limitations that only humans can perform.  

Jobthai.com said that three types of work that robots cannot perform for humans are works that require creativity, social skills and emotional skills.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments