728 x 90

สิ้นสุดยุคสมาร์ทโฟน! จับตา IoT-AI เทคโนโลยีแห่งอนาคต

img

โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีแนวโน้มการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ขณะที่ IoT และ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจจากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการขับเคลื่อนสู่แพลตฟอร์มในธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ อันเกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่เข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น

IoT คลื่นลูกใหม่ต่อจากสมาร์ทโฟน 
บริษัทวิจัยตลาด Canalys เปิดเผยว่า ในปี 2561 ประเทศไทยเป็นตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการจัดส่งสมาร์ทโฟนให้แก่ผู้บริโภคแล้ว 19.2 ล้านเครื่อง คาดการณ์ว่า ปี 2562 จะเติบโตขึ้นในอัตรา 4.1% ต่อปี พร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นบวกหลังจากที่มีการเลือกตั้ง ทั้งยังส่งผลต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจของผู้จำหน่ายรายใหญ่ และกระตุ้นการลงทุนจากผู้ขายในต่างประเทศ (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 1)


อย่างไรก็ตาม เมื่อไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่เพียงแต่การเข้ามาของสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง IoT (Internet of Things) และ AI (Artificial Intelligence) ได้กลายมาเป็นที่จับตามองของหลากหลายวงการในฐานะคลื่นลูกใหม่ต่อจากยุคสมาร์ทโฟน ที่จะทำให้ชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือ HILL ASEAN ระบุว่า ในช่วงหลายปีมานี้ IoT เป็นที่จับตามองจากทั่วโลกในฐานะเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกถูกเชื่อมต่อถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ต ทำให้แนวคิด “Intelligence of Things” เป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยเทคโนโลยี IoT จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของสมาร์ทโฟน ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ทำให้บริษัทไอทีต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดที่จะพัฒนาเทคโนโลยี IoT และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

โดย HILL ASEAN คาดการณ์ว่า การแพร่หลายของเทคโนโลยี IoT จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 3 ประการ คือ 1. การมาถึงของยุคไร้จอ “Beyond the screen” ซึ่งจะแผ่ขยายไปอยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รถยนต์ ระบบเมือง และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม 2. การสั่งสมฐานข้อมูล “Me Data” เมื่อ IoT แพร่หลายมากขึ้น ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมในอดีต ประวัติการสั่งซื้อ ความชื่นชอบ หรือข้อจำกัดใดๆ จะถูกเก็บสะสมอยู่ในอุปกรณ์ IoT ต่างๆ และ 3. การให้คำแนะนำที่ตรงใจ คือ ยิ่งเก็บข้อมูลได้มากขึ้นเท่าใด AI ก็จะสามารถให้คำแนะนำที่โดนใจผู้ใช้งานได้ดีมากขึ้นเท่านั้น และคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคได้แม่นยำมากขึ้นตามไปด้วย

จากผลสำรวจผู้บริโภคยุคดิจิทัลในอาเซียนพบว่า กว่า 71% ยอมรับการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย ที่มองว่า AI และ IoT มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก แต่ภาวะข้อมูลท่วมท้นที่มีอยู่นั้น ทำให้มีเรื่องที่ต้องตัดสินใจมากเกินไป จึงต้องการให้มีใครสักคนมาช่วยจัดการกับข้อมูล รวมถึงช่วยในกระบวนการตัดสินใจซื้อ

ทั้งนี้ ทัศนคติด้านบวกที่มีต่อเทคโนโลยีในปริมาณมากยังสะท้อนว่า ผู้บริโภคยุคดิจิทัลในอาเซียนมีแนวโน้มที่จะยอมรับคำแนะนำและการช่วยเหลือจากเทคโนโลยี IoT และ AI ได้ง่าย (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 2)


กลยุทธ์รับมือยุคดิจิทัลของธุรกิจธนาคาร
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามาและเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่ถูก Disrupt อย่างเห็นได้ชัดคือธนาคาร ซึ่งต่างก็พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ และ Google ประกาศความสำเร็จพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยปักหมุดร้านค้าบน Google Maps และ Search ผนึกพันธมิตรกับ Google My Business นับเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวของไทยที่ปักหมุดให้ผู้ประกอบการสร้างหน้าร้านบนโลกออนไลน์ได้ทันที

ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารจึงเข้ามาช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งทางเลือกโซลูชั่นทางการเงิน และทีมที่ปรึกษาทางธุรกิจแบบครบวงจร ด้วยการอำนวยความสะดวกให้เอสเอ็มอีปักหมุดร้านค้าบน Google My Business ได้ที่สาขาของธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ทำให้สามารถขึ้นหน้าร้านออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 30 นาที เพิ่มโอกาสการขายให้แก่ร้านค้า

ด้านธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย ประกาศความร่วมมือกับ เซ็นทรัล เจดี มันนี่ ผู้นำด้านการพัฒนาบริการอีไฟแนนซ์และฟินเทค ในการปฏิวัติวงการการเงินพร้อมยกระดับไลฟ์สไตล์ของคนไทยให้มุ่งหน้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการแนะนำ Dolfin Wallet แอปพลิเคชันอี-วอลเล็ทที่เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลให้กับนักชอป นับตั้งแต่การเชื่อมโยงกับบัญชีธนาคาร บัตรเดบิต และบัตรเครดิต การเติมเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ CenPay ทุกสาขาทั่วประเทศ ไปจนถึงการรองรับพร้อมเพย์เต็มรูปแบบ ด้วยระบบการยืนยันตัวตนผู้ทำธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน

คุณจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีฟินเทคเข้ามามีบทบาทสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ธนาคารจะให้บริการสนับสนุนในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เช่น การเติมเงินเข้าวอลเล็ท รวมทั้งระบบการยืนยันตัวตนผู้ใช้ เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำบริการพร้อมเพย์เข้ามาเสริมสร้างความสะดวกสบายให้กับไลฟ์สไตล์ทางการเงินของคนไทย จึงนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาช่วยเชื่อมโยงบริการพร้อมเพย์ให้ใช้งานได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย ยังได้ร่วมมือกับ แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มออนไลน์-ทู-ออฟไลน์ (O2O) ผลักดันให้เกิด Digital Lifestyle Ecosystem โดยใช้ศักยภาพความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล แบงกิ้ง ในการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับแกร็บ

คุณธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า เป้าหมายของเราคือการนำนวัตกรรมมาช่วยยกระดับประเทศไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์บนสมาร์ทโฟนที่เกิดจากความร่วมมือดังกล่าว จะทำให้คนไทยเข้าถึงระบบการชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัย (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ  3)


การเติบโตของตลาดสมาร์ทโฮม
ไม่เพียงแต่การปรับตัวของธุรกิจการเงินเท่านั้นที่ก้าวสู่ระบบออนไลน์ หากยังรวมถึงวงการอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัลด้วย ย้อนไปไม่ถึง 10 ปี คอนเซ็ปท์บ้านอัจฉริยะอาจจะฟังดูเหมือนนิยายไซไฟ แต่ปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นสินค้าที่วางขายทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งหลายๆ ชิ้นก็มีราคาถูกลงมามากจนผู้บริโภคทั่วไปสามารถเอื้อมถึง

จากการประเมินของ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐฯ ระบุว่า จำนวนอุปกรณ์สมาร์ทโฮม (Smart home) ของโลก จะเติบโตประมาณ 31% ในปี 2561 หรือประมาณ 644 ล้านเครื่อง โดยคาดการณ์ว่า ปี 2565 จำนวนของอุปกรณ์เหล่านี้จะเติบโตไปถึงเกือบ 1,300 ล้านเครื่อง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ปัจจุบันผู้ประกอบการ  อสังหาฯ มีการนำอุปกรณ์สมาร์ทโฮมมาใช้มากขึ้น เพื่อเป็นจุดขายในการตลาด ข้อมูลจาก Statista บริษัทวิจัยด้านการตลาดของเยอรมนี ระบุว่า สหรัฐฯ จัดเป็นประเทศที่มีการใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมมากที่สุดในโลก โดยส่วนใหญ่เน้นเรื่องการเพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยเป็นสำคัญ สอดคล้องกับทิศทางในไทย ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย เช่น แสนสิริ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และ เอพี ไทยแลนด์ ต่างลงทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีอุปกรณ์สมาร์ทโฮมติดตั้งมาพร้อมกับตัวบ้านให้กับลูกค้า เช่น Smart mirror กระจกอัจฉริยะ ที่สามารถเปิดเพลง ดูวิดีโอจากโทรศัพท์ มีหน้าปัดแสดงเวลา บอกอุณหภูมิ หรือมี Bluetooth เพื่อใช้คุยโทรศัพท์ได้ และ Smart speaker หรือระบบการสั่งงานด้วยเสียง ที่เป็นเสมือนตัวเชื่อมกับอุปกรณ์ IoT อื่นๆ ภายในบ้าน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวของเจ้าของบ้าน หรือที่เรียกว่า Virtual assistant

จากผลสำรวจข้อมูลผู้บริโภคของอีไอซี จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จำนวน 7,701 คน พบว่า สมาร์ทโฮมจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้น ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคดิจิทัล และเมื่อวิเคราะห์ถึงประเภทของอุปกรณ์ พบว่าราว 77% อยากให้มีระบบเตือนภัยภายในที่พัก ในขณะที่ 73% ต้องการให้มีระบบช่วยควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและจัดการพลังงานภายในบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 4)

เป็นที่แน่ชัดว่า ในอนาคตสมาร์ทโฮมจะกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นในตลาดไทย ไม่เพียงแต่ Smart TV และ กล้องวงจรปิดเท่านั้น แต่จะนำไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย และในไม่ช้าสินค้าเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างไม่ทันตั้งตัว

ขณะเดียวกันผู้บริโภคยุคดิจิทัลเองก็จะไม่ต้องมาสิ้นเปลืองเวลาไปกับการศึกษาข้อมูลต่างๆ ในการตัดสินใจซื้อสินค้าแล้ว เพราะเทคโนโลยีจากระบบ AI จะคอยให้คำแนะนำ ที่เกิดจากการถูกกลั่นกรองมาแล้วว่าตรงกับความชอบส่วนบุคคลของผู้บริโภค ซึ่งในเร็ววันนี้ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คงเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการเปิดรับจากผู้บริโภคที่ยอมให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิต
_____________________
คุณโกโร โฮคาริ - กรรมการผูัจัดการ HILL ASEAN
“เราเชื่อว่า IoT จะเป็นเทคโนโลยีแห่งยุคอนาคต ที่มีบทบาทสำคัญเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้บริโภคอาเซียน หลังจากที่สมาร์ทโฟนได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรามาแล้วก่อนหน้านี้ เมื่อ IoT ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย จะเกิดสื่อรูปแบบใหม่ที่เราเรียกว่า Assistive Media ขึ้น ซึ่งจะช่วยสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที ช่วยปลดปล่อยผู้บริโภคจากการกระทำซ้ำๆ ในแต่ละวันที่น่าเบื่อหน่ายและนำไปสู่พฤติกรรมการชอปปิงที่ต่างไปจากเดิม”


คุณวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร - รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย
“ธนาคารตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาอี-วอลเล็ทในประเทศไทยที่จะเป็นแรงผลักดันสู่สังคมไร้เงินสด จึงเข้ามาช่วยผลักดันด้านการขยายร้านค้า และจุดรับชำระเงินด้วยอี-เพย์เมนท์ โดยอาศัยจุดแข็งด้านความเป็นผู้นำธุรกิจร้านค้ารับบัตร ซึ่งปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีจำนวนร้านค้าที่รับชำระเงินผ่านเครื่อง EDC กว่า 300,000 จุด และ K PLUS Shop อีกกว่า 1.7 ล้านราย”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments