728 x 90

เช็ค 9 ข้อ หนีไข้เลือดออก!!

img

หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว สิ่งที่เริ่มจะเป็นกังวลให้กับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ นั่นคือ โรคไข้เลือดออก ที่เป็นปัญหาในระดับโลกด้วยก็ว่าได้ ซึ่งเฉพาะต้นปี 2560 ไทยพบผู้ป่วยแล้วรวม 4,465 รายจากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มว่าอัตราการเจ็บป่วยด้วยไข้เลือดออกจะสูงขึ้นจนเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงลายพาหะของโรค BLT จึงอยากชวนทุกคนหลีกหนีความเสี่ยงในก่อนจะเป็นไข้เลือดออกด้วย 9 ข้อที่เราคัดมาให้แล้ว 
วิธีป้องกันไข้เลือดออก
1. วิธีที่สุดแสนจะเบสิค ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็ช่วยกันทำได้ คือ จัดการทิ้งขยะหรือสิ่งของที่น้ำฝนสามารถขังได้ โดยเฉพาะยางรถยนต์เก่า ถังน้ำ สายยาง แจกันดอกไม้ หิ้งพระ หรือภาชนะต่างๆ เพราะยุงลายที่มีเชื้อสามารถมีชีวิตและแพร่พันธุ์ที่ใดก็ได้ที่มีน้ำขัง
2. ใช้ยาทากันยุงที่มีสาร DEET และ ICARIDIN สำหรับผิวหนังหรือเสื้อผ้า หรือยาจุดกันยุง สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องนอนกลางวัน ก็ต้องปิดประตูให้เรียบร้อย ควรนอนกางมุ้งหรือเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยไล่ยุงและป้องกันยุงลายกัด โดยเฉพาะช่วงเช้าและใกล้ค่ำซึ่งเป็นเวลาที่ยุงลายออกหากิน ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ไม่ใช่ช่วงเวลากลางคืนอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจผิด
3. ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด แต่ไม่ใช่ร้อนจนหายใจไม่ออกนะครับ ให้ใส่ปกปิดโดยเฉพาะบริเวณ ขา เข่า คอ หู ยุงลายมักชอบบินมากัดทางด้านหลังข้อเท้าและข้อศอก โดยที่เราไม่รู้ตัว 
4. อย่าประมาทและคิดว่าตนเองสุขภาพแข็งแรงแล้วจะไม่เสี่ยง เพราะไข้เลือดออกสามารถเกิดได้ในทุกวัย ทุกสถานะ ทุกสภาพร่างกาย ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นไข้เลือดออกได้โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีการเพาะพันธุ์และระบาดของยุงลาย
5. หมั่นสังเกตอาการต่อไปนี้ซึ่งเป็นอาการไข้เลือดออก ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง อาจพบจุดเลือดที่ผิวหนัง หรือเจ็บที่ชายโครงด้านขวา มักไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากไข้เป็นหวัดที่จะมีน้ำมูกร่วมด้วย เว้นแต่จะเป็นไข้ทั้งสองชนิดในเวลาเดียวกันอาจจะมีอาการทั้งไอและมีน้ำมูกด้วย
6. หากรู้สึกไม่สบาย หรือสงสัยว่ามีอาการไข้เลือดออก ควรดื่มน้ำเยอะๆ ดูแลไม่ให้ร่างกายขาดน้ำไว้ก่อน เพื่อเป็นการป้องกันภาวะขาดน้ำไว้ตั้งแต่ในระยะแรกๆ ของการติดเชื้อไข้เลือดออกในกรณีที่ติดเชื้อจริงๆ โดยไม่ต้องรอให้โรคเข้าสู่ระยะวิกฤต ที่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด หรือช็อคแล้วจึงค่อยมาแก้ไขกันทีหลัง จากการศึกษาพบว่าหากได้รับปริมาณสารน้ำปริมาณที่พอเพียงก่อนมาพบแพทย์ 24 ชั่วโมง จะช่วยลดความเสียงที่จะต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลลงได้
7. หลีกเลี่ยงการรักษาหรือบรรเทาอาการด้วยตนเอง หรือ รับประทานยาเพื่อลดอาการด้วยตนเองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะยาจำพวกแอสไพริน หรือยาไอบูโพเฟ่น รวมถึงห้ามทานยาฆ่าเชื้อ เพราะไข้เลือดออกเป็นเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย
8. รีบปรึกษาหรือพบแพทย์ทันทีหากสงสัยว่าเริ่มมีอาการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง เนื่องจากปัจจุบัน ไวรัสไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ และไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าสายพันธุ์ใดจะเวียนมาระบาดในแต่ละปี ซึ่งทุกสายพันธุ์มีความรุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากทุกวันนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษาไข้เลือดออกนอกจากการรักษาตามอาการ  ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยนอกจากการป้องกันไม่ให้ยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายแล้ว
9. ปรึกษาแพทย์หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 9-45 ปี ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีการจดทะเบียนวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันครบทั้ง 4 สายพันธุ์ จากการทำการศึกษาตัววัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันกว่า 65.6% ช่วยป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ 80.8% และป้องกันการเกิดไข้เลือดออกแบบร้ายแรงได้ถึงร้อยละ 93.2

ข้อมูล : สมาคมติดเชื้อเด็กแห่งเอเชีย

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments