728 x 90

จิตอาสาถวายราชาของแผ่นดิน

img

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถือเป็นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ของชาติ แม้หน่วยงานราชการหลายภาคส่วนต่างระดมสรรพกำลัง ความรู้ ความสามารถ เพื่อถวายงานให้ออกมาอย่างสมพระเกียรติ  แต่ยังมีพสกนิกรจิตอาสาที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานส่วนต่างๆ ทั้งใหญ่น้อย ในพื้นที่ท้องสนามหลวง ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 9 ท่านในหน้ากระดาษนี้ เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของคนที่อาสามาทำภารกิจในส่วนต่างๆ เพื่อสะท้อนถึงความจงรักภักดีและทุกคนต่างได้ทุ่มเทแรงกายและใจ เปล่งวาจาออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทำเพื่อพ่อเป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งเราขอเชิดชู “จิตอาสาทุกคน” ให้เป็นผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง

“ผมจะเป็นจิตอาสา และทำงานสืบสานพระราชปณิธานจนชีวิตจะหาไม่”
สมศักดิ์ ศีรเพ็ชร
อาสาบริการประชาชน ชาว จ.นนทบุรี


ผมได้น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า “มีก็แบ่งปัน ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน” ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด ช่วงปลายปี 2553 ก็ได้ประมูลรถทหารเพื่อมาดัดแปลงเป็นครัวสนาม สำหรับเอาไว้คอยช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยต่างๆ เช่นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 นับจากนั้นก็เลยเป็นรถจิตอาสา 
เค เยาวราช และที่ต้องติดชื่อก็เพื่อความบริสุทธิ์ใจ เวลาเข้าพื้นที่ทุกคนจะได้รู้ว่าเราเป็นใคร

แต่แล้วคืนวันท่ี่ 13 ตุลาคม 2559 เมื่อทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต ผมก็ไปอยู่บริการประชาชนที่โรงพยาบาลศิริราช ช่วยกันจนถึงเช้า พอช่วงบ่ายประกาศว่าจะมีการเคลื่อนพระบรมศพ ก็ได้มาช่วยเจ้าหน้าที่ดูแลประชาชนที่เป็นลมเป็นแล้ง เพราะวันนั้นเป็นอะไรที่ช็อค และเจ้าหน้าที่ก็มีน้อย ซึ่งในวันนั้นปริมาณคนล้นสนามหลวง ผมก็คิดว่าถ้านำน้ำ นำข้าวมาแจกคงจะดี เพราะผมก็มีรถครัวสนาม

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมก็ขับรถมาจอดแจกข้าว แจกน้ำดื่ม ตรงบริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนเป็นคนแรก  หลังจากครบรอบ 100 วัน ผมก็ขออนุญาตทางเจ้าหน้าที่และเริ่มนำรถเข้ามาวิ่งในสนามหลวง เพื่อให้บริการประชาชนและเจ้าหน้าที่ ซึ่งภาพที่ประทับใจคือทุกคนไหว้ขอบคุณ พร้อมกับบอกว่า นึกว่าไม่มีอะไรกินแล้ว อีกอย่างทุกครั้งในช่วงเย็น หลังจากผมเลิกงานจะไปซื้อนมมาแช่เย็นไว้ เพราะสังเกตเห็น
ผู้ปกครองไปรับลูกๆ มาจากที่โรงเรียนแล้วก็มุ่งมั่นมากราบในหลวงรัชกาลที่ 9 จนลืมลูก พอเข้ามาแล้วไม่มีนมดื่ม หรือตอนกลางคืน เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้หลับนอนกัน บางคนเข้าเวรแล้วออกไม่ได้ ผมก็จะขับรถวนแจกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เทศกิจ ประปา กทม. การไฟฟ้า ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เราได้รับมิตรภาพกลับมาด้วย

ครั้งหนึ่งผมไปซื้ออาหารทะเลจะมาทำกับข้าว ชาวเมียนมาที่ตลาดทะเลไทยในมหาชัย หอบปลาหมึก หอบกุ้ง มามอบให้ฟรีๆ เพราะจำได้ว่าผมทำอาหารแจก หรือตอนที่ไปแถว อ.พระประแดง ได้เจอกับชาวเวียดนามที่เข้ามาทำงานรับจ้างในร้านอาหาร เขาก็ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อมา
มอบให้ กำชับว่าฝากมาแจกในสนามหลวง และมีพี่น้องชาวกัมพูชาแถว จ.นนทบุรี ก็ซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อมาให้ ทั้งที่เงินหลายพันที่ซื้อของมาร่วมบริจาคต้องใช้เวลาครึ่งเดือนกว่าจะได้มา แต่คำหนึ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันคือ “ฝากกราบในหลวงด้วยนะ” เพราะพวกเขาเข้ามาอยู่ในเมืองไทย มาพึ่งใบบุญในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำงานส่งเงินกลับไปให้ที่บ้านได้ลืมตาอ้าปาก ก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ แต่ไม่มีบัตรประชาชนเลยเข้าไปไหว้ไม่ได้ “ฝากพี่ไหว้ด้วยนะ” ผมถึงกับน้ำตาซึมเลย เพราะไม่ว่าคนชาติไหนก็รักพระองค์ ซึ่งจะตราตรึงใจไม่มีวันลืมเลย

สำหรับผมพระองค์ทรงพระราช ทานคำสอนให้กับเราเอาไว้มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมน้อมนำทำเสมอ คือการช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า ผมก็จะเป็นจิตอาสาและทำงานสืบสานพระราชปณิธานจนชีวิตจะหาไม่



"ผมเป็นแค่เศษละอองธุรีเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องยากลำบากที่จะทำงานถวายงาน"
ทศพร กลมกล่อม
จิตอาสาประชาสัมพันธ์ ชาวกรุงเทพมหานคร


ผมเริ่มทำหน้าที่จิตอาสาตั้งแต่วันแรกเลย ตอนนั้นมีอะไรที่สามารถช่วยได้ก็ทำทั้งหมด จนเมื่อได้เข้ามาทำหน้าที่บริการประชาชนตรงจุดรอคิวภายในสนามหลวง ซึ่งคิดว่าจิตอาสามีความสำคัญต่องานในครั้งนี้ เพราะในทุกวันจะมีประชาชนเดินทางมากราบสักการะเป็นจำนวนมาก ต่อให้มีเจ้าหน้าที่เยอะแค่ไหน ก็ไม่สามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง การที่มีประชาชนเข้ามาช่วยเหลืองานบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ เช่น แจกน้ำ ยาดม ดูแลประชาชนด้วยกันเอง ก็จะสามารถช่วยกันดูแลคนที่มาสนามหลวงได้ทั่วถึงมากขึ้น

สิ่งที่ผมน้อมนำมาปฏิบัติตน คือคำที่พระองค์ท่านเคยตรัสเอาไว้ว่า ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ผมเป็นแค่เศษละอองธุลีเล็กๆ ของพระองค์ท่าน มันไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร ที่เราจะทำงานถวายพระองค์ โดยในแต่ละวันหลังเลิกจากงานประจำ ผมก็จะมาเป็นจิตอาสาที่สนามหลวง พูดง่ายๆ ว่า “มาทำเพื่อพ่อหลวง” 

ผมรู้สึกภูมิใจที่สุดในชีวิต ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานพระราชพิธีครั้งนี้ และไม่ว่าจะทำหน้าที่อะไร ผมคิดว่าคนไทยต่างรักพ่อหลวง ทำเพื่อพ่อหลวงเหมือนกัน รู้สึกดีใจที่ได้เห็นทุกหน่วยจับมือกัน ทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี ไม่ว่าจะเป็นทหาร เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัย หรือประชาชนทั่วไปที่ต่างได้เสียสละเวลามาช่วยกัน



"เพราะพระองค์ทรงเป็นแรงทรงเป็นแรงบันดาลใจ ให้อยากมาทำงานถวายสักครั้งหนึ่งในชีวิต"
เทวี ชาติมนตรี
จิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ชาว จ.หนองบัวลำภู


ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วก็ได้มาเป็นจิตอาสาในบริเวณสนามหลวง และลงทะเบียนในโครงการจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เพราะพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้อยากมาทำงานถวาย  งานจิตอาสาถือเป็นงานที่มีความสำคัญ รู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้มาทำเพื่อชาติ และเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มาถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน ถ้ามีอะไรให้ทำก็ทำได้หมด ไม่เกี่ยงงาน ขอให้ได้ทำก็ตั้งใจอย่างเต็มที่ แล้วจากเหนื่อยๆ เห็นประชาชนยิ้มให้เราก็หายเหนื่อย ซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มาทำเพื่อพระองค์ท่านก็ดีใจหาที่สุดมิได้แล้ว



"งานอะไรที่เราจะได้รับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็จะมารวมตัวกันทำต่อไป"
สาธินี ชัยพันธ์
อาสาโรงครัวเพื่อจิตอาสา ชาวกรุงเทพมหานคร


ครัวธรรมศาสตร์อาสา จัดตั้งโดยกลุ่มศิษย์เก่าวารสารศาสตร์ฯ พี่น้องสื่อมวลชน และพันธมิตรที่เจอกันตามโรงทานด้วยกัน เริ่มประมาณวันที่ 27 ตุลาคมปีที่แล้ว และหลังจากครบรอบ 100 วัน เราก็ได้อุทิศตนไปช่วยทำอาหารให้สำนักช่างสิบหมู่ที่ศาลายา  และเมื่อต้นเดือนกันยายนที่่่ผ่านมา เรามาทำอาหารเลี้ยงจิตอาสาที่มาทำงาน เช่น ทำดอกไม้จันทน์ 
จิตอาสาที่มาช่วยเก็บกวาดในท้องสนามหลวง ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่บางส่วนที่มาร่วมจัดสร้างพระเมรุมาศ 

เรามาเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา และถวายเป็นพระราชกุศลต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงเสียสละเพื่อประชาชนมาตลอดชีวิต เราเป็นเพียงหน่วยเล็กๆ ประชาชนของพระองค์ อย่างน้อยทำหน้าที่คอยทำอาหารเลี้ยงจิตอาสา ก็เป็นความภาคภูมิใจแล้วสำหรับเรา ทุกคนคิดเพียงแต่ว่าจะทำงานรับใช้พระองค์ท่านก่อนที่จะส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และนี่คืองานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา เท่าที่ทำเพื่อพระองค์ได้ ถึงแม้เสร็จสิ้นจากงานพระราชพิธีของพระองค์แล้ว งานของเราก็ยังคงมีต่อไป อะไรที่จะได้รับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็จะมารวมตัวกันอีก
 



"ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เกิดถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9"
นฤพร ลิ้มทิวัตถ์
วิทยากรจิตอาสา ชาวกรุงเทพมหานคร


พอวันที่รู้ว่าสิ้นพ่อหลวงแล้ว รุ่งขึ้นดิฉันก็เดินทางมาเฝ้าอยู่ที่สนามหลวง แดดเปรี้ยงๆ ก็มาเฝ้า วันที่ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีก็มาร่วมด้วยเช่นกัน จนมีโอกาสสมัครเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจ และหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็พยายามสืบเสาะหาว่า มีสถานที่ไหนประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์บ้าง ซึ่งที่ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร เปิดรับจิตอาสามาทำดอกไม้จันทน์ หรือที่เรียกว่าดอกแก้วในดวงใจ ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน จากนั้นก็มาร่วมทำ และได้กลายเป็นวิทยากรเพื่อคอยแนะนำประชาชนที่อาสามาช่วยประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ซึ่งตั้งเป้ากันว่าจะทำให้ได้จำนวน 1 ล้านดอก

ถ้าไม่มีธุระสำคัญก็จะไม่หยุด เพราะว่าจิตใจนั้นมุ่งมั่นอยู่แต่ที่นี่ตลอด 6  โมงเช้าเดินทางออกจากบ้าน แล้ว 6 โมงเย็นก็เดินทางกลับบ้านเป็นแบบนี้ทุกวัน ซึ่งคนที่บ้านก็เข้าใจ และยังบอกว่าต้องทำให้เต็มที่ด้วย แต่ก็มีเพื่อนบ้านถามว่ามาทุกวันแล้วได้อะไร อย่าถามว่าได้อะไรเป็นการตอบแทน เพราะดิฉันไม่ได้หวังอะไรเป็นสิ่งตอบแทน ทุกครั้งก็นึกถึงแต่พ่อหลวงเพียงอย่างเดียว คือมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาร่วมเตรียมงาน เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว และสังเกตตัวเองว่า ที่เราได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไป สุขภาพร่างกายกลับแข็งแรงขึ้น จากเคยปวดหลัง ปวดเข่าก็หาย จากที่เป็นคนอารมณ์ร้อน ได้มาสอนคนทำดอกไม้ก็ทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้น  เรามีหน้าที่รับผิดชอบขึ้นเยอะ ต้องทำให้เต็มที่ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่เราแล้ว ทุกคนที่เข้ามาช่วยเหลือก็น่ารัก

ดิฉันมีความรู้สึกภาคภูมิใจว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งโอกาสนี้จะหาจากไหนไม่ได้แล้ว  ก็จะขอมีส่วนร่วมต่อเนื่องไปจนกว่าจะเสร็จงานในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม และต่อให้เสร็จงานของพระองค์แล้ว ดิฉันได้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะเป็นจิตอาสาต่อไป ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม
 



"เมื่อมีโอกาสผมจะต้องตอบแทนแผ่นดิน จะทำเพื่อพระองค์ท่าน"
ศุภกฤต พลามิตร
จิตอาสาบริการผ้าเย็น ชาวกรุงเทพมหานคร


เมื่อปี 2550 ผมได้ดูนิทรรศการเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนนั้นผมยังใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยสำมะเล เทเมา พอผมยืนดูนิทรรศการ ผมร้องไห้ทันที พระองค์ท่านเหนื่อยเพื่อประเทศชาติขนาดนี้เชียวหรือ แม้แต่ถิ่นทุรกันดารก็เสด็จไปถึง แล้วเรามัวแต่ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยอยู่ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมปฏิญาณไว้ว่า เมื่อมีโอกาสผมจะต้องตอบแทนแผ่นดิน จะทำเพื่อพระองค์ท่าน

ในวันสวรรคตวันแรก ผมเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เวลาบ่าย 3 โมง ตั้งใจที่จะหอบผ้าเย็นเพื่อมาแจกจ่ายให้กับคนที่มาในวันนั้น เพราะว่าคนเข้าเฝ้าพระองค์คงเหนื่อยกันมากแน่ๆ ซึ่งกว่าผมจะมาถึงบริเวณงานได้ใช้เวลา 5 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็มาแจกอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ตามโอกาสที่มาได้ถ้าว่างจากงาน อีกอย่างทุกวันนี้มีโซเชียลมีเดีย ก็จะมีเพื่อนฝูงที่รู้ข่าวแสดงความจำนงมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย แต่อาจจะไม่มีโอกาสได้มาด้วยตัวเอง ก็จะฝากผ่านทางผมมาด้วย บวกกับยังมีรุ่นน้องของผมทำน้ำสมุนไพรดับกระหายมาร่วมกันแจกอีกด้วย

ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมก็ยังคงนำมาแจกอย่างต่อเนื่อง โดยจะมาแจกประชาชนช่วงร้อนๆ ตอนประมาณบ่าย 2 โมงเป็นต้นไป เพราะผมเคยมากราบพระองค์ท่านที่ต้องใช้เวลากว่า 15 ชั่วโมง ทำให้เข้าใจถึงความเหนื่อยล้า ถ้าเขาได้รับผ้าเย็นคงชื่นฉ่ำกาย คลายร้อนได้ แล้วผมเลือกใช้ผ้าเย็นผืนใหญ่ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ด้วย จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ

ในวันที่ 6 ตุลาคม ผมก็ยังมาแจกผ้าเย็นต่อ เหตุที่มาแจกเพราะว่า เราต้องดูแลเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจ พนักงานทำความสะอาดถนน ทหาร ตำรวจ ไปจนถึงคนใช้แรงงาน  การดูแลคนเป็นหมื่นๆ คนในวันเดียวคงเหนื่อยมาก พอนำผ้าเย็นกับน้ำดื่มเย็นๆ เจ้าหน้าที่เขาก็ดีใจ เพราะไม่คิดว่าจะได้รับ แต่เรามองข้ามพวกเขาไปไม่ได้ เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ นี่คือเจตนารมย์ของผมที่ได้น้อมนำพระองค์มาเป็นแบบอย่าง

ทุกครั้งที่ผมมาแจก จะไม่มีการแก่งแย่งของกัน ทุกคนอยู่ในกติกาเหมือนกัน เป็นความรู้สึกปีติและแบ่งปัน ส่วนน้ำตาของผู้สูงวัยคือสิ่งที่สะเทือนใจ เวลาที่แจกผ้าเย็นหรือภาพในหลวง เขาก็จะอวยพรให้เรา แล้วร้องไห้ เขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ภาพในหลวงดีๆ หรือผ้าเย็นที่ชุ่มฉ่ำก็จะถามว่าคุณป้าประทับใจอะไร ป้าตอบกลับมาว่า “หนูเอ้ยเราก็ต่างคนต่างรักในหลวง เราก็มาช่วยกันในวาระสุดท้ายที่จะทำได้”
 



"เพราะความสุขอยู่ตรงนี้ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ก็ดีใจที่ได้ทำ"
วิไลวรรณ การัณ
จิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ชาวกรุงเทพมหานคร


วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ป้าออกมาบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะมาตลอด เก็บผักตบชวาบ้าง ทำความสะอาดถนนหนทางบ้าง คือป้ารักในความสะอาด มาทำแล้วสบายใจ มีความสุข และได้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวง ก็ไม่คิดว่าเหนื่อยอะไร เพราะเป็นคนที่มักเห็นใจคนอื่น เด็กๆ หรือคนที่แก่กว่า ที่เดินทางมาเข้าเฝ้า ก็จะนำน้ำดื่ม นำอาหาร ไปมอบให้ เพราะเห็นแบบอย่างมาจากพระองค์

ตั้งแต่พระองค์สวรรคต ป้าก็มาเข้ากราบพระองค์เกือบทุกวัน บางวันเข้ากราบ 2 รอบก็มี เพราะความสุขของป้าอยู่ตรงนี้ แล้วก็ได้มีโอกาสเป็นจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เพื่อมาถวายงานรับใช้ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ  แต่ก็ดีใจที่ได้ทำ ครั้งนี้ป้าพลาดไม่ได้ ถ้าถึงวันที่ 26 ตุลาคม ป้าก็คงเสียใจมาก แม้แต่วันนี้ก็ยังทำใจไม่ได้
 



"ผมก็จะช่วยทุกอย่างเท่าที่ทำได้ อย่างเต็มกำลัง แม้จะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ ปนไปด้วยความเศร้าเสียใจ"
อนุรักษ์ บุญจันทร์ 
จิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ชาว จ.ลำปาง


เมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9  เสด็จไปที่จังหวัดลำปาง ตอนนั้นผมอายุประมาณ  5 ขวบ เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับเสด็จในหลวง และมีโอกาสได้เข้าไปกราบแทบพระบาทของพระองค์ ทรงเอาพระหัตถ์ลูบหัวของผม และทรงตรัสว่าสบายดีไหม ได้เรียนหนังสือไหม ที่ยังคงเป็นภาพที่ติดตาผมอยู่เสมอๆ ผมเก็บความรู้สึกที่อยากทำงานถวายพระองค์ท่านมาโดยตลอด จนเพิ่งมีโอกาสมาทำงานถวายในครั้งนี้ ผมก็จะช่วยทุกอย่างเท่าที่ทำได้ อย่างเต็มกำลัง แม้จะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ ปนไปด้วยความเศร้าเสียใจ ผมคิดถึงในหลวง แต่พระองค์ทรงสอนเราเอาไว้ว่า สู้ต่อไปอย่าเพิ่งท้อถอย ถ้าเราล้มก็ลุกขึ้นให้ได้



"ผมเป็นแค่มดงานตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งในการดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่าน"
นันท์สกร นพรัตน์วิมล
หน่วยแพทย์อาสา ชาว จ.นครศรีธรรมราช


ผมมีหน้าที่หลักคือเป็นหน่วยแพทย์กู้ชีพ ดูแลประชาชนในพื้นที่ท้องสนามหลวง ด้วยการแจกไม้วิเศษที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมยูคาลิปตัสกับยาดมพิมเสน ให้ประชาชนมีความสดชื่น โอกาสเป็นลมน้อยลง สามารถเดินเข้ากราบได้ตามที่ได้ตั้งใจไว้

แรกเริ่มผมทำงานจิตอาสาตั้งแต่วันที่ 12 - 13 ตุลาคม 2559 ที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นหนึ่งในคนหลายพันคนที่ร่วมสวดมนต์ขอพรให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 หายจากพระอาการประชวร แต่สุดท้ายน้ำตาของผมไหลนองหน้า หัวใจสลาย แทบล้มทั้งยืน เหมือนกับคนไทยทั้งชาติ ผมร้องไห้ไปช่วยเหลือคนที่ร้องให้เสียใจจนเป็นลมหมดสติไป และตัดสินใจตั้งสัตย์อธิษฐานว่าจะรับใช้ถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด

จากนั้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ก็ได้ตามมารับใช้ถวายงานที่บริเวณท้องสนามหลวง ในช่วงเริ่มต้นใครทำอะไรเป็น ทำอะไรได้ก็ช่วยกัน ผมจึงอาสาเป็นทั้งหน่วยกู้ชีพ จราจร ประชาสัมพันธ์ เป็นล่ามให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คนแจกอาหาร กระทั่งคนเก็บขยะ ถ้าถามว่าผมประทับใจเรื่องอะไรที่สุดในการเป็นจิตอาสาในสนามหลวง ผมประทับใจที่คนไทยรักกัน ร่วมมือทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ กำลังทรัพย์ รับใช้ถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 ขับเคลื่อนงานพระราชพิธีตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ในช่วง 100 วันแรก กิจกรรมที่สนามหลวงขับเคลื่อนด้วยพลังของจิตอาสา และในช่วงระหว่างวันสำคัญ 23 - 30 ตุลาคม ที่คนไทยจำนวนมากมุ่งหน้าเดินทางมายังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่สวรรคาลัย ในพื้นที่โดยรอบสนามหลวงอาจมีพสกนิกรจำนวนหลายแสนคน  ซึ่งจะทำให้การบริการดูแลประชาชนเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง จึงขอฝากให้ประชาชนทุกท่านเตรียมตัวเองให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ท่านที่มีโรคประจำตัวก็ให้เตรียมยาติดตัวให้พร้อมพอกับจำนวนวันที่ท่านจะปักหลักอยู่ในพื้นที่รอบสนามหลวง และที่สำคัญให้ทำบัตรแขวนคอที่ระบุถึงโรคประจำตัว โรงพยาบาลตามสิทธิรักษา ชื่อและเบอร์โทรญาติที่สามารถติดต่อได้  และหากรู้สึกตัวว่ากำลังไม่สบาย และต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ สามารถแจ้งจิตอาสาสายงานแพทย์ โปรดสังเกตผู้ที่คล้องบัตรสีแสด หรืออาสาสมัคร
กู้ชีพกู้ภัยได้

สำหรับผมเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสรับใช้ถวายงานเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของชีวิต ทำหน้าที่ดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่านแบบทุ่มสุดตัวตามที่ผมได้ตั้งสัตย์อธิษฐานเอาไว้ และเหนือสิ่งอื่นใดผมทำให้แม่บังเกิดเกล้าภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำในฐานะอาสาสมัครกู้ชีพของพระราชา 

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments