728 x 90

เบื้องหลังแห่งการหลอมดวงใจถวายแด่พ่อ

img

ริ้วขบวนพระราชอิสริยยศซึ่งแสดงถึงความยิ่งใหญ่ และสมพระเกียรติยศขององค์สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  มหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคมนี้ จะใช้ระยะเวลาเคลื่อนขบวนกว่า 3 ชั่วโมง เมื่อราชรถปืนใหญ่เข้าสู่ราชวัตร หรือบริเวณประกอบราชพิธี เวียนอุตราวรรต เทียบเกรินบันไดพระเมรุมาศ แล้วพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน แม้อาจจะเป็นภาพที่บาดดวงใจของคนไทยทั้งชาติ แต่บุคคลเบื้องหลังทุกคนต่างถวายงานรับใช้พระองค์สุดกำลัง

พันโทเมธี คงประดิษฐ์

พันโทเมธี คงประดิษฐ์ ผู้ซึ่งมีหน้าที่ในการอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นสู่พระเมรุมาศ โดยควบคุมกว้านเกรินบันไดนาค โดยยังคงใช้แรงงานคนตามแบบโบราณดั้งเดิม มีผู้หมุนกว้านรวม 4 คน ซึ่งเขาเคยได้รับหน้าที่นี้มาเมื่อครั้งงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา โดยได้นำประสบการณ์ครั้งก่อนมาถ่ายทอดให้คนในชุดควบคุมกว้าน และแม้จะเสียใจไม่แพ้พี่น้องร่วมชาติ แต่หน้าที่ครั้งนี้เขาบอกว่าจะทำอย่างสุดความสามารถ

“การกว้านจะใช้ประเพณีเดิม คนกว้านจะต้องมีการฝึกกันอย่างต่อเนื่องตลอด เราเริ่มซ้อมตั้งแต่กรกฎาคม และซ้อมหนักช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน มีการฟิตร่างกาย เล่นฟิตเนส และใช้คนถึง 5 คนยืนบนแท่น ซึ่งงานตรงนี้ต้องยอมรับว่าเหนื่อยมาก แต่ผมพร้อมที่จะทำหน้าที่ถวายด้วยความเต็มใจ ซึ่งนับเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูลและหน่วยงานต้นสังกัด โดยผมสำนึกถึงพระคุณของอันยิ่งใหญ่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย” 

คุณมณเฑียร ชูเสือหึง
ในงานพระราชพิธีครั้งนี้ ได้ใช้ช่างผู้ชำนาญจากสำนักสิบหมู่ กรมศิลปากร และศิลปินจิตอาสาผู้ชำนาญการจำนวนมาก มาร่วมกันรังสรรค์ลวดลายฉากบังเพลิงให้งดงาม โดยการออกแบบ 
คุณมณเฑียร ชูเสือหึง จิตรกรเชี่ยวชาญจากสำนักช่างสิบหมู่ โดยออกแบบตามคติธรรมเนียมประเพณีนิยมในการเขียนแบบช่างโบราณ ผสมผสานกับวิธีการเขียนแบบสมัยใหม่ ซึ่งมีลักษณะเหมือนจริง อันเป็นลักษณะศิลปะในรัชกาลที่ 9

“ไม่มีงานใดเทียบเท่าและยิ่งใหญ่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว ผมได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา มาดำเนินการงานส่วนนี้ ก็ได้ใช้ความรู้และความสามารถที่ได้สะสมมา เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพระองค์  ในการถวายงานครั้งนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด และสมพระเกียรติยศ เป็นเกียรติและมีคุณค่ากับชีวิตตนเองสูงสุด”

อาจารย์บุญพาด ฆังคะมะโน

อาจารย์บุญพาด ฆังคะมะโน ผู้ควบคุมดูแลการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเขตในพื้นที่ภาคกลางและใต้ ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของพระที่นั่งทรงธรรม ได้อธิบายเรื่องราวว่า เป็นการทรงงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ โดยจัดวางองค์ประกอบเหตุการณ์ให้เชื่อมโยงเป็นเรื่องราวเดียวกัน อีกทั้งจะมีบุคคลอ้างอิงที่นำมาจากรูปถ่าย สร้างความชัดเจนด้วยการใส่ป้ายชื่อแต่ละโครงการ และได้มีการกำหนดมุมมองเป็นแบบเบิร์ด อาย วิว ซึ่งผู้เขียนภาพต้องใช้ทั้งความเข้าใจของต้นฉบับ ความสามารถของตนมากเป็นอย่างยิ่ง

“อีกอย่างที่น่าทึ่งมากคือ จิตรกรรมทั้ง 3 ภาพเชื่อมโยงกันโดยที่ไม่มีความแตกต่าง สอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าทุกคนมีความแตกต่าง แต่เมื่อมีเป้าหมายเดียวกัน ก็สามารถปรับตัว และทำงานร่วมกันได้ ซึ่งผมคิดว่าเมื่อมีความแตกต่างก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่จะระดมความคิด ระดมสมอง โดยหากเรายอมรับในกติกาซึ่งกันและกันแล้ว ก็เดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างลุล่วง”

นายวิเชียร แซ่ไช่

นายวิเชียร แซ่ไช่ จิตรกรหนุ่ม คือหนึ่งในช่างชำนาญของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ที่มาร่วมมือสร้างสรรค์ผลงานกว่า 150 คน รวมทั้งจิตอาสากว่า 200 คน ซึ่งเขารับผิดชอบในส่วนการเขียนสีประติมากรรมพระนารายณ์ เทวาผู้อวตารมาบนโลกมนุษย์เพื่อปราบยุคเข็ญ โดยเป็นหนึ่งในมหาเทพทั้ง 4 องค์ ซึ่งติดตั้งบนฐานชาลาชั้นที่ 3 รอบพระเมรุมาศทั้ง  4 ทิศ ได้แก่ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือ พระอิศวร (พระศิวะ) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คือ พระอินทร์ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ คือ พระพรหม และทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือ พระนารายณ์ โดยเป็นการเปรียบดั่งเสด็จลงมาเพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสู่สรวงสวรรค์ 

“ตอนแรกผมก็กดดันอยู่พอสมควร เพราะเป็นงานที่สำคัญมากสำหรับผม ซึ่งเราเป็นพนักงานราชการกรมศิลปากรก็ถือว่ามีหน้าที่โดยตรง แต่ศิลปินจิตอาสาบางคน ถึงเขาไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีความตั้งใจที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่ง ขอให้ได้แต้มสีนิดหน่อยก็นับว่าเป็นบุญกุศลของเขาแล้ว ซึ่งตัวผมต่อให้ตัดเรื่องหน้าที่ออกไป ได้เป็นส่วนหนึ่งครั้งนี้ก็รู้สึกเป็นเกียรติอันสูงสุดของชีวิต”

ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ และนายปรัชญา ชัยเทศ

ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ พระเอกประจำโรงละครแห่งชาติ (นาฏศิลปินอาวุโส สำนักการสังคีต กรมศิลปากร) ผู้รับบทพระรามในการแสดงโขนหน้าไฟครั้งนี้ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมว่า ระยะเริ่มต้นตนได้ดูแลสุขภาพร่างกาย แล้วนำบทมาทำความเข้าใจ อีกทั้งโดยหน้าที่ทำให้ได้ฝึกซ้อมอยู่ตลอด รวมถึงมีการอัดบันทึกเทปตัวอย่างส่งให้วิทยาลัยนาฏศิลป์นำไปฝึกซ้อม หลังจากนั้นมีการซักซ้อมความเข้าใจ ปรับกระบวนท่าร่วมกัน 

“การแสดงครั้งนี้มีความสำคัญมากสำหรับชีวิตการเป็นข้าราชการ ที่รับหน้าที่ในการรักษาศิลปวัฒนธรรม โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงใส่พระราชหฤทัย และทรงมีพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับงานด้านนาฏศิลป์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้เราซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อวิชาชีพศิลปิน เมื่อพระองค์จากไป เราก็ตั้งใจที่จะศึกษางานด้านนี้ต่อไป และทำสืบสานต่ออย่างสุดความสามารถ”

นายปรัชญา ชัยเทศ นาฏศิลปินผู้แสดงบทพระอินทร์ (นาฏศิลปินชำนาญงาน สำนักงานสังคีต กรมศิลปากร) ได้บอกเล่าความสำคัญของการแสดงชุดนี้ว่า เป็นการแสดงในพระเมรุมาศ ก่อนถวายเพลิงพระบรมศพ โดยเป็นบทประพันธ์เทิดพระเกียรติของรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีปรัชญาและพระราชกรณียะกิจนานัปการ เพื่อให้พสกนิกของพระองค์อยู่อย่างสงบร่มเย็น 

“ผมมีโอกาสได้ทำการแสดงมาหลายบทบาท อย่างการแสดงโขน ก็รับบทเป็นพระอินทร์ พระอิศวร แสดงในโรงละครแห่งชาติ กระทั่งซิดนีย์โอเปร่า ซึ่งเป็นความภูมิใจในฐานะผู้เผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้ผู้อื่นได้ชม แต่ในงานพระราชพิธีครั้งนี้ เป็นการแสดงต่อหน้าพระพักตร์ และส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นเกียรติอันสูงสุดแล้ว”

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments