728 x 90

คนไทยมีชั่วโมงงานเกินมาตรฐานโลก หลายชาติเล็งลดวันทำงานลง

img

ผลสำรวจเผยคนไทยมีชั่วโมงการทำงานสูงถึงสัปดาห์ละ 50.9 ชั่วโมง ขึ้นแท่นมากที่สุดในเอเชีย ท่ามกลางกระแสโลกที่ต่างมีแนวโน้มลดชั่วโมงหรือวันทำงานลง จากปัจจัยที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าจนเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์

คนไทยทำงานเฉลี่ย 50.9 ชม./สัปดาห์
ปกติแล้วประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะมีชั่วโมงการทำงาน อยู่ที่สัปดาห์ละ​ 40-44 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 5 วัน ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ วันละ 8 ชั่วโมง แต่จากผลการสำรวจไลฟ์สไตล์การทำงานของลูกจ้างประจำที่เป็นคนชั้นกลางในเอเชีย 21 ประเทศ โดยจีเอฟเค ประเทศไทย บริษัทวิจัยทางการตลาด ระบุว่า ในปี 2558 ประเทศไทยมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยสูงที่สุดในเอเชียที่สัปดาห์ละ 50.9 ชั่วโมง โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่อยู่ที่ 48 ชั่วโมง

ทั่วโลกมีแนวโน้มลดชั่วโมงทำงาน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักจะได้ยินแนวคิดเรื่องการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน หรือการลดชั่วโมงการทำงาน และการทำงานแบบไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งของแนวคิดดังกล่าวน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากทางยุโรป เพราะโดยพื้นฐานของคนยุโรปไม่ใช่คนทำงานหนัก ยิ่งในปัจจุบันมีการนำ AI เข้ามาใช้แทนแรงงานคน ซึ่งจากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำจึงทำให้บริษัทหลายแห่งมีผลประกอบการที่ดีขึ้น เลยเฉลี่ยผลประกอบการนั้นให้กับพนักงานด้วยการลดเวลาการทำงานลง

โดยที่ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ได้ชื่อว่ามีความสุขที่สุดในโลก ทำงานเพียงสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมง แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้รวมการทำงานแบบพาร์ตไทม์ที่ชาวดัตช์ส่วนใหญ่นิยม และอาจจะเพราะว่าไม่ได้ถูกกำหนดวันทำงานให้เป็นวันจันทร์ถึงวันศุกร์เท่านั้น

และเมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศฝรั่งเศส พึ่งออกกฎห้ามนายจ้างคาดหมายให้ลูกน้องตอบอีเมลนอกเวลางาน ในขณะที่ลูกจ้างชาวฮังการีก่อการประท้วง เพราะทางการเห็นชอบให้เพิ่มจำนวนชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งน่าสนใจว่าประเด็นอาจอยู่ที่ลูกจ้างควรได้เวลาพักผ่อนจริงๆ

ขณะที่ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ระบุว่าชาวเม็กซิกัน ต้องทำงานมากถึงสัปดาห์ละ 43 ชั่วโมง ซึ่งมากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศสมาชิก OECD โดยปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมนั้นเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนต้องการทำงานมากขึ้น ซึ่งเม็กซิโกเคยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่ยาวนาน ทำให้ผู้คนหวาดกลัวการตกงาน แถมอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันก็ไม่เพียงพอ ล่าสุดรัฐบาลเม็กซิโกเห็นชอบให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก 16.2% ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันขยับขึ้นมาอยู่ที่ 102.68 เปโซ (ประมาณวันละ 165 บาท) แต่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าระดับค่าจ้างนี้ยังไม่มากพอที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของชาวเม็กซิโกดีขึ้น ดังนั้นก็ไม่แปลกที่ผู้คนยังคงต้องการทำงานให้มากที่สุด เพื่อให้เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนชาวอเมริกัน มีชั่วโมงการทำงานในระดับกลางๆ ที่ 34.5 ชั่วโมง/สัปดาห์


มหาอำนาจเอเชียเริ่มขยับตัว

ขณะที่ฝั่งเอเชียอย่าง ประเทศเกาหลีใต้ ก็เคยมีแนวคิดว่า ชั่วโมงการทำงานที่มากสามารถผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ทำให้การทำงานวันละ 14 ชั่วโมงหรือสัปดาห์ละ 6 วัน จึงถือเป็นเรื่องปกติ โดยมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากเม็กซิโก ส่งผลให้ประธานาธิบดีมุน แจ อิน พยายามผลักดันให้มีการลดชั่วโมงในการทำงานลง และให้ลูกจ้างมีสิทธิในการพัก (The Right to Rest) เนื่องจากเกาหลีใต้มีอัตราการเกิดที่ต่ำและความสามารถในการผลิตที่ช้าลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานหนักเกินไปไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกจ้างไม่มีความสุข

ที่น่าสนใจคือ ประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการทำงานหนัก สะท้อนจากวัฒนธรรมการทำงานแบบยิ่งกลับดึกยิ่งดี ถึงขนาดมีคำว่า คาโรชิ (Kkaroshi) หมายถึงการเสียชีวิตจากการทำงานหนัก กลับมีชั่วโมงการทำงานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD เพียงสัปดาห์ละ 32.6 ชั่วโมง อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดเพดานชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาไว้ด้วย เนื่องจากตระหนักถึงอันตรายจากวัฒนธรรมการทำงานหนัก โดยในช่วงช่วงต้นปีที่แล้วบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งในญี่ปุ่นเริ่มให้พนักงานทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน หรือลดจำนวนชั่วโมงในการทำงานต่อวันลง

จีนเล็งทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ในอีก 12 ปี
สำหรับประเทศจีน มีความจริงจังในเรื่องเวลาการพักผ่อนของลูกจ้างมากขึ้น จากรายงานจากสถาบันสังคมศาสตร์ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CASS) ระบุว่า ภายในปี 2573 คนจีนจะทำงานเพียงสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 9 ชั่วโมง โดยที่รัฐวิสาหกิจขนาดกลางและใหญ่ในพื้นที่ทางตะวันออกของจีนจะต้องลดชั่วโมงการทำงานลงให้ได้ในช่วงปี 2563 – 2568 ขณะเดียวกันค่าเฉลี่ยของเวลาพักผ่อนต่อวันของจีนในปี 2560 เท่ากับ 2.27 ชั่วโมง ลดลงจากค่าเฉลี่ยของ 3 ปีก่อนที่ 2.55 ชั่วโมง ซึ่งในเมืองใหญ่ๆ มีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่านั้น อย่าง เสิ่นเจิ้น, กวางโจว, เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง มีเวลาพักผ่อนอยู่ที่ 1.94, 2.04, 2.14 และ 2.25 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และอังกฤษ ที่มีจำนวนชั่วโมงการพักผ่อนอยู่ที่ 5 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ขยายเวลาช่วงหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ทั้งสิ้น 8 วัน (รวมเทศกาลโคมไฟ) แถมยังบอกว่าลูกจ้างควรได้รับค่าจ้างในขณะที่ใช้สิทธิลาพักผ่อน (Paid Leave) เพื่อที่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่กังวลเรื่องการขาดรายได้ขณะลาหยุด

ลดเวลาทำงานอย่างไรถึงจะดี
ทั้งนี้อย่าเพิ่งสรุปว่าควรหันมาลดการทำงานลงทันที อย่างประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้ลดชั่วโมงการทำงานลงเฉยๆ เช่น บริษัท ซาตะเคะ ได้ตัดการประชุมและงานเอกสารที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อที่พนักงานจะได้มีเวลาไปฝึกฝนทักษะด้านอื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาเพิ่ม และทำกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วทำให้ตัวลูกจ้างสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

เมื่อคนญี่ปุ่นมีเวลาในการทำงานน้อยลง แต่งานต้องเสร็จ จึงจะต้องหาวิธีที่จะทำให้งานเสร็จโดยที่ไม่ลดคุณภาพของงานให้ได้ ซึ่งความมีวินัยทำให้การลดชั่วโมงการทำงานลงเป็นผลดี สอดคล้องกับแนวคิดของคนอังกฤษ ที่หลายบริษัทให้พนักงานทำงานสัปดาห์ละ 4 วันโดยการลดวันทำงานลงหมายถึงการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานมากขึ้น 

ไทยเริ่มปรับแผนลดวันทำงาน
สำหรับประเทศไทย เริ่มมีบางบริษัทเปลี่ยนมาทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ส่งให้มีเวลาพักผ่อนที่มากขึ้น ทำให้เกิดไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ โดยหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังเป็นที่สนใจคือ Unlimited Vacation การให้สิทธิพนักงานลาได้ไม่จำกัด ซึ่งมาจากหนังสือ Open Source Leadership (2017) โดย Rajeev Peshawaria CEO ของ Iclif Leadership Centre ระบุว่า การให้สิทธิพนักงานลาได้ไม่จำกัด โดยไม่ต้องนับวันลา ไม่มีการยื่นเอกสาร แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่เสียงาน ด้วยการตกลงคุยกันเรื่องมาทำงานไม่กี่วันก็ได้แต่ต้องสามารถส่งงานลูกค้าได้ตามกำหนด

จะเห็นว่าทั่วโลกก็มีแนวคิดที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมการทำงานและลักษณะจำเพาะของแต่ละงาน รวมถึงเรื่องที่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย อย่างเช่น สไตล์การทำงานของคนในชาตินั้นๆ เอาแค่ลองดูตัวเรากับเพื่อนร่วมงานก็ยังทำงานกันคนละแบบเลย อันที่จริงแล้วแนวคิดในการทำงานสัปดาห์ละ 4 วันหรือการลดชั่วโมงต่อวันลง แท้จริงแล้วก็มาจากความสุขขั้นพื้นฐานของมนุษย์ Worklife balance นั่นเอง ต่อให้เราทำงานเยอะแค่ไหน แต่ถ้ามันก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรยินดี แต่การลดชั่วโมงการทำงาน ไม่ได้หมายถึงว่าให้หอบงานกลับมาทำที่บ้านนะ...

__________


คุณนิตา​ ตรีวีรานุวัฒน์
รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท​ ทาคูนิ​ กรุ๊ป​ จำกัด (มหาชน)
“จำนวนการทำงานขึ้นอยู่กับตำแหน่งด้วย อย่างเช่น งานด้าน Operation ที่บริษัทจะทำ 6 วัน​ แต่พนักงานไม่เครียด​จึงไม่เป็นปัญหา การหยุดเยอะขึ้นไม่ได้หมายความว่าประสิทธิภาพจะดีขึ้น ถ้าให้ทำงานแค่ 4 วัน ไม่น่าเวิร์ค เพราะเผลอๆ พนักงานได้กลับบ้านกันตีหนึ่งตีสอง ทำงาน 5 วัน​ แล้วเลิกงาน 5 โมง​เย็น ให้เขามีเวลาว่างตอนเย็น​ อาจจะดีกว่าโหมงาน 4 วัน คือ ถ้าจะลดการทำงานก็ควรจะลดจำนวนชั่วโมงลงจริงๆ​ ไม่ใช่ว่าทำ 4 หรือ 5 วัน​ แต่ชั่วโมงการทำงานก็เท่าเดิม”

 

คุณกิตติพงษ์ เติมวัฒนาภัคดี
ผู้จัดการเขตการขาย บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
“ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ จำนวนเวลาทำงานที่มากไปอาจจะลดประสิทธิภาพการสร้างสรรค์ลงได้ แต่ถ้าเป็นงานที่ทำประจำ อย่างงานเอกสารหรือการใช้แรงงาน เวลาจะเป็นตัวกำกับปริมาณงาน ซึ่งการลดเวลาทำงานลง อาจจะไม่ได้ช่วยให้ประสิทธิภาพงานโดยรวมดีขึ้น ซึ่งตรงนี้แต่ละองค์กรต้องหาจุดที่เหมาะสม แล้วปรับตามยุคตามสมัย บางประเทศที่ให้ลดจำนวนวันหรือชั่วโมงทำงานลง ก็สามารถเจริญก้าวหน้าได้ แสดงว่าน่าจะมีระบบการทำงานที่ดี แล้วเอาเวลาที่เหลือไปพัฒนาระบบ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างการนำหุ่นยนต์มาใช้แทนคน หรือระบบ Cloud มาช่วยงานเอกสาร”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments