728 x 90

ความนิยมกาแฟพิเศษเพิ่ม ดันยอดขายเติบโตก้าวกระโดด

img

Specialty Coffee หรือกาแฟพิเศษ หมายถึงเมล็ดกาแฟที่ได้รับคะแนนระดับ 80 คะแนนขึ้นไป อีกทั้งกระบวนการผลิตต้องอาศัยความพิถีพิถันตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ ล่าสุดในปี 2561 เมล็ดกาแฟจากบ้านแม่ตอนหลวง จ.เชียงใหม่ คว้าแชมป์สุดยอดกาแฟไทย และปิดตัวเลขประมูลสูงถึงกิโลกรัมละ 2,800 บาท แพงสุดเป็นประวัติการณ์

กาแฟพิเศษเทรนด์ที่น่าจับตา
เมื่อไม่กี่ปีมานี้กาแฟพิเศษยังคงได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยมักเสาะหาเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกเดียว (Single Origin หรือกาแฟที่มาจากไร่ ตำบล หรือจังหวัดเดียว) ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของเทรนด์กาแฟยุคใหม่ หรือกาแฟคลื่นลูกที่ 3 (The Third Wave) ที่เน้นการบริโภคกาแฟที่มีคุณภาพด้านรสชาติ รวมถึงข้อมูลที่มาที่ไปของเส้นทางกาแฟตั้งแต่การเพาะปลูก การโพรเซส (การแปรรูปผลกาแฟเชอรี่เป็นสารกาแฟ) การคั่ว การชง จนถึงการจิบ

ปัจจุบันความนิยมในกาแฟพิเศษมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่ง The Specialty Coffee Association: SCA ระบุว่าในปี 2560 มีผู้บริโภคดื่มกาแฟพิเศษทุกวัน จำนวน 41% เติบโตขึ้น 10% จากปี 2559 และดื่มเฉลี่ย 2.97 แก้วต่อวัน

ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเพาะปลูกกาแฟได้ ซึ่งประเทศผู้ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่บริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร หรือ Bean Belt ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้บริโภคกาแฟในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจกาแฟจากปี 2559-2560 ที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 5.4% และคาดการณ์ว่าในปี 2561 จะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 15-20% 

ส่วนตลาดกาแฟพิเศษก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น 3-5% หรือคิดเป็นสัดส่วน 10% ของตลาดกาแฟทั้งหมด และจากรายงาน 61 เทรนด์การตลาดที่คาดว่าจะมีอิทธิพลในปี 2561 โดยนิตยสาร BrandAge ได้ยกให้เทรนด์สเปเชียลตี้ คอฟฟี่ อยู่ในหมวด Consumer Exchange เทรนด์การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค จากการวิเคราะห์ว่าเป็นกาแฟทางเลือกที่โตไม่หยุด 
Specialty Coffee Infographic
กาแฟไทยที่แพงที่สุดในปี 61
จากการประมูลเมล็ดกาแฟพิเศษไทยในงาน Thailand Coffee Fest 2018 โดยสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) นับว่าได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยราคาประมูลสูงที่สุดตั้งแต่มีการจัดงานมา โดยอันดับ 1 ราคา 2,800 บาท/กิโลกรัม มาจากแหล่งปลูกใน ต.แม่ตอนหลวง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยได้รับคะแนนสูงสุดถึง 90.31 คะแนน หรือเรียกว่าไนท์ตี้พลัส โดยที่ราคาประมูลสูงกว่าปี 2560 ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ 630 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเมล็ดกาแฟจะประมูลในปริมาณ 100 กก. ต่อเมล็ดกาแฟ 1 ตัวอย่าง เท่ากับว่าเมล็ดกาแฟลอตที่ได้แชมป์ปีนี้มีราคารวม 280,000 บาท

รองลงมาอันดับ 2 ราคา 1,666 บาท/กก. มาจาก ต.ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ได้ 89.31 คะแนน และอันดับ 3 ราคา 960 บาท/กก. มาจาก ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ 89.31 คะแนน

มุ่งพัฒนากาแฟพิเศษไทยสู่ระดับโลก
คุณวัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย กล่าวว่าในปีนี้ 10 อันดับสุดยอดกาแฟไทยมีราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก อย่างกาแฟที่ได้อันดับ 1 มีมูลค่าสูงกว่า 4 เท่า และสูงกว่าราคาเมล็ดกาแฟไทยเกรดทั่วไป ซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 160-180 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสะท้อนรสนิยมของร้านกาแฟและผู้บริโภคไทยในยุคปัจจุบัน อีกทั้งในปีนี้ยังได้มีการยกระดับการตัดสิน โดยเชิญอดีตหัวหน้าผู้ประเมินคะแนนกาแฟของ Cup of Excellence (COE) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทั่วโลกยอมรับ มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ประเมินคะแนนในการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟไทย

ขณะเดียวกันสมาคมฯ มุ่งสนับสนุนให้ชาวสวนหันมาปลูกกาแฟอย่างประณีต พัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับตลาดโลกที่สนใจกาแฟพิเศษ หลังจากมีการคัดเลือกและให้คะแนน ก่อให้เกิดการแข่งขันกันในหมู่คนทำกาแฟ นำไปสู่การพัฒนาทั้งความรู้และเทคนิค ส่งผลต่อรสชาติที่ดีขึ้นตามมา โดยเป้าหมายคือการผลักดันให้กาแฟพิเศษไทยไปสู่ตลาดระดับสากลในอนาคต

ด้าน ดอยตุง แบรนด์กาแฟชั้นนำของไทย ได้ต่อยอดพัฒนาโดยมุ่งที่การวิจัยและพัฒนากาแฟพิเศษมากขึ้น โดยทำการทดลองปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิกาจำนวน 12 สายพันธุ์ย่อย ที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งยังไม่เคยปลูกมาก่อน ศึกษาตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ โดยในแปลงเพาะพันธุ์ไม่ปะปนสายพันธุ์กัน ทั้งยังค้นคว้าสถานที่ เก็บเกี่ยวเฉพาะผลที่สุกเต็มที่ด้วยมือทีละเมล็ด ผ่านการแปรรูป คัดให้ทุกเมล็ดมีขนาดใกล้เคียงกันและแยกน้ำหนัก เพื่อป้องกันเมล็ดกาแฟไหม้เวลาคั่ว แต่ละขั้นตอนมีความสำคัญและมีผลต่อรสชาติของกาแฟ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเทียบเท่ามาตรฐานสากล และใช้เวลาวิจัยและพัฒนานานกว่า 3 ปี จึงได้เมล็ดกาแฟดอยตุง เกรดสเปเชียลตี้ 4 สายพันธุ์ และเตรียมกระจายพันธุ์ให้แก่ชาวสวนต่อไป

แม้ว่าปัจจุบันกาแฟพิเศษไทยอาจจะไม่ได้มีขนาดตลาดใหญ่มากนัก เมื่อเทียบกับกาแฟเกรดทั่วไป จากปริมาณผลผลิตที่ออกมาน้อย แต่ด้วยแนวโน้มการบริโภคที่มีมากขึ้นทั้งในไทยและตลาดโลก ส่งผลให้เกษตรกรเริ่มมุ่งพัฒนากาแฟเชิงคุณภาพมากขึ้น ซึ่งต้องใส่ใจต่อดูแลสิ่งแวดล้อม อันมีผลต่อรสชาติที่ดีด้วย นอกเหนือจากผลตอบแทนที่สูงขึ้น ผลพลอยได้คือมีการฟื้นฟูธรรมชาติ ส่วนผู้บริโภคก็ย่อมเข้าถึงกาแฟรสชาติดี รวมไปถึงเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรชมการปลูกและแปรรูปกาแฟถึงไร่ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งหมดจึงช่วยหมุนเวียนในเศรษฐกิจของประเทศได้ 


คุณวัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย
“เป้าหมายคือการนำกาแฟพิเศษไทยสู่ตลาดโลก เราอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพกาแฟ เชื่อว่าการจัดงานไทยแลนด์ คอฟฟี่ เฟสต์ สามารถยกระดับและกระจายข่าวสารไปทั่วโลก ซึ่งขณะนี้เทรดเดอร์กาแฟทั่วโลกให้ความสนใจประเทศไทย ส่วนหนึ่งคือการจัดงานต่อเนื่อง 3 ปี และในปีนี้ยังเชิญบุคคลที่องค์กรระดับโลกยอมรับมาเป็นหัวหน้าประเมินให้คะแนน โดยเมล็ดกาแฟอันดับ 1 ได้คะแนนสูงถึง 90.31 ระดับ Ninety Plus ซึ่งเมล็ดของไทยยังไม่เคยมีมาก่อน และมีเมล็ดที่ได้คะแนนเกิน 86 ถึง 8 ตัวอย่าง เชื่อว่ากาแฟไทยจะสามารถยกระดับให้ตลาดโลกยอมรับได้” 
คุณวัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

คุณสินธพ จือปา ชาวสวนกาแฟบ้านแม่จันใต้ จังหวัดเชียงราย
“เมื่อก่อนผมยังไม่รู้เรื่องการทำกาแฟที่มีคุณภาพ หรือทิศทางการพัฒนาในตลาดโลกมากนัก ชาวบ้านขายแต่เชอรี่กาแฟซึ่งได้ราคากิโลกรัมละ 7-12 บาท การประกวดกาแฟใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ได้เห็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น จึงเริ่มมีการเรียนรู้ถึงกระบวนการทำกาแฟพิเศษ โดยเน้นการดูแลรักษาต้นกาแฟ ใช้สารเคมีน้อยลง เริ่มมีการแปรรูปแบบกะลาจนถึงสารกาแฟ อย่างปัจจุบันกาแฟกะลาขายได้กิโลกรัมละ 120-130 บาท สารกาแฟราคา 200-300 บาท ถ้าคั่วแล้วราคา 400-500 บาท มูลค่าเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว ช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้และทักษะมากขึ้นกว่าเดิม”
คุณวัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments