728 x 90

เผยสัญญาณแรง คนไทยพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ

img

บมจ. ซิกน่า ประกันภัย บริษัทด้านประกันสุขภาพจากประเทศสหรัฐอเมริกา เผยผลสำรวจ “คะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360° ของซิกน่า" ประจำปี 2562 หรือ 2019 Cigna 360 Well-Being Survey - Well and Beyond ซึ่งเป็นการสำรวจการรับรู้ และทัศนคติของคนไทย ที่มีต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ของตนเองใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านร่างกาย ครอบครัว สังคม การเงิน และการงาน

โดยจากการสำรวจ พบว่า คนไทยมีการบริหารจัดการความเครียดของตนเองได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในขณะที่คนทำงานอายุ 35 – 49 ปี หรือที่เรียกว่ากลุ่มแซนด์วิชเจนเนอเรชัน ยังคงเป็นกลุ่มที่มีคะแนนสุขภาพ และความเป็นอยู่น้อยที่สุดแทบทุกด้านติดต่อกันทุกปี

ซึ่งความกังวลหลักๆ ของคนไทยคือ การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การทานอาหารที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย รวมถึงไม่สามารถหาเวลาไปพบปะเจอเพื่อนฝูงได้ ถึงแม้ว่าจะมีเพื่อนที่สามารถพูดคุยด้วยแบบเปิดอกก็ตาม

นอกจากนั้นคนไทยยังรู้สึกว่าตนเองไม่มีความมั่นคงด้านการเงิน โดยเฉพาะเรื่องเงินเดือน และเรื่องที่เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของคนในครอบครัวหากเกิดการเจ็บป่วย แต่สิ่งที่ดีขึ้นคือมีภาวะความเครียดในที่ทำงานน้อยกว่าคนในประเทศอื่นๆ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้างาน

คนไทยส่งสัญญาณแรง….พร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ
คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่า “คนแก่” คือคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่มองว่าคนที่มีอายุ 63 ปีขึ้นไปถึงจะถือว่าแก่ โดยหากมองในแง่บวก แสดงว่าคนไทยมีความพร้อมที่จะเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทั้งในด้านการเงิน ด้านร่างกาย และด้านจิตใจ โดยคนไทยเกือบครึ่ง หรือ 45% ระบุว่ามีความพร้อมทางการเงินเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก (38%) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องจำนวนผู้ถือกรมธรรม์ในประเทศไทยที่มีจำนวนมากขึ้น

คนไทย 70% บอกว่าแม้จะแก่แต่ก็ยังคงต้องการให้ตนเองใช้ชีวิตแบบมีพลัง มีความกระฉับกระเฉง และต้องการทำประโยชน์ให้สังคมต่อไป ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ คนไทยถึง 73% รู้สึกว่าตนเองพร้อมที่จะแก่โดยเฉพาะความพร้อมในด้านจิตใจ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วโลกถึง 10%

นอกจากนั้นส่วนใหญ่ยังระบุว่าตนยังต้องการที่จะทำงานแม้จะมีอายุมากขึ้น เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่องของเงินแต่เพื่อให้ตนเองยังคงมีพลังในการใช้ชีวิต และมีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ และน่าดีใจที่คนส่วนใหญ่มีมุมมองด้านบวกต่อแนวคิดนี้ โดยผู้ตอบแบบสอบถามมากถึง 79% เผยว่า พร้อมที่จะทำงานกับผู้สูงอายุ และ มากกว่า 63% เชื่อว่านายจ้างยินดีที่จะว่าจ้างพนักงานสูงอายุอีกด้วย 

คนไทยช่วงอายุ 35 – 49 ปีมีคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่ต่ำสุดติดต่อกัน
คนไทยช่วงอายุระหว่าง 35 - 49 ปี หรือที่เรียกว่ากลุ่มแซนด์วิชเจนเนอเรชัน เป็นกลุ่มที่ต้องรับมือกับปัญหาในชีวิตทุกๆ ด้าน เช่น การทำงานหนัก การใช้ชีวิตประจำวันที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ รวมถึงมีปัญหาด้านการเงินมากกว่าช่วงวัยอื่น ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งพบว่ากลุ่มคนในช่วงอายุนี้คิดว่าตนเองไม่สามารถใช้ชีวิตตามที่ตั้งมาตรฐานไว้ได้ และกังวลเรื่องการวางแผนค่าใช้จ่ายระยะยาว เช่น ค่าที่อยู่อาศัย หรือการวางแผนสำหรับการเกษียณที่มีคุณภาพ

คนไทยเครียดสูง แต่สามารถบริหารจัดการความเครียดได้
จากผลสำรวจฯพบว่า ไทยเป็นประเทศมีความเครียดสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก (จาก 23 ประเทศที่ทำการสำรวจ) โดยมากกว่า 91% ของไทย ระบุ ว่าตนเองมีความเครียด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 84% อย่างไรก็ตามมีคนไทยเพียงจำนวนน้อยที่รู้สึกว่าเครียด และไม่สามารถบริหารจัดการได้

นอกจากนั้นคนไทย 2 ใน 3 บอกว่านายจ้างให้การสนับสนุนในเรื่องการจัดการความเครียดในที่ทำงาน คนวัยทำงานชาวไทยถึง 81% ระบุว่าพวกเขาอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลาซึ่งผลให้มีความเครียดเพิ่มสูงขึ้น โดยเกือบทั้งหมดเห็นด้วยว่าความเครียดในสถานที่ทำงานส่งผลเชิงลบต่อประสิทธิภาพการทำงาน และนำไปสู่บรรยากาศการทำงานที่น่าหดหู่

ทั้งยังมีคนไทยเกินครึ่ง ระบุ ว่านายจ้างให้สวัสดิการเพื่อดูแลสุขภาพ และรู้สึกว่าสวัสดิการเหล่านี้ให้ความสำคัญเฉพาะสุขภาพด้านร่างกายมากกว่าด้านจิตใจ โดยพวกเขาต้องการแนวทางการจัดการความเครียดจากนายจ้างแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกาย และจิตใจ

คนไทยมีความรู้เกี่ยวกับตัวเลขดัชนีมวลกายและความดันโลหิต
ประเทศไทยมีคะแนนดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในเรื่องการเข้าใจ และรับรู้ถึงตัวชี้วัดด้านสุขภาพของหัวใจ โดยมากกว่า 63% ระบุว่าทราบดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) ของตนเอง และมากกว่า 75% ทราบระดับความดันโลหิตของตนเองอีกด้วย

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างออกไปเมื่อถามถึงอาการที่บ่งชี้ถึงปัญหาของระบบหัวใจ โดยคนไทยมีความรู้เกี่ยวกับอาการของโรคหัวใจเพียง 2 จาก 5 อาการเท่านั้น ซึ่งผลสำรวจพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวมากกว่าช่วงอายุอื่น แต่ที่น่าแปลกใจคือคนไทยกลุ่มมิลเลนเนียลมีอาการบ่งชี้ของโรคหัวใจมากกว่าคนช่วงอายุอื่น ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าความเครียดได้ครอบคลุมทุกด้านของการใช้ชีวิตยุคใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้คนตั้งแต่อายุยังน้อย

ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเพิ่มการรับรู้ของคนไทยว่าการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจได้ โดยคนไทย 1 ใน 3 ไม่คิดว่าความดันโลหิตสูงสามารถรักษาได้ด้วยการปรับรูปแบบการใช้ชีวิต และมีคนไทยเพียง 30% ที่ใช้อุปกรณ์ตรวจสอบสุขภาพหัวใจที่สวมใส่ติดตัวได้ ซึ่งตัวเลขควรจะมีค่าสูงกว่านี้เนื่องจากการอุปกรณ์เหล่านี้หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และใช้งานง่าย

นายจูเลียน เมงกัล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการประจำประเทศไทย บมจ.ซิกน่า ประกันภัย เปิดเผยว่า ความเครียดของคนรุ่นนี้เกิดจากแรงกดดันจากการที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่และครอบครัวของตนเอง ให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี เนื่องจากการมีชีวิตที่ดีนั้นไม่เพียงแต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ยังมีต้องมีการจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวอย่างเพียงพอรวมไปถึงการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย

ซึ่งคนกลุ่มนี้มองว่าทำได้ยากมากเพราะจำเป็นต้องทุ่มทำงานหนักจนไม่มีเวลาพอที่จะไปทำเรื่องอื่นๆ แม้แต่เวลาที่จะให้กับครอบครัว สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการวางแผนแก้ไขโดยด่วน เนื่องจากคนรุ่นนี้ถือเป็นคนกลุ่มหลักที่มีทักษะสูงในการทำงาน และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments