728 x 90

ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา มีเพื่อสร้างสรรค์หรือทำลาย

img

โปรเจ็กต์ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโครงการที่รัฐบาลมอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เป็นแลนด์มาร์ค เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นทางจักรยาน โดยว่าจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นที่ปรึกษา สำรวจ ออกแบบและจัดทำแผนแม่บทโครงการ ในงบประมาณ 120 ล้านบาท 

โครงการก่อสร้างเลียบสองฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีลักษณะเป็นทางคอนกรีตขนาดใหญ่ กว้าง 10 เมตร สร้างคร่อมบนแม่น้ำ ยาวข้างละ 7 กม.  รวมสองฝั่งเป็น 14 กม. เริ่มจากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เป็นโครงการนำร่องในระยะแรก ก่อนที่จะสร้างต่อจนครบ 57 กม.  ภายใต้แนวคิดหลัก  “เจ้าพระยาเพื่อทุกคน” (Chao Phraya for All) และมีแผนจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกรกฎาคมปี 2560 

ในระหว่างที่รัฐบาลกำลังรุดหน้าทำโครงการนี้ โดยเน้นย้ำว่าเป็นโครงการที่ทำขึ้นด้วยเจตนาที่ดี และหวังจะมอบให้เป็นของขวัญแก่คนกรุงเทพฯ ก็เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนที่แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยในหลายแง่มุมต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง 

ล่าสุด 5 เมษายน 2560 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการจัดงานแถลงข่าว “River of No return : รวมพลังหยุดทางเลียบก่อนจะสายเกินไป เพราะแม่น้ำไม่ไหลกลับ”  โดยมีผู้ร่วมแถลงจากหลายภาคส่วน  อาทิ สมัชชาแม่น้ำ, สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย, กลุ่มคนรักแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อร่วมกันยืนยันว่า ไม่ได้คัดค้านการพัฒนาโครงการเพื่อประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยในหลายๆ วิธีการที่รัฐบาลทำอยู่ พร้อมขอให้ชะลอโครงการ เพื่อศึกษาผลกระทบใหม่ เพราะเห็นว่าที่ผ่านมายังศึกษาผลกระทบไม่รอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จึงอยากให้ชะลอโครงการไว้ก่อน แล้วมาเริ่มต้นทำโครงการไปพร้อมกันใหม่ 

สถาปนิก-วิศวกร ยันผิดหลักการและขัดกฏหมาย 
“อัชชพล ดุสิตนานนท์” นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการพัฒนาแม่น้ำเจ้าพระยา และสร้างทางเดินเลียบริมฝั่ง ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดโครงการที่ชัดเจนต่อสาธารณชนอย่างรอบด้านที่เพียงพอ ทั้งที่โครงการส่งผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ส่วน TOR หรือการทำสัญญาโครงการ ก็มีปัญหาในการกำหนดรูปแบบของการพัฒนา อีกทั้งยังมีการศึกษาและทำแบบก่อสร้างแค่ฉบับเดียว นับว่าขาดการศึกษาทางเลือกของการพัฒนาที่หลากหลายและเหมาะสม  เวลาทำการศึกษารวบรัดเพียง 7 เดือน ที่สำคัญยังไม่พบการจัดทำแผนแม่บทของการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ และการรับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนด้วย ทั้งที่โครงการนี้เหมือนเป็นการทำผังเมืองใหม่ จึงควรต้องรับฟังความเห็นประชาชนตั้งแต่คนรากหญ้าขึ้นไป ไม่ใช่มานำเสนอว่าจะทำแล้วรายงาน ให้ดูรูป ให้คิดตาม นั่นเป็นการจินตนาการ ซึ่งมันกลบปัญหาต่างๆ ไป 

ขณะที่ “ไกร ตั้งสง่า” สมาชิกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้คำนึงถึงกฎหมาย ซึ่งมันคือกฎกติกา มารยาทของคนที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม ในรัฐธรรมนูญมาตรา 75 บอกว่า รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน  แต่การที่เขานำสถาบันการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้อง มันไม่เป็นไปตามกฎหมาย อีกทั้งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.สถาปนิก พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ.2542 เพราะมหาวิทยาลัยรับจ้างทำงานที่เข้าข่ายเป็นงานวิชาชีพควบคุม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของทั้งสองวิชาชีพ ถ้าเดินหน้าสร้างโดยไม่รอบด้าน ก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกฎหมาย และสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน มีผลเสียต่างๆ ตามมาอีก 

นอกจากนั้น โครงการนี้ยังทำลายสิ่งแวดล้อม ตรงที่สร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ลงในแม่น้ำเจ้าพระยา จะส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ทางน้ำร่วมกันของประชาชนอย่างแน่นอน แม้จะไม่ใช่การก่อสร้างอาคาร แต่ก็สามารถกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ใช่ของคนกรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่เป็นที่รักและหวงแหนของคนไทยทั้งประเทศ เพราะมันเป็นต้นกำเนิดแห่งสายธารแห่งชีวิตของผู้คน 

นักอนุรักษ์แจงทางเลียบเจ้าพระยาจะเร่งทำลายสิ่งแวดล้อมเร็วขึ้น 
ส่วนมุมมองของนักอนุรักษ์ อย่าง “ศศิน เฉลิมลาภ” ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มองว่า เจ้าพระยาถือเป็นธรรมชาติแห่งเดียวที่มีอยู่ใน กทม. และทุกคนก็ล้วนใช้ประโยชน์จากเจ้าพระยานี้อย่างมากมาย ทั้งอาศัย ท่องเที่ยว สัญจรไปมา ซึ่งทุกวันนี้ก็มีอะไรต่างๆ  เกิดขึ้น ทำลายธรรมชาติไปทีละเล็กทีละน้อยอยู่แล้ว หากมีการสร้างพื้นที่ถนนคร่อมแม่น้ำอีก ก็ยิ่งทำลายเจ้าพระยามากขึ้นและเร็วขึ้น ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ โครงสร้างจะขวางทางน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วม และลำน้ำแคบขึ้น จะทำให้กระแสไหลเชี่ยวขึ้น เกิดการกัดเซาะตลิ่งมากขึ้น อาจเกิดอุบัติเหตุทางเรือด้วย ขณะเดียวกันอาจทำให้เกิดการสะสมตะกอนในแม่น้ำมากขึ้น จะทำให้แม่น้ำตื้นเขิน และสุดท้ายอาจดักขยะ ซึ่งทำลายคุณภาพน้ำและระบบนิเวศในแม่น้ำ

"เข้าใจว่ารัฐบาลหวังดี แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าเจ้าพระยาเดิมคือแลนด์มาร์คสำคัญของคนกรุงเทพฯ อยู่แล้ว นักท่องเที่ยวก็รู้จักและต้องมา ถ้าเอาสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ลงไป ก็ยิ่งทำลายความเป็นเจ้าพระยามากขึ้น หรือบางทีสร้างไป อาจเกิดปัญหาจนต้องหยุดชะงัก มันจะยิ่งเละเทะไปใหญ่ จึงอยากให้ศึกษาดีๆ ก่อน ตลิ่งน้ำบางแห่งก็ใกล้พังหมดแล้ว ฉะนั้นถ้าไปต่อเติมมันก็เหมือนฟางเส้นสุดท้าย แล้วมันจะหมดสภาพไปสิ้นเชิง ต้องดูจากประสบการณ์ทางเลียบแม่น้ำในประเทศไทยที่จุดอื่นด้วย บางพื้นที่สร้างมาแล้วต้องหยุดชะงักไปก็มี บางพื้นที่ตอกเสาเข็มแล้วบ้านทรุด เช่น ที่วัดบางจาก เกาะเกร็ด ทำทางเลียบริมน้ำเหมือนกัน ก็มีผลกระทบเช่นกัน" ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว

ด้าน ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ดร.อ้อย จากมูลนิธิโลกสีเขียว กล่าวเสริมว่า ในแง่ของสิ่งแวดล้อม สภาพแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวันนี้เหมือนพิกลพิการ เพราะถูกทำลายไปเยอะ เหมือนขาขาดไปข้างหนึ่ง แต่เราก็ยังสามารถจะฟื้นฟูมันได้ กทม.อยู่บนพื้นที่ตะกอนสะสมใหม่ๆ ตรงปากน้ำกำลังทรุดในอัตราที่เร็วกว่าที่คิด เราจะทำยังไงที่จะรับมือกับปรากฏการณ์เหล่านี้ได้ ทางออกที่เคยพูดมาหลายเวทีก็ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ ให้ธรรมชาติมันช่วยเรา ฟื้นฟูทุกหนทุกแห่งตั้งแต่ป่า ดิน น้ำ ทะเล สำหรับเจ้าพระยาอยู่ในพื้นที่ที่ต่ำที่สุด แล้วก็กำลังจะไหลลงทะเล ลักษณะของมันคือแผ่ออกกว้าง ซึ่งเหมือนกับหลายๆ เมืองที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ โมเดลโครงการนี้อาจจะนำมาจากต่างประเทศแล้วมาทำ แต่ต้องดูสภาพแวดล้อมบ้านตนเองด้วยว่าเหมาะหรือไม่ ถ้าสร้างมันก็จะไปบีบน้ำ แม่น้ำก็ยิ่งเชี่ยว และที่สำคัญยิ่งทำให้น้ำท่วม เอ่อริมฝั่ง แม่น้ำไม่ใช่แค่ทางระบายน้ำ แต่แม่น้ำเป็นระบบนิเวศที่ให้ความอุดมสมบูรณ์ ของสัตว์น้ำและสัตว์บกหลายชนิด รวมทั้งพืชพรรณ บางทีพืชที่เกิดขึ้นเองอยู่ตามตลิ่งมันก็ช่วยดักตะกอน เป็นที่หลบภัยสัตว์น้ำได้ 

ดร.อ้อยกล่าวต่อว่า สิ่งที่จะได้รับผลกระทบอีกอย่างคือ สิ่งมีชีวิตในน้ำ เมืองไทยเล็กนิดเดียว มีปลาน้ำจืดกว่า 850 ชนิด ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่ายุโรปทั้งทวีป 546 ชนิด ทำไมเมืองไทยเล็กนิดเดียวถึงร่ำรวยพันธุ์ปลา  เพราะความเจ๋งของแม่น้ำเจ้าพระยาในด้านระบบนิเวศ รวมถึงในแม่น้ำสาขาที่เชื่อมต่อกับเจ้าพระยา  ในวันนี้มองว่าอย่าเพิ่งตีโจทย์แค่เฉพาะทำยังไงให้ทุกคนเข้าถึงน้ำได้ แต่เราต้องนึกถึงการรับมือ ปรับตัว กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำยังไงจึงจะเป็นเมืองที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้ง่าย แต่จริงๆ เราพยายามจะเข้าถึงโดยการบีบมัน ทำไมไม่มองว่าตอนนี้มันเป็นโจทย์ใหญ่ ทำยังไงที่ให้เจ้าพระยาเข้าถึงชีวิตอื่นๆ ที่ตัดห่างออกไปได้ 

ภาคธุรกิจหวั่นผลกระทบประเมินความเสียหายไม่ได้ 
ผลกระทบโดยตรงอีกด้านที่จะเกิดขึ้นคือ ผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจรอบด้านแม้น้ำเจ้าพระยา โดย นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี ในนามกลุ่มคนรักแม่น้ำเจ้าพระยาและมรดกไทย กล่าวว่า โครงการนี้ไม่มีการทำรายงานผลกระทบเชิงธุรกิจและการท่องเที่ยว ส่วนตัวมีธุรกิจโรงแรม ซึ่งเมื่อได้คุยกับกลุ่มภาคธุรกิจด้วยกัน ทุกคนงง กลัว และช็อค เพราะไม่ทราบรายละเอียดมาก่อน และเชื่อว่าจะส่งผลเสียหายต่อธุรกิจ เนื่องจากทำลายทัศนียภาพที่สวยงาม มลภาวะ และสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไป คลื่นสูงขึ้น อาจส่งผลต่อเรือที่จะจอดเทียบท่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วโลกต้องการสัมผัสโบราณสถานและวัฒนธรรมริมน้ำ การล่องเรือเป็นจุดขาย หากโครงการนี้สำเร็จ จะเห็นถนนแทนวัดวาอาราม นอกจากนี้ กทม.ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะดูแลถนนนี้อย่างไร จะมีไฟส่องสว่างหรือไม่ อยากฝากว่าถ้าจะพัฒนาแม่น้ำ ควรมีการบูรณาการ รักษาชุมชนริมแม่น้ำ ควรรณรงค์ให้คนไทยไปเที่ยวริมน้ำมากขึ้นมากกว่า 

ด้านนายสุธีย์ สุภาพร ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมเรือไทย กล่าวว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะมีผลกระทบโดยตรงต่อการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งเรือโดยสาร เรือท่องเที่ยว และเรือขนส่งสินค้า ที่จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าตัว เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาจะแคบลง เรือจะวิ่งสวนกันไม่ได้ ต้องรอหลีก โดยเฉพาะบริเวณสะพานต่างๆ ส่งผลให้ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะเรือโยงสินค้าที่เดิมก็ใช้เวลามากอยู่แล้วด้วย ถือมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก การที่มีผู้กล่าวว่าเรือท่องเที่ยวไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องคำนึงถึงเวลานั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากหากอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวจะทราบว่า ต้องวางแผนการเดินทางให้ชัดเจน เรือต้องเทียบท่า ขึ้นฝั่งกี่โมง ถึงจุดไหนกี่โมง หากลูกค้าพลาดเที่ยวบินเพราะมาถึงฝั่งล่าช้า จะทำอย่างไร ที่สำคัญโครงการนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำที่จะเชื่อมต่อกับจังหวัดอื่นๆ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวต้องเลิกทำธุรกิจ เป็นผลกระทบที่ยังประเมินค่าความเสียหายไม่ได้ว่าจะเป็นเท่าไร 
เตรียมยื่นศาลปกครองพิจารณาสั่งชะลอโครงการ 
ขณะที่ นายยศพล บุญสม จากสมัชชาแม่น้ำ อ่านแถลงการณ์เรื่อง “สิทธิพลเมืองเพื่อปกป้องแม่น้ำเจ้าพระยา” มีเนื้อหาโดยสรุปว่า สมาคมวิชาชีพและเครือข่ายต่างๆ มีความกังวลอย่างยิ่ง เพราะจากการเฝ้าติดตามข้อมูลต่างๆ ของโครงการมาโดยตลอดตั้งแต่ธันวาคม 2557 ได้พบความผิดปกติที่อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อแม่น้ำเจ้าพระยา โดยโครงการไม่เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะอย่างรอบด้าน ทั้งที่ส่งผลกระทบมหาศาล แต่กลับเดินหน้าให้มีการประมูล ถือว่าละเมิดสิทธิ ประชาชนในข้อมูลข่าวสารและการแสดงความเห็น รวมถึงการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีการปฏิบัตตามข้อท้วงติงของสมาคมวิชาชีพ

นอกจากนี้ ทีโออาร์ยังมีปัญหา ชี้ชัดว่าเป็นทางเลียบแม่น้ำ ขาดการศึกษาทางเลือกที่หลากหลาย ให้เวลาศึกษารวบรัด แค่ 7 เดือน ไม่พบการทำแผนแม่บทที่ครบถ้วน ขาดการบูรณาการ ไม่พบการศึกษาครบถ้วนตามสาระสำคัญของทีโออาร์ โดยเฉพาะด้านชลศาสตร์ เป็นการด่วนสรุป โดยยังไม่ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานจำนวนมาก แต่ กทม.กลับเดินหน้าให้ประมูล อีกทั้ง ผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการรับฟังความเห็นประชาชน

"ไม่ใช่แค่เพียงผลกระทบทางกายภาพเท่านั้น มีความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนริมน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทยถึง 33 ชุมชน และ 9 ชุมชนที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกไล่รื้อ โดยที่ชุมชนไม่มีสิทธิในการเลือกตัดสินใจในกระบวนการนี้"  

อีกหนึ่งอย่างที่ไม่ทราบแน่ชัดคือเรื่องงบประมาณการสร้างที่โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็น 14,000 ล้านบาท หรือ 8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่มหาศาล เพราะเป็นเงินที่มาจากภาษีประชาชนที่จำเป็น ควรจะต้องนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมต่อการพัฒนาประเทศชาติ โครงการนี้สุ่มเสี่ยงเกินไป แต่ก็เหลือเวลาไม่นาน เพราะรัฐบาลจะเริ่มดำเนินการสร้างภายในปีนี้ และคาดว่าจะมีการตอกเสาเข็มในเดือน ก.ค.นี้. ดังนั้น ทางเครือข่ายภาควิชาชีพ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจและชุมชน จะรวบรวมข้อมูล และยื่นเรื่องต่อ สภาสถาปนิก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และศาลปกครอง เพื่อขอให้พิจารณาตรวจสอบโครงการ และระงับการดำเนินงานไว้ก่อน โดยจะเสนอภายในเดือนเมษายนนี้ 

อย่างไรก็ตาม แต่แม้จะมีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีผู้ร่วมลงชื่อยับยั้งการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 14 กม. ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ https://www.change.org มากถึง 28,369 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2560) 

แต่ทาง กทม. ยังคงมีท่าทีเมินเฉยต่อเสียงคัดค้าน และบอกว่าไม่กังวล เพราะเป็นเพียงเสียงส่วนน้อย อีกทั้งยังเป็นกลุ่มเดิมๆ พร้อมทั้งยืนยันที่จะเดินหน้าต่อไป โดยมีรายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะแรก 14 กม. ว่า ปัจจุบันได้จัดทำแบบก่อสร้างเสร็จแล้ว และจะขออนุมัติประกวดราคาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน เม.ย.นี้ คาดจะลงนามในสัญญาได้ในเดือน ก.ค.-ส.ค. ก่อนเริ่มตอกเสาเข็มในเดือน ก.ย. ใช้เวลาก่อสร้าง 18 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 61 หรืออย่างช้าต้นปี 62 โดยโครงการนี้จะเป็นทางจักรยานและถนนคนเดินสวนทางกันได้ และจะเป็นจุดแลนด์มาร์กเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ บริเวณสะพานพระราม 7 อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และท่าวาสุกรี 

แล้วเส้นทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยานี้จะมีทางออกร่วมกันอย่างไร รัฐบาลจะยอมชะลอโครงการเพื่อเริ่มต้นใหม่ แล้วเปิดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นของขวัญที่ยอมรับกันได้โดยแท้จริง หรือรัฐบาลจะลุยเดินหน้าประมูลโครงการนี้ต่อไป เพื่อให้เป็นของขวัญที่ถูกใจรัฐบาลแน่ๆ แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของทุกเสียงจากประชาชน  คงต้องติดตามกันต่อไป


คุณไกร ตั้งสง่า 
สมาชิกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย

"ไม่เห็นด้วยกับการทำทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะผิดทั้งหลักกฎหมาย หลักการผังเมือง วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ภูมิศาสตร์ ที่สำคัญไม่มีที่ใดในโลกที่จะเอาถนนไปไว้ในแม่น้ำ มีแต่จะให้ความสำคัญกับแม่น้ำ พัฒนาให้ริมแม่น้ำเป็นพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ ทำเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ หรือสวนสาธารระ อย่างเช่น สวนสันติชัยปราการ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ไม่ใช้ทำในรูปแบบถนน อีกอย่างคือจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบต่อการเดินเรือด้วย เพราะจะทำให้แม่น้ำแคบลง อยากให้คำนึงว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ควรทำลาย"

คุณต่อตระกูล ยมนาค 
อดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

"โครงการนี้เป็นโครงการที่นายกรัฐมนตรีอยากทำจริง แต่ไม่ได้ต้องการทำอะไรที่เสียชื่อ ตั้งใจจะเป็นของขวัญให้คนกรุงเทพฯ ตนก็มีโอกาสได้แจ้งว่ามีผู้คัดค้านว่าโครงการนี้ไม่เหมาะสม เนื่องจากกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน อีกทั้งส่งผลต่อสถานที่สำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่ง อาทิ วัดวาอารามและรัฐสภาแห่งใหม่ คิดดูว่าจะมีเสาเข็มตอกลงในแม่น้ำมากกว่าพันต้น จะส่งผลกระทบแค่ไหน ต่างประเทศมีการวิจัยว่าการกระทำเช่นนี้จะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตใต้น้ำอย่างไร แต่ของเราไม่ต้องศึกษาเลย อยากจะตอกก็ตอก นอกจากนี้ จะกระทบต่อการระบายน้ำด้วย นี่ยังไม่รวมถึงทำลายสายตาของนักท่องเที่ยว ที่จะเห็นแต่ปั้นจั่นไปอีกไม่รู้อีกกี่ปี แม้วิศวกรจะเป็นพวกที่ไม่รู้ว่าความงามคืออะไร แต่อันนี้ชัดเจนว่าเมื่อเสร็จแล้วจะเป็นสิ่งที่น่าเกลียดที่สุด วิศวกรส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน"

คุณจุลจักร จักรพงศ์ หรือฮิวโก้ 
ศิลปินนักร้อง ตัวแทนประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

"โครงการนี้ยังไม่ค่อยชัดเจนในหลายประการ และคนชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่เข้าใจ คำถามแรกคือ ทำไมต้องรีบสร้าง ถ้าโครงการดีจริงจะเริ่มสร้างเมื่อไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่ใช่เรื่องการป้องกันภัยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องรีบสร้าง คำถามที่สองคือ ทำไมต้องเป็นความลับ โดยเฉพาะกับผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ยังไม่นับเรื่องสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ที่จะมีผลกระทบต่อประเทศ กับคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงทำไมต้องปกปิด ไม่ชี้แจงให้ชัดเจน และคำถามสุดท้ายคือ ข้อเสียของการไม่สร้างโครงการนี้คืออะไร เราได้ยินเรื่องข้อเสียของการสร้างมาเยอะแล้ว ทั้งผลกระทบต่อคนที่อาศัยอยู่ ทั้งสิ่งแวดล้อม และประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ถ้าจะมีอะไรมาปิดบังก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า และถ้าเป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องก็ไม่ว่ากัน แต่เรายังไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องเหล่านั้นเลย และทำไมจึงยังไม่ได้รับคำตอบเหล่านี้ ผมจะพยายามช่วยเหลือเพื่อนแม่น้ำต่อไปจนกว่าจะได้รับคำตอบ"

คุณสาธิต ดำรงผล 
ตัวแทนชุมชนบางอ้อ  ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

"ปัจจุบันก็เข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ยากอยู่แล้ว ถ้าโครงการนี้เกิดจะยิ่งเข้าถึงได้ยากมากขึ้น วิถีชีวิตนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะเปลี่ยน ตอนนี้เขื่อนที่มีก็บดบังที่อยู่อาศัยเยอะแล้ว ถ้ามีทางเลียบนี้เพิ่มขึ้นอีกจะเป็นขนาดไหน เราไม่ทราบว่าถ้ามีถนนนี้อีก คนที่เดินถนนนี้จะมองคนที่อยู่ในบ้านอย่างไร จะเหมือนเดินสวนสัตว์ไหม คิดได้อย่างไรจะมาทำถนนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผลกระทบจะไม่ใช่แค่กับชุมชนริมเจ้าพระยาในเขต กทม. แต่กระทบถึงคนที่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าน้ำไหลช้าลง ก็จะไปเอ่อขึ้นทางเหนือ แล้วมันก็จะล้นจะทำลายพืชผลทั้งหมด อยากจะให้คนไทยทั้งประเทศเห็นว่าแม่น้ำสายนี้เป็นสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน ไม่ใช่ว่าใคเร หรือคณะใด คิดอยากจะทำอะไรโดยที่ไม่มีเหตุผลก็ทำได้"

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments