728 x 90

พร้อมรับมือคนกรุงเดินทาง ป้องกันอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์

img

ปลายปีที่ผ่านมาเว็บไซต์เวิลด์แอตลาส ยกให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนถนนมากที่สุดในโลก อัตรา 36.2 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคน โดยปี 2561 เพียง 3 เดือนแรกสถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นทุกเดือน ด้านขนส่งฯ คุมเข้มรถโดยสารสองชั้นเพื่อลดความสูญเสียช่วงสงกรานต์ 

ก่อนสงกรานต์ 61 คนไทยเสียชีวิตวันละ 45 ราย
ข้อมูลจากมูลนิธิเมาไม่ขับ ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนตั้งแต่ 1 ม.ค. - 31 มี.ค. 61 มีจำนวนสูงถึง 3,973 ราย หรือเฉลี่ย 45 รายต่อวัน มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวน 3,078 ราย เพิ่มขึ้น 895 ราย ทั้งนี้นับสถิติเฉพาะผู้เสียชีวิตบนท้องถนนในจุดที่เกิดเหตุเท่านั้น โดยยังไม่รวมกับผู้ที่ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเมื่อปี 2560 เทียบกับปี 2559 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่ามาในปีนี้เพียง 3 เดือนแรกก็เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 รายแล้ว เนื่องจากยังคงมีคนไม่เคารพกฎบนท้องถนนอยู่ เช่น ขี่จักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย การขับรถย้อนศร การใช้โทรศัพท์ ไม่นับถึงว่าเมาแล้วขับ ง่วงแล้วขับ หากยังใช้มาตรการเดิมๆ ก็ยังคงไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมคนใช้รถใช้ถนนให้อยู่ในกฏกติกาได้ ในเมื่อยังไม่สามารถลดภาวะเสี่ยงที่อยู่รอบตัวลง ฉะนั้นแล้วความสูญเสียที่เกิดจากอุบัติเหตุในปีนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก
สถิติผู้เสียชีวิตก่อนสงกรานต์
ช่วงสงกรานต์เสียชีวิต 441 ราย/ปี
ด้านสำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข เผยสถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างปี 2556 - 2560 พบว่า 5 ปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตรวม 2,205 ราย เฉลี่ยปีละ 441 ราย ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บสูงถึง 138,434 ราย เฉลี่ย 27,687 ราย กลายเป็นผู้พิการทุพพลภาพ 949 ราย เฉลี่ย 190 ราย ซึ่งคิดเป็น 4.6% ของผู้บาดเจ็บทั้งหมด โดยมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 24,700 ล้านบาท เฉลี่ย 5,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่ตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่ดื่มแอลกอฮอล์ ระหว่างปี 2558 - 2560 มีจำนวน 25,569 ราย เฉลี่ย 8,523 ราย มูลค่าความเสียหายจากอุบัติเหตุดื่มแล้วขับสูงถึง 3,450 ล้านบาท ตกปีละ 1,150 ล้านบาท

นอกจากนี้ จากการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่รถในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2560 พบผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 60% โดยผู้ที่มีปริมาณเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์สูงถึง 57.29% แต่ที่น่าสังเกตคือผู้ที่ให้ข้อมูลว่าตนไม่ได้ดื่มมา แต่ตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์กว่า 28%

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้วางแนวทางมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2561 โดยวันที่ 11 – 17 เมษายน เข้าสู่ช่วงควบคุมเข้มข้นซึ่งมุ่งเน้นเฝ้าระวังจำนวน 109 อำเภอ ใน 52 จังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง ภายใต้ 6 มาตรการสำคัญ ได้แก่       
1. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านคน 
2. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสิ่งแวดล้อม
3. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ 
4. มาตรการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว 
5. มาตรการความปลอดภัยทางน้ำ  
6. มาตรการด้านการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ 

โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นตามมาตรการ 1 ร. 2 ส. 3 ข. 4ม. (10 รสขม.) ได้แก่ 
1. ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 
2. ขับรถย้อนศร 
3. ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร        
4. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 
5. ไม่มีใบขับขี่ 
6. แซงในที่คับขัน 
7. เมาสุรา 
8. ไม่สวมหมวกนิรภัย 
9. มอเตอร์ไซค์ไม่ปลอดภัย
10.ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ

ปี 60 อุบัติเหตุ รถโดยสารสาธารณะลด
จากกรณีอุบัติเหตุรถบัสนำเที่ยวจนมีผู้เสียชีวิต 18 รายที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กับเหตุไฟไหม้รถบัสแรงงานเมียนมาร์ที่มีผู้เสียชีวิต 21 ราย ใน อ.แม่สอด จ.ตาก จนสำนักข่าวรอยเตอร์ ถึงกับรายงานว่าถนนในเมืองไทยอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แม้ว่าจะมีข่าวสลดเกิดขึ้นทุกปี แต่สถานการณ์ภาพรวมในปี 2560 ดีขึ้น โดยศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เผยสถิติอุบัติเหตุรถโดยสารขนาดใหญ่ พบว่าเกิดเหตุ 171 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 47 ราย บาดเจ็บ 914 ราย ลดลงจากปีก่อน ขณะที่รถโดยสาร 1 ชั้นเกิดเหตุมากกว่ารถ 2 ชั้น ส่วนรถประจำทางก็ประสบอุบัติเหตุมากกว่ารถรับจ้าง ซึ่งปัจจัยหนึ่งอาจมาจากปริมาณรถที่วิ่งมีมากกว่า ทั้งนี้หากนับเฉพาะรถทัศนศึกษาเกิดเหตุ 10 ครั้ง เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บ 191 ราย ซึ่งรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่รถตู้โดยสาร เกิดอุบัติเหตุ 252 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 229 ราย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา แต่ผู้บาดเจ็บลดลงมาอยู่ที่ 952 ราย

ศวปถ. วิเคราะห์ว่าในแต่ละปีอุบัติเหตุเกิดมากใน 2 ช่วง คือ เดือน มี.ค. - พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอม มีการพานักเรียนและครูไปทัศนศึกษา รวมถึงเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเดือน ก.ย. - ธ.ค. แต่หลังจากมีการบังคับให้ติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ (GPS) ทุกคัน และไม่ใช้ความเร็วเกินอัตรา 90 กม./ชม. ซึ่งจากกรณีไฟไหม้รถตู้ที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ได้เลื่อนการบังคับใช้กับรถตู้โดยสารเร็วขึ้น ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. 60 ส่วนรถโดยสารขนาดใหญ่ บังคับใช้ตั้งแต่เดือน พ.ค. 60 ทำให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ อันเนื่องมาจากพนักงานขับรถเกรงถูกจับ เพราะบทลงโทษมีความรุนแรงขึ้น

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้อำนวยการ ศวปถ. กล่าวว่า แบบแผนของความเสี่ยงที่พบมากคือ ใช้ความเร็วเกินกำหนด และพนักงานขับรถต่อเนื่องจนอ่อนล้าหรือหลับใน ซึ่งมาตรการที่ออกมาถือว่าทำได้ดี เนื่องจากอุบัติเหตุลดลง แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เช่น ไม่มีการบังคับให้รถโดยสารสาธารณะระหว่างอำเภอติดระบบจีพีเอส ซึ่งมีการเดินรถระยะทางไกลพอสมควร และมีการนำมาเช่าเหมาอย่างเคสอุบัติเหตุที่ อ.แม่สอด ส่วนรถตู้ส่วนบุคคลมีการลักลอบรับผู้โดยสารแบบเช่าเหมา จึงควรยกระดับมาตรการขึ้น อีกทั้งควรเพิ่มข้อมูลลักษณะทางกายภาพของถนนและความเสี่ยงไว้ในระบบจีพีเอส รถที่วิ่งขึ้นลงภูเขาและทางลาดชันไม่อาจยึดความเร็วที่ 90 กม./ชม. ได้ อย่างกรณีที่ อ.วังน้ำเขียว รถก็ติดจีพีเอสและลงเขาด้วยความเร็ว 83 กม./ชม. เครื่องจึงไม่แจ้งเตือน แต่จริงๆ แล้วทางหลวงกำหนดไม่เกิน 60 กม./ชม. หรือในเขตเมืองความเร็วก็ต้องลดลง และระยะยาวควรปรับปรุงระบบใหม่ ในเรื่องการให้อนุญาตประกอบการ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีความพร้อมขอได้ง่าย จึงเป็นจุดอ่อนเรื่องความปลอดภัย ฉะนั้นรัฐควรสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเพื่อให้มีระบบการจัดการที่ดีขึ้น เช่น หากคนขับรถไม่เพียงพอก็มีหมุนเวียนกัน การตรวจสอบสภาพและบำรุงรถร่วมกันเพื่อลดต้นทุน เพื่อให้มีความพร้อมในด้านความปลอดภัยมากขึ้น 

ขนส่งฯ คุมเข้มรถทัวร์สองชั้น
ล่าสุดกรมการขนส่งทางบก ได้มีการออกมาตรการด้านความปลอดภัยรถโดยสารสองชั้น ก่อนวันที่ 11 เม.ย. 61 ให้รถโดยสารเช่าเหมาที่วิ่งเสริม บขส. ทุกคัน เข้าตรวจสภาพพร้อมกับติดหนังสือรับรองการตรวจสภาพรถที่หน้ารถ รวมถึงกำหนดไม่ให้ใช้เส้นทางเสี่ยงขึ้นเขาลงเขา และพื้นที่ลาดชัน พนักงานขับรถ มีใบอนุญาตถูกต้อง มีความพร้อม พักผ่อนเพียงพอ และตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์

ทั้งนี้จะมีการตั้งจุดเช็คพอยท์จำนวน 19 แห่ง ใน 16 จังหวัด โดยจะเรียกรถโดยสาร 2 ชั้นเช่าเหมาตรวจสอบรถทุกคันที่ผ่าน ขณะเดียวกันยังมีการตั้งศูนย์ GPS ส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อควบคุมและกำกับพฤติกรรมผู้ขับรถแบบ Realtime Online เมื่อพบพฤติกรรมเสี่ยงจะมีการบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อสกัดจับทันที เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานขับรถใช้ความเร็วเกินอัตรา และมีชั่วโมงการทำงานเกินกำหนด หากฝ่าฝืนลงโทษขั้นสูงสุดในทุก กรณีความผิด ทั้งพนักงานขับรถ ถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายการขนส่งทางบก และผู้ประกอบการ มีสิทธิ์ถูกเพิกถอนทะเบียนรถ และระงับใบอนุญาตประกอบการสูงสุด 6 เดือน ตามคำสั่ง คสช. ที่ 15/2560

สำหรับประชาชน สามารถร่วมติดตามรถโดยสารสาธารณะผ่าน Application “DLT GPS” ดาวน์โหลดได้ทั้ง App Store หรือ Google Play หรือสแกน QR Code บนสติ๊กเกอร์ประชาสัมพันธ์ที่ติดบนรถโดยสารสาธารณะ

ส่วนมาตรการระยะยาว จะทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลรถที่ยังคงค้างรอประกอบในโรงงาน และนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก เพื่อพิจารณามาตรการในการจดทะเบียนรถโดยสาร 2 ชั้นต่อไป รวมทั้งจะมีพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาตรการจำกัดพื้นที่การใช้งานรถโดยสาร 2 ชั้น หรือกำหนดท้องที่หรือเส้นทางในการใช้รถโดยสาร 2 ชั้นที่เหมาะสม

ขณะที่มาตรการที่มีผลใช้บังคับแล้ว ได้แก่ ด้านตัวรถโดยสาร 2 ชั้น โดยรถโดยสาร 2 ชั้นจดทะเบียนใหม่ ต้องไม่เกิน 4 เมตร ติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ (GPS) ทุกคันติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง เครื่องดับเพลิง อย่างน้อยชั้นละ 2 เครื่อง มีประตูฉุกเฉินทั้งสองชั้น พร้อมติดไฟ “EXIT”, ติดกระจกเทมเปอร์ (Tempered Safety Glass) อย่างน้อยด้านละ 1 บาน พร้อมค้อนทุบกระจกและติดเครื่องหมาย “ทางออกฉุกเฉิน”, ต้องมีเครื่องหมายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงประจำรถ สำหรับแสดงเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทาง อีกทั้งยังต้องนำรถทดสอบการทรงตัวไม่ต่ำกว่า 30 องศา และเข้าตรวจสภาพกับกรมการขนส่งทางบก โดยใช้เครื่องตรวจสภาพแบบอัตโนมัติปีละ 2 ครั้ง 

นอกจากนี้ ยังได้มีการประกาศใช้มาตรการด้านตัวรถโดยสาร 2 ชั้นเพิ่มเติม ได้แก่ กำหนดมาตรฐานความแข็งแรงโครงสร้างตัวถังรถโดยสาร โดยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล UN R66 กำหนดมาตรฐานความแข็งแรงของที่นั่ง จุดยึดที่นั่งและจุดยึดเข็มขัดนิรภัย ตามมาตรฐานสากล UN R14, R17, R80 กำหนดคุณสมบัติด้านการลุกไหม้ การลามไฟของวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในรถโดยสาร ตามมาตรฐานสากล UN R118 โดยจะมีผลใช้บังคับ 1 ม.ค. 2562

แม้จะมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ เซฟชีวิตและลดความเสียหายที่เกิดขึ้นบนท้องถนน ซึ่งจะหวังพึ่งพาเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาเข้มงวดกวดขันเพียงอย่างเดียวสถิติก็คงไม่มีทางลดลง หากแต่ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนไม่ร่วมมือกัน ในการปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง เพื่อให้ถนนเมืองไทยเราลดความอันตรายลง มิเช่นนั้นปีนี้ไทยเราก็คงจะครองแชมป์โลกที่ไม่น่าภาคภูมิใจอีกสมัย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคราบน้ำตาจากการสูญเสียของคนที่รักก็คงไม่มีวันเหือดแห้งไปจากท้องถนนเมืองไทย 


นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ
“การเฝ้าระวังอุบัติเหตุบนถนนเพียงปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และเทศกาลสงกรานต์ ไม่สามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงได้ รัฐบาลต้องประกาศสงครามกับอุบัติเหตุบนท้องถนน เหมือนกับประกาศสงครามกับความยากจนหรือยาเสพติด ถ้าไม่ทำคนไทยก็จะเสียชีวิตบนท้องถนนอยู่อย่างนี้ ต้องมีนโยบายแรงๆ เช่น ภายในปีหน้าต้องลดการสูญเสียจาก 2 หมื่นกว่าคนลง โดยต้องไม่เกิน 1.5 หมื่นคน และทุกเดือนต้องมาประเมินสถานการณ์ว่าดีขึ้นหรือไม่ เพราะเรามีตัวเลขทุกวัน”
นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผอ.ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)
“ปัจจุบันมีการกำหนดเรื่องการเข้าสู่ระบบของผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ การกำกับและควบคุมด้านความปลอดภัยแล้ว แต่ยังขาดความเข้มข้นด้านการตรวจสอบ เนื่องจากเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว พบว่ากระบวนการตรวจสืบสวนหาสาเหตุ ยังไม่มีการจัดการระบบที่ดีพอ ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานก็ลงพื้นที่ แต่เมื่อหาสาเหตุได้แล้ว ยังไม่มีการกำหนดว่ามาตรการต่อไปจะทำอย่างไร อย่างในสหรัฐฯ มี National Transport Safety Board ที่เป็นหน่วยงานอิสระ มาสืบหาสาเหตุเครื่องบินตกหรือรถบัสคว่ำ สามารถชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องนำไปปรับปรุงต่ออย่างไร ซึ่งในไทยไม่มี ทำให้หลายเหตุการณ์ไม่ถูกแก้ไข และเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำรอยเดิม” 
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผอ.ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)
[English]
Thailand’s Road Fatalities on a Rise during Jan-Mar’18

Thailand was named by online travel information website World Atlas as one of the countries with the highest road fatalities of 36.2 per 100,000 people in 2017.  And the situation looks grimmer during the first quarter of 2018, when death on Thai roads have been on the rise. 

Don’t Drive Drunk Foundation said that Thailand’s road fatalities during January and March this year stood at 3,078.  When compared with the same time of last year, the latest number, which took into account only those killed on site is 895 higher.  The increase in the number of deaths continued to be blamed on motorists’ failure to abide by traffic laws as many have been using phone while driving and motorcyclists have been driving without wearing helmets.

According to the Department of Non-Communicable Diseases at the Ministry of Public Health, Thailand has suffered an economic loss of over 5.0 billion baht during 2013 and 2017, due to road fatalities throughout the annual Songkran holiday period alone.

More specifically, it was revealed that injuries and deaths caused by alcohol consumption have cost Thailand an average of 1.15 billion baht in economic loss each year during 2015 and 2017.

For this year, the Road Safety Center has planned to step up road accident prevention measures during the Thai New Year holiday, with the highest alert set from April 11 to 17 in 109 districts of 52 provinces, where risks of road fatalities are high.

The Department of Land Transport also launched a safety program that calls for mandatory checkups of double-decker buses and imposes bans on certain routes as well as demands an inspection and a test on all drivers, while 19 special checkpoints in 16 provinces along with nationwide GPS centers will be set up to monitor all public transport drivers, for instance.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments