728 x 90

ครม. หั่นภาษีรถยนต์ไฟฟ้าเหลือ 0% เป็นเวลา 3 ปี

img

ครม. อนุมัติ ปรับปรุงอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้าเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563- 31 ธ.ค. 2565 รวมทั้งปรับอัตราภาษีรถกระบะที่ใช้มาตรฐานยูโร 5 และบี20 ให้ลดลงด้วย 0.5-2% หวังลดค่าเฉลี่ยรถยนต์ที่ปล่อยฝุ่นลง 5 เท่า เหลือ 100 กรัม/คัน/ปี ซึ่งจะทำให้ฝุ่นที่เกิดจากรถยนต์ลดลง 76 ล้านกรัม/ปี

โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม. มีมติเห็นชอบการปรับปรุงภาษียานพาหนะ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5-PM10) ตามที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ ตามที่กรมสรรพสามิตเสนอ คาดสูญเสียรายได้จากงบส่วนนี้ประมาณ 1,500 ล้านบาท

ซึ่งมาตรการที่ได้รับการอนุมัติมีดังนี้
1. ปรับลดภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้มีอัตราภาษีพิเศษ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และฝุ่นจากท่อไอเสีย โดยปรับลดอัตราภาษีที่ปัจจุบันเก็บอยู่ 2% ให้ลดลงเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2565 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 3 ปี และหลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 - 31 ธันวาคม 2568 จะให้ใช้อัตราภาษีที่ 2% และรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตหลังปี 2568 ให้ใช้อัตราภาษีที่ 8% ตามเดิม ซึ่งมาตรการนี้คาดว่าจะสูญเสียรายได้ราว 300 ล้านบาท
2. ปรับลดอัตราภาษีรถยนต์กระบะ และรถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) โดยปรับลดอัตราภาษีรถบนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลทั้ง 2 ชนิด เพื่อยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียของรถยนต์ ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จากมาตรฐานยูโร 4 (PM ไม่เกิน 0.025) ในปัจจุบันเป็นมาตรฐานยูโร 5 (PM ไม่เกิน 0.005) ให้เร็วยิ่งขึ้น โดยคาดว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 100 ล้านบาท

ซึ่งหากรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลใช้เชื้อเพลิงประเภทไบโอดีเซลไม่น้อยกว่า 20% เป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิง จะสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยฝุ่น PM ลงได้ ทั้งยังจะเป็นการลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับอัตราภาษีสรรพสามิตตามการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และการปล่อยฝุ่น PM หรือการที่เครื่องยนต์สามารถใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของบี20 ได้ มีดังนี้
1. รถยนต์กระบะ (No Cab) ที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 2.5% เหลือ 2% ส่วนที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดลงจาก 4% เหลือ 3%
2. รถยนต์กระบะ (Space Cab) ที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 4% เหลือ 3% ส่วนที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดลงจาก 4% เหลือ3% ส่วนที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดลงจาก 6% เหลือ 5%
3. รถยนต์กระบะ (Double Cab) ที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 10% เหลือ 9% ส่วนที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดลงจาก 4% เหลือ3% ส่วนที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดลงจาก 13% เหลือ12%
4.รถยนต์กระบะ4 ประตู (Double Cab) แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 175 กรัม/กิโลเมตร ปรับลดอัตราภาษีจาก 8% เหลือ 6% 
สำหรับมาตรการนี้คาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ราว 1,000 ล้านบาท

ทางด้านนายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี ในฐานะรองโฆษกกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การที่ ครม.เห็นชอบมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายการลดมลพิษPM คาดว่า จะทำให้ต้นทุนทางภาษีของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในปี 2563-2565 รวมถึงผู้ผลิตรถกระบะที่ใช้เครื่องยนต์ยูโร 5 ที่ปล่อยฝุ่น PM ไม่เกิน 0.005 กรัม/กิโลเมตร และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลบี 20 ลดลง โดยประเมินว่าหากรถราคาคันละ 1 ล้านบาท จะลดลงคันละ 2-3 หมื่นบาท และหากค่ายรถมีการทำโปรโมชันราคาก็จะลดลงได้อีก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม คาดว่า มาตรการนี้จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์ พัฒนามาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ให้มีประสิทธิภาพในการลดฝุ่น PM ตามมาตรฐานยูโร 5 ได้เร็วยิ่งขึ้น และจะลดค่าเฉลี่ยรถยนต์ที่ปล่อยฝุ่น PM ลง 5 เท่า เหลือ 100 กรัม/คัน/ปี และส่งผลให้ปริมาณฝุ่น PM ที่ปล่อยมาจากรถยนต์ในแต่ละปี ลดลง 76 ล้านกรัม/ปี และที่สำคัญจะลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน และค่าใช้จ่ายภาครัฐเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลด้วย

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments