728 x 90

มาตรฐานเครื่องสำอางไทยกับความปลอดภัยผู้บริโภค

img

ตลาดเครื่องสำอางไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมคนยุคใหม่ที่หันมาดูแลความงามมากขึ้น ส่งผลให้ปี 2560 มีมูลค่ารวมสูงถึง 5.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 3.8% ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการรับรองก็ยังมีวางจำหน่ายเกลื่อนตลาด โดยเฉพาะช่องทางการขายออนไลน์ ที่ใช้กลยุทธ์ทางการโฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงซื้อได้มากที่สุด

ผู้บริโภคยุคใหม่ซื้อเครื่องสำอางง่าย จ่ายออนไลน์สะดวก
จากผลสำรวจพฤติกรรมการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดย Visa ชี้ให้เห็นว่า 73% ของกลุ่มสำรวจนิยมชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าเงินสด โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดถึง 83% เมื่อเทียบกับตลาดทั่วไปที่ 68% และจากกลุ่มสำรวจ 60% คิดว่าการถือเงินสดนั้นไม่ปลอดภัยอีกต่อไป โดยจำนวนผู้บริโภคชาวไทย 67% เลือกที่จะชำระเงินแบบอัตโนมัติ

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคยุคใหม่ ด้วยปัจจัยด้านความสะดวกสบายที่ไม่ต้องออกไปเดินซื้อตามห้างสรรพสินค้าหรือท้องตลาด รวมถึงราคาที่ถูกกว่าและมีการส่งเสริมการขาย อีกทั้งบางผลิตภัณฑ์ยังได้รับการรีวิวสร้างความน่าเชื่อถือจากดารา หรือบุคคลผู้มีชื่อเสียง อย่างกรณีที่มีเหตุการณ์การร้องเรียนบริษัทเครื่องสำอางและอาหารเสริมรายหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น และพบว่ามีสินค้าด้านความงามผิดกฎหมายวางจำหน่ายจำนวนมาก

โดยข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ล่าสุด ระบุว่า มีการจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องสำอางผิดกฎหมาย รวม 101 ครั้ง พบผู้กระทำผิด 148 คน จำนวนของกลาง 1,019 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 185 ล้านบาท แยกเป็นผลิตภัณฑ์ยา อาหาร เครื่องสำอาง วัตถุอันตราย วัตถุออกฤทธิ์อันตรายต่อจิตประสาท

ช่องโหว่ อย. ออนไลน์
ขณะที่การลงพื้นที่ตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ อย. ในแหล่งค้าเครื่องสำอางและอาหารเสริมขนาดใหญ่ในตลาดใหม่เขตดอนเมือง ช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า มีสินค้าผิดกฎหมายวางจำหน่ายจำนวนมาก ทั้งที่เป็นอาหารเสริมและเครื่องสำอาง ซึ่งเครื่องสำอางส่วนมากไม่มีเลขที่ใบรับแจ้ง ขณะที่อาหารเสริมมีการทำเลขสารบบอาหารปลอมขึ้นมา รวมทั้งมีการนำเลข อย. ของสินค้าอื่นมาติดบนฉลากอีกด้วยหรือที่เรียกว่า การ “สวมเลข อย.”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า อย. ไม่เข้มงวดกับการกำกับดูแลมากพอ มีระบบการจดทะเบียนที่  หละหลวม โดยเฉพาะการกำกับดูแลเครื่องสำอางที่กำหนดเพียงให้ทำการจดแจ้งผ่านระบบออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ด้านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ออกมาเสนอแนะให้ อย. ยกเลิกระบบการจดแจ้งเครื่องสำอางออนไลน์ และอย่างน้อยควรไปจดแจ้งโดยตรงกับ อย. เพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันว่าใครเป็นผู้ผลิตและสถานที่ผลิตเป็นไปตามที่ระบุหรือไม่ เพราะปัจจุบันการควบคุมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริม ทำเพียงแค่แจ้งข้อมูลชื่อ ส่วนประกอบ สารประกอบเท่านั้น ไม่ได้ตรวจตัวผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวดก่อนอนุญาตให้เลข อย. อย่างผลิตภัณฑ์ยา 

ด้านคุณธารทิพย์ สุวรรณเกศ นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การยกเลิกระบบจดแจ้งเครื่องสำอางออนไลน์ อาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น เนื่องจากปัญหาไม่ได้เกิดจากการยื่นจดแจ้ง แต่เกิดจากการเติมสารที่ไม่ได้แจ้ง อย. ในสินค้าที่วางขาย หรือผลิตสินค้า  โดยปลอมแปลงเลขที่ใบรับแจ้ง อีกทั้งการตรวจสอบจะเกิดเฉพาะในช่วงการขอจดทะเบียนเท่านั้น ไม่ได้มีการสุ่มตรวจสอบสินค้าเมื่อวางขายในตลาด

นอกจากนี้ การยกเลิกระบบการจดแจ้งทางออนไลน์ไม่สามารถทำได้ เนื่องด้วยประเทศไทยได้ลงนามในข้อตกลง Agreement on ASEAN Harmonized Cosmetic Regulatory Scheme (AHCRS) ซึ่งกำหนดให้ประเทศภาคีใช้ระบบจดแจ้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่จำหน่ายแทนการจดทะเบียน เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อื่นๆ อย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา

แนะแนว อย. เข้มงวด ตรวจสอบสินค้า
ปัจจุบัน อย. เป็นหน่วยงานที่มีสำนักงานแค่ในส่วนกลางและมีอัตรากำลังเพียง 700 กว่าคน ทำหน้าที่กำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งจากจำนวนและภาระหน้าที่แล้วทำให้ไม่สามารถตรวจสอบสินค้าเครื่องสำอางที่วางจำหน่ายในตลาดทั้งหมดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสุ่มตรวจสอบสินค้าในระดับท้องถิ่น

โดยนักวิจัยแห่งทีดีอาร์ไอ ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาเป็น 2 ระยะ คือ ในระยะสั้น อย. ต้องร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เข้มงวดกับการลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบสินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดรวมถึงสินค้าออนไลน์ทุก 3-4 เดือน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

ส่วนในระยะยาว อย. อาจพิจารณาว่าจ้างหน่วยงานภายนอก เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าหลังวางขาย หากกำลังคนไม่เพียงพอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะไม่มีการใช้สินค้าที่มีการแอบอ้าง อย. อยู่

อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐเริ่มเข้มงวดเอาจริงกับการตรวจสอบสินค้าด้านความงามมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ผู้บริโภคอย่างเราต้องไม่ลืมคำนึงถึงคือ การตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตัวเอง เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้กลายเป็นเหยื่อของ “ยาเถื่อน-เครื่องสำอางปลอม” แบบไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นการผลิต จำหน่าย หรือโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน อย. 1556 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments