728 x 90

สตาร์ทอัพ ก้าวสำคัญของเศรษฐกิจไทย

img

สตาร์ทอัพ ยังคงเป็นธุรกิจมาแรงในยุคนี้ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในปี 2560 มีการเพิ่มขึ้นของสตาร์ทอัพทั่วไปกว่า 8,000 ราย จากช่วง 2-3 ปีก่อนที่มีเพียงแค่ระดับหลัก 100 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 80% โดยสตาร์ทอัพด้านระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์จะเติบโตแบบก้าวกระโดด  

จากผลสำรวจของ PeoplePerHour บริษัทจัดหางานอิสระ เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับชาวสตาร์ทอัพในเอเชีย และเป็นอันดับ 7 ของโลก

แน่นอนว่าการจะสนับสนุนให้สตาร์ทอัพไทยแจ้งเกิดได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการปล่อยสินเชื่อสำหรับทำธุรกิจ สร้างหน่วยงานที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงสร้างโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ควบคู่กันไป

ผุดสตาร์ทอัพ คอมเพล็กซ์
ตามนโยบายของรัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจไทย กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อการค้าระหว่างประเทศอย่างครบวงจร หรือ สตาร์ทอัพ คอมเพล็กซ์ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง

นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า สตาร์ทอัพ คอมเพล็กซ์ เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือ 
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน สตาร์ทอัพ กลุ่มผลิตภัณฑ์/ธุรกิจบริการ และแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพในตลาดระดับประเทศและระดับสากล

โดยปรับปรุงกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดา ให้เป็นแหล่งส่งเสริมและพัฒนาสตาร์ทอัพแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ, ให้ความรู้, จัดทีมให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆ, การจดทะเบียน,
การเจรจาธุรกิจ,การทำตลาดสู่ต่างประเทศ, เป็นแหล่งนัดหมายให้พบกับสถาบันการเงินและบริษัทด้านเทคโนโลยี และเน้นย้ำการตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการค้าระหว่างชาติอย่างครบวงจร คาดว่าเริ่มดำเนินการได้ภายในช่วงปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561
เมืองฮิตสำหรับสตาร์ทอัพทั่วโลก
ธนาคารพาณิชย์หนุนสตาร์ทอัพ
ด้านธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ออกนโยบายเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพอย่างเต็มที่ ทั้งการเปิดโครงการใหม่ๆ เพื่อบ่มเพาะนักธุรกิจหน้าใหม่ในวงการ

ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ฟินเทคทั่วโลกเป็นสตาร์ทอัพที่มีการลงทุนมหาศาล ในอเมริกามีมูลค่าการลงทุน 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 42,900 ล้านบาท ในอังกฤษมีมูลค่าการลงทุน 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 19,800 ล้านบาท ขณะที่ไทยมีประมาณ 100 ล้านบาท แสดงว่ายังมีสตาร์ทอัพฟินเทคจำนวนน้อย และขาดความเข้าใจด้านการลงทุน

ดังนั้น ผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ จึงตั้ง Digital Ventures ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนสตาร์ทอัพ ให้คำปรึกษาทั้งด้านเทคโนโลยี การระดมทุน โดยเฉพาะสตาร์ทอัพสายฟินเทค เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการการเงินของประเทศ

ไม่เพียงแต่สนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน
ฟินเทคเท่านั้น แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ยังให้โอกาสสตาร์ทอัพด้านอื่นๆ ทั้งยังตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป พร้อมกับการสร้างโอกาสให้ธุรกิจในยุคที่ดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ

“เราได้เปิดโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพภายใต้ชื่อ Digital Ventures Accelerator (DVA) ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ จะได้รับความรู้พื้นฐานของการเป็นผู้ประกอบการ ได้รับคำปรึกษาจากเมนทอร์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยทางโครงการจะคัดเลือกสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับ Financial Technology 50% และสตาร์ทอัพทางด้านอื่นอีก 50% เพื่อ สร้างสรรค์นวัตกรรมที่หลากหลายตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจได้” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าว

ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงไทย ได้เปิดพื้นที่ให้กับบุคคลที่สนใจด้านสตาร์ทอัพ ผ่านโครงการ Krungthai Young Enterprise Awards 15th ส่งเสริมเยาวชนให้เกิดการเรียนรู้ในการเป็นนักธุรกิจเช่นกัน

ศิริพร นพวัฒนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการ
ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า โครงการฯ จัดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ให้กับกลุ่มบุคคลที่สนใจในธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพในการสร้างธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยผู้ที่เข้ารอบในโครงการนี้จะได้รับการอบรม เสริมสร้างทักษะด้านต่างๆ ต่อยอดทำธุรกิจให้ก้าวหน้าต่อไป
การเติบโตของสตาร์ทอัพไทย
ฟินเทคสตาร์ทอัพมาแรง
จากแนวโน้มการทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการใช้พร้อมเพย์ การใช้เครื่องรูดบัตรเครดิต (อีดีซี) รวมถึงการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด ที่ธนาคารต่างๆ เร่งพัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้งานได้พร้อมกันในไตรมาส 4 ที่จะถึงนี้

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า โมบายแบงก์กิ้ง มีผู้ใช้งาน 12 ล้านคน เติบโตถึง 50% ต่อปี ซึ่งเป็นผลจากประชาชนเริ่มเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง มีผู้ใช้งาน 13 ล้านคน โดยเติบโตเกือบ 20% ต่อปี

รัชดา เสริมศิลปกุล ผู้อำนวยการการตลาดและการขาย ME by TMB เปิดเผยว่า ME by TMB เปรียบเสมือนสตาร์ทอัพ หรือ ฟินเทค มาตั้งแต่ในตอนที่กระแสยังไม่ชัดเจนเท่าทุกวันนี้ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2555 ธนาคารมีตัวเลขการเติบโตของลูกค้า ME by TMB ต่อเนื่องทุกปีเฉลี่ย 110% และมียอดเงินฝากโต 80% ต่อปีและยอดฝากเงินต่อบัญชีเฉลี่ย 205,254 ล้านบาท 

อีกทั้งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารทหารไทยได้พัฒนาบัญชีธุรกิจ TMB SME One Bank เพื่อให้ลูกค้าเอสเอ็มอีและกลุ่มสตาร์ทอัพ โอน-รับ-จ่าย ข้ามธนาคาร ข้ามเขต ได้ทันที ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไม่จำกัดจำนวนเงิน ผ่าน TMB Business Touch 

ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรปลุกกระแสตื่นตัวเรื่องฟินเทค จัดโครงการ FinTech Challenge ภายใต้แนวคิด “FAST FORWARD FOR THE FUTURE” เพื่อค้นหานวัตกรรมที่ตอบโจทย์หรือขจัดอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริงในตลาดเงิน ตลาดทุน และประกันภัย มาปรับใช้กับธุรกิจเพื่อให้ลูกค้าให้มีทางเลือกมากขึ้น ต้นทุนต่ำลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

หลังจากสตาร์ทอัพกำลังเป็นที่นิยม ธุรกิจฟินเทค ก็เป็นที่จับตามองมากขึ้น เพราะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี อย่าง รีฟินน์ บริษัทสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ โดยที่ผ่านมาได้มีการเจรจาเพื่อขยายช่องทางธุรกิจและความร่วมมือทางธุรกิจเช่นกัน 

กรณ์ จาติกวณิช ประธาน บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ ในปีแรกที่ผ่านมา 
รีฟินน์สามารถเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือลูกค้าในการรีไฟน์แนนซ์บ้านได้กว่า 600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่อ รวม 1,300 ล้านบาท โดยที่แต่ละครอบครัวสามารถลดภาระการชำระหนี้ได้กว่าเดือนละ 6,000 บาท ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้รีไฟแนนซ์บ้านดีขึ้น

เราจะเห็นว่าองค์กรใหญ่ๆ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทเอกชนต่างๆ ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี เริ่มหันมามองการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และให้โอกาสนักธุรกิจหน้าใหม่เดินเข้ามาในวงการมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบสนองนโยบายสนับสนุนสตาร์ทอัพของรัฐบาล เพื่อหวังให้เกิดความยั่งยืนต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย 


อภิรดี  ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์
“การจัดตั้งสตาร์ทอัพ คอมเพล็กซ์ จะเหมือนกับหลายๆ ประเทศที่ดำเนินการตั้งศูนย์แบบครบวงจร เช่น ประเทศสิงคโปร์  เบื้องต้นกระทรวงจะคัดเลือกกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มที่ได้รับรางวัล มาทำการบ่มเพาะต่อยอดให้มีศักยภาพ พร้อมทั้งให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการบริการจัดการธุรกิจ  ระบบบัญชี  การทำการตลาดไปสู่ต่างประเทศ, การเจรจาทางธุรกิจ และอื่นๆ เป็นต้น”

ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ ก.ล.ต.
“ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเกือบทุกฟังก์ชั่นของการทำงานและมีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน  สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า FinTech จะเข้ามามีบทบาทและอาจจะเข้ามาแทนที่ธุรกรรมภาคการเงินแบบทั่วๆ ไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้"

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments