728 x 90

เปิดแผน กรุงเทพฯ มุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ

img

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าในกรุงเทพฯ มีถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 151,762 ล้านถังวางกระจัดกระจายไปทั่วเมือง เพราะถ้าเปรียบถังเหล่านี้คือภาชนะที่บรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่คนกรุงเทพฯ จะร่วมกันปล่อยออกมาในปริมาณ 53.74 ล้านตัน ภายในปี 2563 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า

คนกรุงเทพฯ ร่วมกันปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก คนละ 7.3 ตันต่อปี
กรุงเทพฯ เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่มากอีกเมืองหนึ่งของโลก จากแผนแม่บทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2556-2566 ระบุว่า สถิติการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของคนกรุงเทพฯ รวมกันกว่า 43.87 ล้านตันในปี 2556 หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อคน ก็ตกประมาณ 7.3 ตันต่อปีเลยทีเดียว โดยเกิดจากการใช้ยวดยานพาหนะในภาคขนส่ง จากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ในการผลิตกระแสไฟฟ้า การจัดการขยะและน้ำเสีย เช่น การใช้เชื้อเพลิงในการขนส่ง การกำจัดขยะ การบำบัดน้ำเสีย รวมถึงการวางผังเมืองที่สามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียง 45,000 ตันต่อปี เพราะปัจจุบันกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวนสาธารณะและสวนหย่อมคิดเป็นพื้นที่เพียง 22,098 ไร่เท่านั้น 

เปิดแผนแม่บทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2556-2566
กรุงเทพฯ จัดทำแผนปฏิบัติการว่าด้วยการลดปัญหาภาวะโลกร้อน พ.ศ. 2550 - 2555 และได้ต่อยอดในการจัดทำแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2556 - 2566 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Japanese International Cooperation Agency - JICA โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบการทำงาน มุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำที่พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีมาตรการที่เสนอไว้ในแผนแม่บทฯ ครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การขนส่งที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2) การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานทางเลือก 3) การจัดการขยะและการบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ 4) การวางผังเมืองสีเขียว และ 5) แนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

จากการคาดการณ์ของภาคส่วนต่างๆ ในปี 2563 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของคนกรุงเทพฯ จะพุ่งสูงถึง 53.74 ล้านตัน เพิ่มจากสถิติในปี 2556 กว่า 9.87 ล้านตัน
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีต่างๆ กันในปี 2563
มาตรการภาคขนส่ง 
คาดการณ์ว่าภาคขนส่งจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเป็น 17.91 ล้านตัน ในปี 2563 แผนแม่บทฯ จึงเสนอให้มีมาตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง การขยายโครงข่ายรถไฟฟ้า BTS และ MRT การส่งเสริมการเดินทางด้วยจักรยานเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญ ซึ่งทางกรุงเทพฯ จะทำการสร้าง/เพิ่มเส้นทางจักรยานเพื่อให้การใช้จักรยานมีความสะดวกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หากดำเนินการได้อย่างบรรลุเป้าหมาย ก็จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3.0 ล้านตัน ในปี 2563

มาตรการภาคพลังงาน 
การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงาน ซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ มีสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่น จากการคาดการณ์ ในปี 2563 จะมีการปล่อยสูงขึ้นถึง 30.94 ล้านตัน ดังนั้นมาตรการลดการปล่อยจึงเน้นไปที่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งจะสามารถลดการปล่อยได้ 4.09 ล้านตัน หากดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้

มาตรการภาคจัดการขยะและน้ำเสีย 
ขยะและน้ำเสียเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งในระหว่างการขนส่ง และฝังกลบ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีการปล่อยจากการจัดการขยะและน้ำเสียเพิ่มเป็น 4.93 ล้านตัน กรุงเทพฯ จึงมีมาตรการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีในการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสียมาใช้ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้คนกรุงเทพฯ ลดปริมาณขยะและส่งเสริมการคัดแยกขยะจากที่บ้าน คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยได้ 200,000 ตัน

มาตรการภาคการวางผังเมือง 
กรุงเทพฯ มีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่สวนสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีต้นไม้ยืนต้นทั้งสิ้น 3,186,640 ต้น เมื่อเทียบเป็นอัตราส่วนต่อประชากรจะมีพื้นที่สีเขียวเพียง 6.18 ตร.ม./คน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่องค์กรอนามัยโลกกำหนด 9 ตร.ม./คน จึงต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ถึง 220 ไร่ นอกจากนั้นจะมีการส่งเสริมการทำสวนหลังคา สวนแนวตั้ง ในอาคารและบ้านเรือน ซึ่งจะสามารถเพิ่มพื้นที่ดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ จากเดิม 45,232 ตันต่อปี ในปี 2556 เพิ่มเป็น 49,279 ตันต่อปี
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
มาตรการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และประสบกับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงซึ่งเมื่อรวมกับปัญหาดินทรุดตัวอันเนื่องจากการใช้น้ำใต้ดิน จึงทำให้มีสภาพเป็นพื้นที่เก็บกักน้ำและเมื่อเกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งจึงก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคม จึงวางแผนดำเนินงานด้านการปรับตัวโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน ได้แก่ ระยะสั้น (1-3 ปี) ระยะ กลาง (3-5 ปี) และระยะยาว (5-10 ปี) มาตรการการปรับตัวดังกล่าวจะช่วยป้องกัน หรือลดผลกระทบ หรือส่งผลให้มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสม เช่น การเพิ่มพื้นที่รับน้ำ อีกทั้งการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณอ่าวไทย โดยมีแผนที่จะสร้างเขื่อนหิน พร้อมทั้งสร้างถนนเพื่อรองรับการอพยพและพัฒนา และแผนการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นต้น ด้านภาวะภัยแล้งและการรุกล้ำของน้ำเค็มเป็นปัญหาที่ต้องเตรียมพร้อมแก้ไข โดยมีมาตรการในการปรับตัว เช่น การเพิ่มความตระหนักของประชาชนให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและดำเนินการตามแผนการจัดการภัยแล้ง 

13 ปีผลลัพธ์แห่งความพยายาม
การดำเนินการรองรับภาวะโลกร้อนของเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 โดยมีแผนปฏิบัติการว่าด้วยการลดปัญหาภาวะโลกร้อนของ พ.ศ. 2550 - 2555 และต่อยอดมาถึงแผนแม่บทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2556 - 2566 ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 13 ปี หากเปรียบเทียบข้อมูลในการจัดการกับปัญหาของภาคส่วนต่างๆ ดังที่กล่าวมา เช่น สถิติการจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์ ระหว่างปี 2551-2560 พบว่ามีรถยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มจาก 695,234 คันในปี 2551 เป็น 945,999 คันในปี 2560 ขณะเดียวกัน สถิติการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2551-2560 พบมีการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าเฉพาะกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นจาก 42,235,913,974.94 KWH (กิโลวัตต์/ชั่วโมง) ในปี 2551 เป็น 51,182,910,648 KWH ในปี 2560 เป็นต้น ซึ่งดูเหมือนจะยังไม่เป็นผลที่น่าพอใจนัก

อย่างไรก็ตามคนกรุงเทพฯ อาจจะต้องจับตาการดำเนินงานภายใต้มาตรการของแผนแม่บทกันอีกยาว เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำและคุณภาพชีวิตที่งดงาม เป็นภาพที่คนกรุงเทพฯ ทุกคนคาดหวังไว้ 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments