728 x 90

เร่งเครื่องขบวนแรก รถไฟ(ความเร็วสูง)ไทย-จีน

img

เป็นเวลากว่า 3 สมัยของรัฐบาลไทยที่วางแผนดำเนินการยกเครื่องระบบรางขนานใหญ่ ผ่านโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จนกระทั่งยุครัฐบาลทหารนี้ที่ประกาศใช้มาตรา 44 ปลดล็อกให้โครงการรถไฟไทย-จีนเริ่มดำเนินการได้ คาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการภายในปี 2564

เคาะเส้นทางแรกผ่านฉลุย
"รถไฟความเร็วสูง" เป็นโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคด้านการขนส่งของประเทศไทยที่รัฐบาลที่ผ่านมาล้วนให้ความสนใจ ซึ่งวันนี้รัฐบาลปัจจุบันได้แสดงออกถึงความพยายามในการผลักดันเต็มที่ มีการใช้กฎหมายพิเศษอย่างมาตรา 44 เข้ามาช่วยปลดล็อกให้โครงการนี้เกิดและรุดหน้าไปได้โดยเร็ว


ขณะที่ยังคงมีเสียงสะท้อนความคิดเห็นในมุมมองต่างๆ ของทุกภาคส่วน ทั้งกรณีกฎหมายและกฎระเบียบของการดำเนินโครงการฯ และการใช้มาตรา 44 ที่ดูจะเร่งรัดไปเสียหน่อย

โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 252.50 กิโลเมตร ระบบรางแบบ Standard Gauge กว้าง 1.435 เมตร ความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง มูลค่าโครงการ 179,412.21 ล้านบาท โดยรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% แบ่งเป็น 75% ของงบลงทุนสำหรับงานโยธาและงานด้านแหล่งจ่ายไฟฟ้ากำลัง ใช้ผู้รับเหมาคนไทย และใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่ผลิตในไทยทั้งหมด ส่วนอีก 25% เป็นระบบราง อาณัติสัญญาณ และขบวนรถ ซึ่งใช้จากจีนทั้งหมด

สำหรับการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 3 ช่วง ซึ่งครั้งนี้เป็นการอนุมัติให้ดำเนินการช่วงแรกระยะที่ 1 คือช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีพื้นที่ที่ต้องเวนคืนประมาณ 2,815 ไร่ ประกอบด้วย ช่วงบางซื่อ ดอนเมือง อยุธยา สระบุรี ปากช่อง นครราชสีมา โดยจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในเดือนกันยายน 2560 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี 

คาดว่าในปีแรกที่เปิดดำเนินการ หรือในปี 2564 จะมีผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 5,300 คนต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของปัจจุบันที่มีผู้โดยสารเส้นทางดังกล่าว 20,000 คน และคาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า หรือปี 2594 จะมีผู้ใช้บริการ 26,800 คน และมีขบวนรถทั้งสิ้น 26 ขบวน ปล่อยขบวนทุก 35 นาที 
โครงการรถไฟความเร็วสูง
ส่วนอัตราค่าโดยสารนั้น จะคิดเริ่มต้นที่ 80 บาท บวกเพิ่ม 1.8 บาทต่อกิโลเมตร เช่น กรุงเทพฯ-อยุธยา ค่าโดยสารอยู่ที่ 278 บาท, กรุงเทพฯ-ปากช่อง ค่าโดยสารอยู่ที่ 393 บาท และกรุงเทพฯ-โคราช ค่าโดยสารอยู่ที่ 535 บาท โดยใช้ระยะเวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 17 นาที ซึ่งเทียบเคียงกับค่าโดยสารในปัจจุบัน อย่างรถ VIP 32 ที่นั่งของนครชัย 21 ราคาอยู่ที่ 191 บาท/เที่ยว แม้จะแพงกว่า แต่ช่วยย่นระยะเวลาได้กว่า 3-4 เท่าตัว 

ประโยชน์ร่วมที่ต้องเร่งผลักดัน
ดูจะเป็นเรื่องดีไปหมดทุกอย่าง หากโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยสำเร็จสักที เพราะเมื่อรถไฟความเร็วสูงจอดที่ไหน ความเจริญอยู่ที่นั่น เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่เป็นสัญญาณเริ่มของไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างดี

ในงานเสวนา “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน : ประโยชน์ร่วม ที่ต้องเร่งผลักดัน” โดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า รถไฟความเร็วสูง จะทำให้วิธีการเดินทางของคนจะเปลี่ยนหมด หากกรุงเทพฯ ไปเขาใหญ่ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เชื่อว่า คนรวยจะเริ่มขยับขยายออกมายังต่างจังหวัดมากขึ้นเกิดการพัฒนาทั้งประเทศ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างกระจุกอยู่แต่กรุงเทพฯ และควรพัฒนาต่อเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้คนมีเงินที่ชอบเดินทางด้วยรถไฟมาใช้บริการทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลตกลงใจทำแน่นอน อยากให้ส่งคนไปดูงานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุง รถไฟความเร็วสูงที่จีน ทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย เพื่อนำสิ่งที่ได้นำมาต่อยอดในไทย

ขณะที่ นายพิษณุ เหรียญมหาสาร ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการเคยไปอยู่ที่จีนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในฐานะทูตพาณิชย์ พบว่า เมื่อก่อนรถไฟเขายังไม่พัฒนา แต่หลังปี 2533 จีนเริ่มมีเงินมากขึ้นจากการค้านำเข้าเทคโนโลยีชั้นนำจากหลายประเทศมาเรียนรู้และต่อยอด แล้วพอมานั่งรถไฟอีกครั้งตนได้เห็นการพัฒนาที่มากขึ้น เพราะฉะนั้น อยากให้ปรับมุมมองที่มีต่อจีนเสียใหม่กับข้อสงสัยที่ว่า ทำไมรัฐบาลต้องเลือกจีน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลเลย แต่ทุกครั้งที่มีการเจรจาเรื่องรถไฟ ตัวแทนที่ไปคุยควรมีหลักรู้เขารู้เราด้วย

อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่หลายฝ่ายยังคงวิตกอยู่ก็คือ คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 ในเรื่องมาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา
โครงการรถไฟความเร็วสูง
ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ ให้ความเห็นว่า ปัญหาหลักของโครงการ คือพยายามจะดำเนินการโดยใช้ขั้นตอนการทำงานที่ไม่เคยใช้ในไทยมาก่อน คือ อนุมัติให้เริ่มต้นก่อสร้างโครงการก่อนที่จะมีรายละเอียดทั้งหมดในการพิจารณา

จากสัญญาณที่รัฐบาลส่งผ่าน มาตรา 44 ในครั้งนี้ รวมถึงข้อตกลงที่ทางรัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลญี่ปุ่น หมายถึง ประเทศไทยจะมีรถไฟความเร็วสูง อย่างน้อย 2 ระบบ นั่นคือระบบของจีน และระบบของญี่ปุ่น โดยในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์นั้น การมีเทคโนโลยีทั้งสองระบบในประเทศ จะมีต้นทุนในการดำเนินงานสูงกว่าการมีระบบเดียว รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายในอนาคต จะทำได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น จนสุดท้าย อาจจต้องมีการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีเดียวในอนาคต ซึ่งจะเป็นต้นทุนที่ไม่ควรที่จะเสียตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตาม หากโครงการรถไฟความเร็วสูงประสบสำเร็จย่อมจะนำประโยชน์เข้าประเทศอย่างยิ่งยวด แต่รัฐบาลเองก็ควรเปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการทั้งทางเศรษฐกิจและการเงิน รวมถึงรูปแบบการลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินโครงการยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นก็จะเกิดข้อกังขาต่อโครงการฯ ระหว่างดำเนินงานเสมอ ว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีรถไฟความเร็วสูงจริงหรือ เพราะผลที่ตามมาจากมูลค่ามหาศาลที่ลงทุนไปจะเป็นภาระหนี้ก้อนโตให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้


ประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย
"ปัญหาที่เกิดขึ้นโครงการรถไฟความเร็วสูงตอนนี้ เพราะว่ารัฐบาลไม่ยอมออกมาอธิบายให้ชัดเจน รัฐบาลต้องใจกว้างและพูดความจริงกับประชาชนว่า สิ่งที่จะทำในวันนี้คืออะไร เพราะอะไร เราไม่ได้ทำเพื่อวันนี้ แต่ทำเพื่ออนาคต เพื่อเศรษฐกิจ และเพื่อลูกหลานของเรา"

นายพิษณุ เหรียญมหาสาร ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์
"คนไทยต้องเปิดใจมองให้กว้างๆ อย่ามองแค่ในเรื่องที่ไม่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น และคณะเจรจาของไทยเองก็ควรทำการบ้านในการพูดคุยกับแต่ละฝ่ายให้ดีกว่านี้"

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ
"ปัญหาที่ยังไม่ได้ข้อสรุปคือ การทับซ้อนของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างช่วงกรุงเทพฯ (บางซื่อ) ถึงอยุธยา ซึ่งจะมีทั้งเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระบบของจีน (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา) และเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระบบญี่ปุ่น (กรุงเทพฯ-เชียงใหม่) ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะมีการใช้โครงสร้างพื้นฐาน (ราง) ร่วมกันหรือไม่อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้ามีการอนุมัติให้เริ่มก่อสร้างโครงการ โดยที่รายละเอียดของโครงการยังไม่แล้วเสร็จ"

[English]
Thailand’s First High-Speed Rail System Nears Realization
It’s been over three years since the government of Thailand started a plan to overhaul the country’s rail system and the Thailand-China high-speed train project is now the most promising plan to be executed under the effect of the interim Constitution’s Article 44, which provides the state with the power to bypass regular legal process to take any action necessary.

The government is set to push for the construction of the first phase of the 179.41-billion-baht, 252.50-kilometer Bangkok / Nakhon Ratchasima / Nong Khai line, which runs the maximum speed of 250 kilometers per hour on a standard gauge (1.435 meters in width), to begin in September 2017 for the track between Bangkok and Nakhon Ratchasima. It is expected to take around four years to complete.

It is estimated that, once operational, the train will accommodate around 5,300 commuters each day in its first year (2021) before the number surges to 28,000 per day in 2051.

The start of the high-speed rail project is welcomed by many, including former governor of the State Railway of Thailand, Mr. Prapat Chongsanguan, who said that the new train will help promote the economy in all areas along the rail tracks as well-to-do Thais will travel more to other provinces, while further connections with neighboring countries may bring more visitors to the country in the future.

However, Research Director of Transportation and Logistics Policy at Thailand Development Research Institute, Dr. Sumet Ongkittikul, is concerned with the approval of the project before all details were obtained for consideration, while the government’s decision to adopt both Chinese and Japanese systems may drive Thailand’s operating cost up and complicate future network development projects.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments