728 x 90

โค้งสุดท้ายก่อนลงเสา ทางเลียบเจ้าพระยา

img

รัฐบาลยังเดินหน้า โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างไม่หยุดยั้ง ล่าสุดวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการประชุมติดตามความคืบหน้าของโครงการ โดย นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัด กรุงเทพมหานคร (กทม.) แจ้งความคืบหน้าว่า ได้ดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จ และนำเสนอรูปแบบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครอบคลุมทุกเป้าหมาย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 ปัจจุบันอยู่ระหว่างคณะกรรมการราคากลางจัดทำราคากลาง ควบคู่กับการขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานการประชุมในวันนั้น ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ภายใต้ความถูกต้อง และช่วยกันสนับสนุนโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทุกคน

ขณะที่  สมัชชาแม่น้ำ เครือข่ายภาคประชาชน ร่วมกันแสดงจุดยืนขอให้รัฐบาลชะลอโครงการ ผ่านเวทีเสวนาเรื่อง “สายน้ำไม่ไหลกลับ จะหยุดยั้งทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างไร”  โดยยืนยันถึงข้อกังวล ว่าหากเสาเข็มแรกของ “ทางเลียบเจ้าพระยา” เมกะโปรเจกต์กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ที่คาดว่าจะตอกลงแม่น้ำเจ้าพระยาในเดือนกันยายนนี้ ผลกระทบที่ได้จากโครงการจะมหาศาลกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ เพราะโครงการนี้ยังไม่ผ่านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งทางเลียบเจ้าพระยาระยะทาง 14 กิโลเมตร จะต้องทำ EIA จำนวน 12 แผนงาน แต่ขณะนี้ผ่านเพียง 6 แผนงานเท่านั้น

เมื่อตอม่อจำนวนมากปักลงแม่น้ำเจ้าพระยา จะเกิดผลกระทบทั้งต่อประวัติศาสตร์ของแม่น้ำ การคมนาคม การท่องเที่ยวในแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านชลศาสตร์ที่นอกจากจะทำลายวงจรชีวิตสัตว์น้ำ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเมื่อเกิดน้ำทะเลหนุนแล้วระบายออกไม่ได้จะเกิดน้ำท่วมหนัก ที่สำคัญผลกระทบโดยตรงจะเกิดกับคนริมแม่น้ำเจ้าพระยาแน่นอน ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการต่างๆ ที่จะเสียสิทธิในการเข้าถึงแม่น้ำ จนนำมาสู่การฟ้องร้อง และเมื่อศาลสั่งระงับโครงการเพื่อไต่สวนฉุกเฉิน ตอม่อเหล่านี้จะเป็นซากไม่ต่างจากโครงการโฮปเวลล์ ซึ่งจะเหลือแค่ 2 ทางเลือก คือพยายามเดินหน้าต่อให้จบ หรือต้องเสียงบประมาณอีกมากเพื่อถอนซากออกไป และอาจจะได้เห็นริมน้ำเจ้าพระยา เหมือนกับถนนริมแม่น้ำน้อย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ทำลายทัศนียภาพอันงดงาม สร้างความเดือดร้อนให้คนในชุมชนแทนการได้ใช้ประโยชน์

น่าเสียดายที่ กทม. ต้องพับแผนโครงการ “ส่งเสริมให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมรดกของชาติ” ที่ศึกษาข้อมูลและจัดทำรายละเอียดของภูมิทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพุทธ) ถึงท่าวาสุกรี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่าและร่วมดูแลรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดจนภูมิทัศน์วัฒนธรรมบริเวณพื้นที่ริมสองแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะด้านความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อผลักดันให้เป็นมรดกโลกต่อไป มามุ่งเน้นที่โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแทน 

หากนำทั้งแผนการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแผนส่งเสริมให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมรดกของชาติไปจนถึงมรดกโลกมาพิจารณาร่วมกัน โดยไม่ต้องเร่งรีบ พร้อมเปิดรับฟังเสียงจากคนในชุมชนซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเปิดกว้างมากขึ้น  น่าจะลดอุปสรรคต่างๆ แล้วทำให้ได้โครงการที่ได้รับการยอมรับ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ไม่ทำลายธรรมชาติ สมกับที่เป็น “เจ้าพระยาเพื่อทุกคน” (Chao Phraya for All) 


ขวัญสรวง อติโพธิ 
สถาปนิกนักวิชาการ 

“โครงการนี้เกิดขึ้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อกลางปี 2557 ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยอ้างว่าริมแม่น้ำถูกยึดครองโดยคนกลุ่มน้อย ต้องการให้คนส่วนใหญ่ใช้ โดยใช้ชุมชนริมแม่น้ำเป็นแพะ และใช้วาทกรรม “เจ้าพระยาเพื่อทุกคน” โดยเปรียบเทียบกับแม่น้ำแซน กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่ในอดีตทุกคนอยู่กับแม่น้ำเนื่องจากไม่มีถนน เกิดชีวิตสาธารณะกับทุกคนแต่จริตเปลี่ยน คนที่ออกแบบไม่รู้เลยว่ากำพืดไม่เหมือนกัน นอกจากนี้การตอกเสาเข็มริมแม่น้ำจะทำให้เกิดการกัดเซาะตลิ่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะมีต้นไม้เกิดขึ้น เมื่อโครงสร้างขนาดใหญ่พาดผ่านจะทำลายความหลากหลาย ทัศนียภาพถูกทำลาย เช่นเดียวกับถนนริมแม่น้ำน้อย ที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่สร้างความเดือดร้อน ทำลายความสงบสุขกันหมด ทั้งยังเกิดที่อโคจรอเนกประสงค์ ถ้าจะทำก็ทำเท่าที่ทำได้ตามสมควร และเกิดความหลากหลาย เช่น การเปิดพื้นที่ริมน้ำส่วนที่งดงามที่สุดให้ประชาชนเข้าถึง เช่น ริมสะพานพระราม 8 หรือ ท่าราชวรดิฐ” 

นายจุลจักร จักรพงษ์ 
ศิลปินนักร้อง 

“ผมมาร่วมกับกลุ่มเพื่อนแม่น้ำด้วยความหวังดี ต่อคนที่อยู่ริมแม่น้ำที่ไม่เคยเปลี่ยนทิวทัศน์ และหวังดีต่อรัฐบาลด้วย ผมเชื่อว่ายังมีเวลาที่จะถอยได้ จริงๆ โลกมีปัญหาเยอะ แต่บ้านเรามีปัญหาเฉพาะตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม การเมือง ความปลอดภัย ธุรกิจ เศรษฐกิจ ผมว่าเรื่องนี้รอได้ ผมไม่ได้ออกมาต่อต้านโดยสิ้นเชิงว่าไม่ควรจะมีการสร้างอะไรทั้งสิ้น ผมอยากให้ชะลอ พยายามรักษาสิ่งดีๆ ที่เรามี นี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนโดยไม่ต้องเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง เราว่ากันเป็นเป็นเรื่องๆ เป็นเรื่องความเป็นอยู่ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรค ไม่ได้เกี่ยวกับอุดมการณ์ ไม่ได้เกี่ยวกับเจตนา แต่ผลกระทบของการกระทำมันคืออะไร แล้วเราไม่ควรที่จะศึกษามากที่สุดเหรอ เพราะฉะนั้นการขอให้ชะลอ หรือการขอให้โปร่งใส ผมว่าไม่มากเกิน ผมมีความหวังว่าผู้มีอำนาจจะชะลอ และหันมาฟังพวกเราบ้างคงจะเป็นเรื่องที่ดี”

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ 
มูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

“โครงการนี้รัฐอยากจะสร้างใจจะขาด ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าผลกระทบทางประวัติศาสตร์ของแม่น้ำเป็นอย่างไร การคมนาคมในแม่น้ำเจ้าพระยามีปัญหาตลอดว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างไร เพราะคนใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นล้านคนต่อวัน เป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด กำหนดเวลาการเดินทางได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถเมล์ ถ้าทำแล้วท่าเรือจะอยู่ตรงไหน ยังไม่เห็นการออกแบบท่าเรือ เขาอยากจะให้สำเร็จโดยไม่ฟังผู้เชี่ยวชาญ และผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถอธิบายกับชุมชนได้ ตนไม่คัดค้านร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ มองประชาชนเหมือนเป็นเด็กๆ ไม่ให้เกียรติ ทั้งที่ประชาชนต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพมานานกว่า 50 ปี มีกฎหมายและวัฒนธรรมทางการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน ทำไปแล้วไม่ใช่ว่าจะรอด หากรัฐบาลหน้าเข้ามาแล้วถูกคัดค้านจากประชาชนจนสร้างต่อไม่ได้ แล้วจะกลายเป็นโครงการโฮปเวลล์ 2 หรืออย่างไร”  

ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม 
นักวิชาการด้านโบราณคดีและมานุษยวิทยา 

“พอมีโครงการนี้ ก็ไล่รื้อชุมชนสองฝั่งน้ำพังหมด โครงการนี้ทำลายกรุงเทพฯ ทั้งพระนคร ทำลายรากเหง้าของเรา แม่น้ำทำให้กลายเป็นคลองชลประทาน ไม่มีที่หายใจเลย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมรดกโลกอยู่แล้ว แต่จะจัดการอย่างไร เพราะมีน้ำเน่าเสียตลอดสาย เป็นไปไม่ได้ แต่ที่อันตรายก็คือ ตั้งแต่พระประแดง ถึงนนทบุรี เป็นชุมชนชาวประมง ชาวสวน โดยเฉพาะเกาะเกร็ด เกาะบางกรวย และ เกาะรัตนโกสินทร์ มีประวัติความเป็นมา ถิ่นฐาน ตำนานมากมาย ก็ไปทำลายเขา ความคิดโง่ๆ ถึงให้เกิดปัญหาขึ้นมา ไม่อยากจะโทษใครแต่หยุดเสียก่อนดีกว่าจะชิบหาย”

มาริสา สุโกศล หนุนภักดี 
นักธุรกิจผู้บริหารโรงแรม 

“เมื่อเห็นสภาพของโครงการ ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมตนรับไม่ได้ ที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาธุรกิจให้สังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันได้ ยิ่งเราเห็นชุมชนที่กำลังจะโดนทำลายก็ค่อนข้างจะเจ็บปวด ได้คุยกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทางน้ำหลายภาคส่วน ก็ฝากว่าในแง่ของการท่องเที่ยวมีธุรกิจเดินเรือจะได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุด เมื่อแม่น้ำแคบลงจะเกิดผลกระทบต่อการสัญจรทางเรือในการขนส่งที่มีมากกว่า 176 เที่ยวต่อวัน ประชาชนและนักท่องเที่ยว 3 - 4 หมื่นคนต่อวัน จะกระทบต่อการเดินเรือโดยสารหรือไม่ และปัญหาการออกแบบที่เรือจอดเทียบไม่ได้ ส่วนธุรกิจท่องเที่ยว แม่น้ำเจ้าพระยาถือเป็นจุดเด่น นักท่องเที่ยวเลือกที่จะอยู่แม่น้ำถ้าสนใจวัฒนธรรมหรือทิวทัศน์ริมน้ำ อยู่ดีๆ มีถนนคอนกรีตมาขวางกั้น มีตอม่อเป็นพันเป็นหมื่นต้น กลายเป็นที่กักขยะใต้ตอม่อ ภาพที่ออกไปก็ทำให้นักท่องเที่ยวก็ไม่อยากเที่ยว” 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments