728 x 90

เผยสถิติความเครียดคนกรุง

img
สถิติความเครียดคนกรุง

สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอยูโพล) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง ดัชนีความเครียดของคนไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 2,000 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-31ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา พบว่า

ตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 56.92 เป็นหญิง และร้อยละ 43.08  เป็นชาย
เมื่อจำแนกออกเป็น เจเนอเรชั่น พบว่า 

ร้อยละ 26.10 เป็นเจเนอเรชั่น B (ตัวอย่างที่มีอายุ 51-69 ปี) 
ร้อยละ 28.40 เป็นเจเนอเรชั่น X (ตัวอย่างที่มีอายุ 36-50 ปี)
ร้อยละ 23.30 เป็นเจเนอเรชั่น Y (ตัวอย่างที่มีอายุ 25-36 ปี)
ร้อยละ 14.90 เป็นเจเนอเรชั่น M (ตัวอย่างที่มีอายุ 19-24 ปี) และ
ร้อยละ 7.30 เป็นเจเนอเรชั่น Z (ตัวอย่างที่มีอายุ 15-18 ปี)

ด้านสถานภาพสมรส พบว่า ตัวอย่างครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 50.32 สมรสแล้ว ร้อยละ 40.30 เป็นโสด และร้อยละ 9.38 เป็นหม้าย/หย่า/แยกกันอยู่
ส่วนการศึกษาที่สำเร็จมาชั้นสูงสุด พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.85 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 36.52 ระดับปริญญาตรี และร้อยละ 6.63 ระดับสูงกว่าปริญญาตรี

ส่วนรายได้ส่วนตัวเฉลี่ยต่อเดือน พบว่า
ตัวอย่างร้อยละ 38.85 มีรายได้ 10,001-20,000 บาท
ร้อยละ 25.88 มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท
ร้อยละ 19.17 มีรายได้ 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 9.48 มีรายได้ 30,001-40,000 บาท
ร้อยละ 4.16 มีรายได้ 40,001-50,000 บาท และ
ร้อยละ 2.46 มีรายได้สูงกว่า 50,000 บาท

สำหรับอาชีพ พบว่า
ร้อยละ 20.13 อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน
ร้อยละ 19.02 อาชีพค้าขาย
ร้อยละ 14.44 เป็นนักเรียนนักศึกษา
ร้อยละ 12.73 อาชีพรับจ้างทั่วไป
ร้อยละ 9.01 อาชีพรับราชการ
ร้อยละ 7.95 อาชีพธุรกิจส่วนตัว
ร้อยละ 4.58 เป็นพ่อบ้านแม่บ้าน
ร้อยละ 4.23 อาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ร้อยละ 3.42 อาชีพเกษตรกรรม และ
ร้อยละ 4.49 ประกอบอาชีพอื่นๆ เช่น เกษียณอายุ ว่างงาน พนักงานมหาวิทยาลัย เป็นต้น


ผลสำรวจในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่า
ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเบื่อหน่าย (ร้อยละ 71.06)
ไม่มีความสุขเลย (ร้อยละ 62.41)
รู้สึกหมดกำลังใจ (ร้อยละ 47.61) และ
ไม่อยากพบปะผู้คน (ร้อยละ 43.86) เป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ



โดยในภาพรวม พบว่า ประชาชนมีความเครียดน้อย มีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ซึ่งลดลงจากการสำรวจเมื่อครั้งที่ผ่านมาในเดือนสิงหาคม 2559 ที่มีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.28 คะแนน โดยเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียดมากที่สุด คือ เรื่องการเรียน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.92 คะแนน) โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับอาชีพในอนาคต/อนาคตในการทำงาน ผลการเรียน และเนื้อหาการเรียน เป็นต้น รองลงมา คือ เรื่องการงาน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.82) โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับสวัสดิการ/ค่าตอบแทน ปริมาณงานที่ทำ/ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้าในอาชีพ เป็นต้น อีกด้านหนึ่งที่ประชาชนมีความเครียดสูง คือ เรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.76) โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับราคาสินค้าแพง ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย และสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นต้น

และผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนในต่างจังหวัดมีความเครียด (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.24 คะแนน) สูงกว่าประชาชนในกรุงเทพมหานคร (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.11 คะแนน) โดยประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดต่างก็มีความเครียดในเรื่องต่างๆ เหมือนกัน คือ มีความเครียดในเรื่องการเรียนมากที่สุด รองลงมา คือ เรื่องการงาน และเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินตามลำดับ ซึ่งผลการสำรวจที่ได้ในครั้งนี้ (เดือนตุลาคม 2559) มีความแตกต่างจากผลการสำรวจในครั้งที่แล้ว (เดือนสิงหาคม 2559) ที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครมีความเครียดสูงกว่าประชาชนในต่างจังหวัด

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความเครียดแต่ละเรื่องในกลุ่มประชาชนแต่ละวัย (Generation) พบว่า
ประชาชนในกลุ่ม Gen X (อายุ 36-50 ปี) มีความเครียดมากที่สุด รองลงมา คือ Gen Y (อายุ 25-35 ปี) (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.29 และ 2.25 คะแนนตามลำดับ) ส่วนกลุ่มที่มีความเครียดน้อยที่สุด คือ ประชาชนในกลุ่ม Gen B (อายุ 51-69 ปี) (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.08 คะแนน) และเมื่อพิจารณารายละเอียดความเครียดในแต่ละเรื่องของกลุ่มประชาชนแต่ละวัย พบว่า

-    Gen Z (อายุ 15-18 ปี) มีความเครียดในเรื่องการเรียนมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องตัวเอง เรื่องสิ่งแวดล้อม ตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 3.16, 2.63 และ 2.40 คะแนน ตามลำดับ)
-    Gen M (อายุ 19-24 ปี) มีความเครียดในเรื่องการเรียนมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการงาน และเครียดเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน ตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 3.24, 2.98 และ 2.65 คะแนน ตามลำดับ)
-    Gen Y (อายุ 25-35 ปี) มีความเครียดในเรื่องการเรียนมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการงาน และเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน ตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.91, 2.89 และ 2.82 คะแนน ตามลำดับ)
-    Gen X (อายุ 36-50 ปี) มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการงาน และเรื่องสิ่งแวดล้อม ตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.89, 2.85 และ 2.61 คะแนน ตามลำดับ)
-    Gen B (อายุ 51-69 ปี) มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการงาน เรื่องสิ่งแวดล้อม แลเครียดเรื่องสุขภาพ ตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.66, 2.59, 2.59 และ 2.57คะแนน ตามลำดับ)

ส่วนวิธีปฏิบัติตนเพื่อแก้ปัญหาเมื่อตนเองรู้สึกเครียดในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน เรื่องการงาน และเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเครียด ในภาพรวม พบว่า เมื่อประชาชนรู้สึกเครียดในเรื่องการเรียนจะแก้ปัญหาโดยการขยันและตั้งใจเรียนมากขึ้น การทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกเพื่อคลายเครียด และการยอมรับความเป็นจริงและรู้จักปล่อยวาง เป็นต้น

ส่วนในเรื่องการงานจะแก้ปัญหาความเครียดโดยการยอมรับความเป็นจริงและรู้จักปล่อยวาง การตั้งใจและรับผิดชอบงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด และการหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข หางานอดิเรก เป็นต้น

สำหรับในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินจะแก้ปัญหาความเครียดโดยการใช้จ่ายอย่างประหยัด ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง การยอมรับความเป็นจริงและมีสติ ไม่เครียดกับเรื่องเศรษฐกิจ และการทำอาชีพเสริม ทำงานให้มากขึ้น เป็นต้น

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments