728 x 90

เผยสถิติความเครียดคนกรุง โดย AU Poll

img

สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอยูโพล) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่องการดูแลสุขภาพของคนกรุงเทพฯ  ดัชนีความเครียดของคนไทยในกรุงเทพฯ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 1,076 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 30 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา พบว่า

ตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 56.04 เป็นหญิง และร้อยละ 43.96 เป็นชาย

เมื่อจำแนกออกเป็น เจเนอเรชั่น พบว่า
ร้อยละ 7.25 มีอายุ 15-18 ปี (Generation Z)
ร้อยละ 11.43 มีอายุ 19-24 ปี (Generation M)
ร้อยละ 20.17 มีอายุ 25-36 ปี (Generation Y)
ร้อยละ 31.32 มีอายุ 36-50 ปี (Generation X) และ
ร้อยละ 29.83 มีอายุ 51-69 ปี (Generation B)

ด้านสถานภาพสมรส พบว่า ร้อยละ 32.55 เป็นโสด ร้อยละ 60 สมรสแล้ว และร้อยละ 7.45 เป็นหม้าย/หย่า/แยกกันอยู่

ส่วนการศึกษาที่สำเร็จมาชั้นสูงสุด พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 54.25 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 37.25 ระดับปริญญาตรี และร้อยละ 8.5 ระดับสูงกว่าปริญญาตรี 

ส่วนรายได้ส่วนตัวเฉลี่ยต่อเดือน พบว่า
ร้อยละ 21.37 มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท
ร้อยละ 37.68 มีรายได้ 10,001-20,000 บาท 
ร้อยละ 27.84 มีรายได้ 20,001-30,000 บาท
ร้อยละ 7.97 มีรายได้ 30,001-40,000 บาท 
ร้อยละ 3.37 มีรายได้ 40,001-50,000 บาท และ
ร้อยละ 1.77 มีรายได้สูงกว่า 50,000 บาท

สำหรับอาชีพ พบว่า 
ร้อยละ 19.38 อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน 
ร้อยละ 15.66 นักเรียน นักศึกษา
ร้อยละ 13.98 อาชีพค้าขาย 
ร้อยละ 12.21 อาชีพธุรกิจส่วนตัว 
ร้อยละ 10.07 อาชีพรับราชการ 
ร้อยละ 9.97 อาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ร้อยละ 6.34 อาชีพรับจ้างทั่วไป
ร้อยละ 5.68 เป็นพ่อบ้าน แม่บ้าน
ร้อยละ 6.71 อาชีพอื่นๆ เช่น เกษียณอายุ เกษตรกรรม ว่างงาน พนักงานมหาวิทยาลัย

ผลสำรวจในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า
ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเบื่อหน่าย (ร้อยละ 81.97)
ไม่มีความสุขเลย ร้อยละ 79.09 
รู้สึกหมดกำลังใจ ร้อยละ 71.75 
ไม่อยากพบปะผู้คน ร้อยละ 67.37 และ
รู้สึกตนเองไม่มีคุณค่า ร้อยละ 64.22 เป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ

โดยในภาพรวมพบว่า ประชาชนมีความเครียดน้อยมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.39 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อครั้งที่ผ่านมาในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2560 ที่มีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.18 คะแนน โดยเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียดมากที่สุด คือ เรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.52) โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับราคาสินค้าแพง ค่าครองชีพสูง และสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นต้น รองลงมา คือ เรื่องการงาน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.51) โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับปริมาณงานที่ทำ/ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ ความมั่นคงในงานที่ทำ สวัสดิการและค่าตอบแทน เป็นต้น อีกด้านหนึ่งที่ประชาชนมีความเครียดสูง คือ เรื่องการเรียน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.48 คะแนน) โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับผลการเรียน การศึกษาต่อ และเนื้อหาการเรียน เป็นต้น

ดัชนีความเครียดคนกรุงเทพ

ดัชนีความเครียดคนกรุงเทพ

ดัชนีความเครียดคนกรุงเทพ

ดัชนีความเครียดคนกรุงเทพ

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความเครียดแต่ละเรื่องในกลุ่มประชาชนแต่ละวัย (Generation) พบว่า
ประชาชนในกลุ่ม Gen X (อายุ 36-50 ปี) มีความเครียดมากที่สุด รองลงมา คือ Gen Z (อายุ 15-18 ปี) และ Gen Y (อายุ 25-35 ปี) (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.43 และ 2.40 คะแนนตามลำดับ)
ส่วนกลุ่มที่มีความเครียดน้อยที่สุด คือ ประชาชนในกลุ่ม Gen B (อายุ 51-69 ปี) (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.31 คะแนน) และเมื่อพิจารณารายละเอียดความเครียดในแต่ละเรื่องของกลุ่มประชาชนแต่ละวัย พบว่า

- Gen Z (อายุ 15-18 ปี) มีความเครียดในเรื่องตัวเองมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการเรียน และเครียดเรื่องเพื่อนตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.83, 2.61 และ 2.34 คะแนนตามลำดับ)
- Gen M (อายุ 19-24 ปี) มีความเครียดในเรื่องการงานมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการเรียน และเครียดเรื่องสิ่งแวดล้อมตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.71, 2.49 และ 2.48 คะแนนตามลำดับ)
- Gen Y (อายุ 25-35 ปี) มีความเครียดในเรื่องการงานมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน และเรื่องสิ่งแวดล้อมตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.61, 2.58 และ 2.48 คะแนนตามลำดับ)
- Gen X (อายุ 36-50 ปี) มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการงาน และเรื่องสิ่งแวดล้อมตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.59, 2.47 และ 2.44 คะแนนตามลำดับ)
- Gen B (อายุ 51-69 ปี) มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องสุขภาพ และเรื่องตัวเองตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.59, 2.48 และ 2.42 คะแนนตามลำดับ)

ดัชนีความเครียดคนกรุงเทพ
ส่วนวิธีปฏิบัติตนเพื่อแก้ปัญหาเมื่อตนเองรู้สึกเครียดในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน เรื่องการงาน และเรื่องการเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเครียด ในภาพรวมพบว่า 
เมื่อประชาชนรู้สึกเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินจะแก้ปัญหาความเครียดโดยการประหยัด/พอเพียง ใช้จ่ายอย่างประหยัด/ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง หากิจกรรมทำแล้วมีความสุข หางานอดิเรกทำ ไปเที่ยวพักผ่อน และทำอาชีพเสริมทำงานให้มากขึ้น เป็นต้น ส่วนในเรื่องการงานจะแก้ปัญหาโดยการหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข หางานอดิเรกทำ ตั้งใจทำงาน ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด และลาออก/หางานใหม่/หางานอื่นทำ เป็นต้น สำหรับในเรื่องการเรียนจะแก้ปัญหาโดยการปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครอง หากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข หางานอดิเรกทำ และทำบุญไหว้พระ ปฏิบัติธรรม เป็นต้น 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments