728 x 90

ทำไมอเมริกันเกมส์ไม่ผูกขาดแชมป์!?!

img

การแข่งขันอเมริกันฟุตบอล (เอ็นเอฟแอล) 2017 ได้เดินทางมาถึงนัดที่ 4 แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บรรดาทีมใหญ่ต่างๆ ก็ไม่ได้เก็บชัยชนะเหนือคู่แข่งได้ง่ายๆ อาทิ แชมป์เก่าอย่าง แพทริออตส์ ที่โดน ชิฟส์ กดไปซะหน้าหงายถึง 42-27 ตั้งแต่เกมเปิดฤดูกาล หรือการที่สตีลเลอร์ส เอาชนะ บราวน์ส และ ไวกิ้งส์ ได้ใน 2 เกมแรกนั้น ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเหนือกว่าสักเท่าใดนัก

แล้วเหตุใดทีมใหญ่เหล่านี้จึงไม่สามารถแสดงศักยภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งได้มากนักล่ะ? สิ่งที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ นั่นก็คือ ระบบของเอ็นเอฟแอลที่คอยสร้างความสมดุลให้กับทีมต่างๆ ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากเกินไป โดยใช้ตัวช่วยหลักอย่างการดราฟท์ตัว และ เพดานค่าเหนื่อย

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าทีมในเอ็นเอฟแอลนั้น เขาไม่มีอะคาเดมีเพื่อฝึกนักกีฬาดาวรุ่งขึ้นมาแบบทีมฟุตบอลหรอกนะ แต่เขาจะให้ลีกระดับมหาวิทยาลัย (เอ็นซีเอเอ) คอยทำหน้าที่อะคาเดมี่แทน แล้วก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะเลือกนักกีฬาคนไหนเข้าทีมก็ได้นะ เพราะเขามีการวางอันดับในการเลือกเอาไว้ด้วย

ลำดับการที่ว่า เกิดจากการเรียงตามฟอร์มการแข่งในฤดูกาลที่ผ่านมาจากล่างขึ้นบน ทำให้ทีมที่มีผลงานแย่สุด มีสิทธิ์เลือกนักกีฬาดาวรุ่งเข้าทีมก่อน ส่วนทีมที่คว้าแชมป์ซูเปอร์โบลว์นั้นจะได้เลือกในลำดับสุดท้าย แล้วก็วนไปเรื่อยๆ จนครบ 7 รอบ ฟังดูเรื่องจะร้องอ๋อแล้วใช่ไหม ว่าทำไมความสมดุลจึงเกิดขึ้น เพราะทีมห่วยมีสิทธิ์เลือกนักกีฬาดาวรุ่งที่เก่งที่สุดในปีนั้นมาร่วมทีมก่อน ส่วนทีมแชมป์กว่าจะได้เลือกก็ปาไปคนที่ 32 แล้ว ทำให้อาจพลาดนักกีฬาดีๆ ไป

แต่เอ็นเอฟแอล ก็ไม่ใจร้ายขนาดนั้น เพราะมีบางทีมที่อยากได้นักกีฬาบางตำแหน่งมาร่วมทีมมาก แต่กลัวว่าจะโดนแย่งไปก่อน เขาก็เลยอนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนสิทธิ์ในการดราฟท์ในแต่ละรอบได้ แต่เพราะไม่มีใครเอาสิทธิ์ดราฟท์เบอร์แรก ไปแลกกับสิทธิ์ลำดับท้ายแบบฟรีๆ ส่วนใหญ่จึงมีต่อรองกันโดยอาจขอแลกเป็นสิทธิ์ในการดราฟท์ปีต่อไป หรือแลกเป็นตัวผู้เล่นในตำแหน่งที่ต้องการก็ได้ แต่ห้ามซื้อขายด้วยเงินเป็นอันขาด

แล้วถ้านับรวมทั้ง 7 รอบ แต่ละปีก็จะมีนักกีฬาหน้าใหม่ที่ถูกดราฟท์เข้าทีมแค่ 224 คนเท่านั้น นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่นักกีฬาในลีกมหาวิทยาลัยต่างต้องเรียนให้จบ เผื่อว่าถ้าไม่โดนดราฟท์เข้าทีมหรือบาดเจ็บหนักจนกลับมาเล่นไม่ได้ จะได้มีความรู้ในการประกอบอาชีพต่อไป

นอกจากการดราฟท์ตัวแล้ว อีกเรื่องที่ทำให้เกิดความสมดุลก็คือ เพดานค่าเหนื่อยของนักกีฬา ที่แต่ละทีมต้องคุมให้ดีไม่ให้เกิดกว่าที่ทางเอ็นเอฟแอลกำหนด โดยนอกจากจะต้องวางแผนเรื่องค่าเหนื่อยของนักกีฬาในปัจจุบันแล้ว ยังต้องดูค่าเหนื่อยของนักกีฬาที่กำลังจะต่อสัญญาใหม่, พวกฟรีเอเย่นต์ที่หมดสัญญากับต้นสังกัดเก่า รวมทั้งเหล่าดาวรุ่งที่จะถูกดราฟท์เข้ามา เพราะเขามีกฏเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำของนักกีฬาดาวรุ่งเหล่านี้ด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทีมรวยๆ ไม่สามารถดึงนักกีฬาเก่งๆ ทุกคนมารวมอยู่ในทีมเดียวกันได้ เราจึงไม่ได้เห็นการทุ่มเงินซื้อนักเตะแบบบ้าคลั่ง หรือทีมต่างดาวแบบบาร์เซโลน่าในวงการเอ็นเอฟแอล ส่วนทีมห่วยก็สามารถดึงดาวรุ่งเก่งๆ มาร่วมทีมได้ก่อน ขณะที่ทีมเก่งมีจะมีนักกีฬาดีๆในมือ แต่ก็ต้องปวดหัวกับเพดานค่าจ้างหรือการขอขึ้นค่าเหนื่อยของผู้เล่นในทีม เมื่อทุกอย่างพอจะสมดุลกันแบบนี้ จึงไม่มีทีมไหนที่เก่งหรือแย่ไปตลอดนั่นเอง

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments