728 x 90

วัดระดับ แข่งรถ Formula E

img

รถไฟฟ้าที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ ไม่ใช่รถไฟฟ้าขบวนยาวๆ ที่กำลังเร่งก่อสร้างกันทั่วกรุงเทพฯ หรอกนะ แต่เรากำลังหมายถึงรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบไม่ใช้น้ำมันต่างหากล่ะ ซึ่งปัจจุบันค่ายรถต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกและพัฒนาเทคโนโลยี เกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่ใช้มอเตอร์และพลังงานไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

อย่างเช่นก่อนหน้านี้ก็มีการพัฒนาเครื่องยนต์ลูกผสมอย่างไฮบริด โดยใช้หลักการง่ายๆ คือการนำพลังงานจลน์ที่ได้จากการเบรคไปหมุนมอเตอร์ไฟฟ้าแล้วเอาพลังงานที่ได้ไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ เพื่อใช้สำหรับขับเคลื่อนเครื่องยนต์ในขณะที่มีการเดินรอบต่ำ ก่อนที่จะกลายเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่เห็นกันทุกวัน

ถามว่าการแข่งรถมันดีต่อวงการยานยนต์อย่างไร ตอบง่ายๆ ก็คือ มันช่วยให้บริษัทหรือทีมต่างๆ พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนเครื่องยนต์ การออกแบบตัวถัง ช่วงล่าง ยาง ระบบแอโรไดนามิคและส่วนอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวรถ ซึ่งการที่ทีมส่วนใหญ่เป็นค่ายรถหรือผู้พัฒนาชื่อดังอยู่แล้วทำให้สามารถนำความรู้นั้นไปต่อยอดให้กับรถในค่ายตัวเอง กลายเป็นรถตัวต้นแบบและสามารถนำมาขายจริงได้ในอนาคต

ทาง FIA (สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ) มองแล้วก็คงสนใจเลยจัดให้มีการจัดแข่งขัน Formula E ขึ้นเมื่อปี 2014 โดยเปิดสนามแรกกันที่ปักกิ่งประเทศจีน แล้วก็วนไปทั่วโลกจนครบ 10 สนาม (ปัจจุบัน 11 สนาม 14 แรซ)

ส่วนเรื่องสมรรถนะของรถก็ไม่ธรรมดา เพราะโดยเฉลี่ยแล้วรถที่ใช้ในการแข่งขันรายการนี้จะมีพลังอยู่ที่ 250 แรงม้า (190 กิโลวัตต์) สามารถเร่งได้ถึง 100 กม./ชม. ได้ใน 3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 225 กม./ชม. เป็นอย่างน้อย ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้การแข่งมีความเร้าใจ

ความสนุกอีกอย่างของการแข่งรถไฟฟ้าคือ เทคโนโลยีของแต่ละค่ายไม่ได้ห่างกันมากนักทั้งทีมหน้าเก่าและหน้าใหม่ เพราะถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนากันทั้งนั้น ต่างกับ Formula 1 ที่เทคโนโลยีของบริษัทใหม่แทบจะสู้ไม่ได้เลย แถมต้องยอมกัดฟันซื้อเทคโนโลยีปีก่อนของทีมอื่นๆ ด้วยซ้ำ ทำให้แชมป์หน้าใหม่เลยไม่มีให้เห็นเลย

ที่แจ๋วกว่าคือ เขามีกติกาพิเศษให้แฟนๆ ได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันสมกับเป็นการแข่งสมัยใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า กติกาที่ว่านั้นมีชื่อว่า แฟนบูสท์ (Fan Boost) โดยผู้จัดจะเปิดให้แฟนคลับโหวต นักแข่งที่ตัวเองชื่นชอบผ่านทางเว็บไซต์ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อนแข่ง ใครที่ได้คะแนนสูงสุด 3 คนแรก จะสามารถเปลี่ยนพลังจากแฟนๆ มาเป็นพลังงานไฟฟ้าอีก 100 กิโลจูลส์ ซึ่งเจ้าบูสท์ตัวนี้คือการรีดพลังงานจากแบตเตอรี่ออกมาช่วงเวลาสั้นๆ  แค่ 5 วินาทีเท่านั้น แม้จะดูน้อย แต่ก็มากพอที่จะช่วยตัดสินชัยชนะในช่วยท้ายการแข่งขัน

สิ่งหนึ่งที่แฟนพันธุ์แท้ความเร็วอาจไม่ชอบคือเสียงเครื่องยนต์ที่ฟังดูคล้ายแมงวันแมงหวี่ไม่ส่งเสียงคำรามเร้าใจเหมือน F1 แบบที่เคยได้ยินก็เท่านั้นเอง

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments