728 x 90

5 ลีกยักษ์จอมทุ่ม

img
โดย++ เกรียน Bond ไทย

หลังตลาดซื้อขายนักเตะในยุโรปปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทาง CIES Football Observatory จึงได้เปิดเผยตัวเลขของเงินที่ใช้ในการซื้อขายนักเตะนับตั้งแต่ปิดฤดูกาลที่ผ่านมา

หากลองย้อนกลับไปในปี 2010 พบว่าทีมต่างๆใน 5 ลีกดังของยุโรปนั้น (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีกา สเปน, กัลโช เซเรียอา อิตาลี, บุนเดสลีกา เยอรมัน และ ลีก เอิง ฝรั่งเศส) มีการใช้เงินสูงมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในปี 2017 นี้ ทั้ง 5 ลีกได้จ่ายเงินไปมากถึง 5,100 ล้านยูโร หรือมากกว่าปีก่อนถึง 38% ผิดกับปี 2010 ที่จ่ายรวมกันแค่ 1,400 ล้านยูโรเท่านั้น

เมื่อแยกย่อยลงไปอีกจะพบว่า ลีกที่มีการจ่ายเงินมากที่สุดก็คือพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ที่จ่ายไปกว่า 1,771 ล้านยูโร หรือถ้าว่ากันง่ายๆ ก็คือ ทีมในอังกฤษเขาจ่ายเงินค่าซื้อนักเตะใหม่ไปทีมละประมาณ 89 ล้านยูโรเชียวนะ ผิดกับ กัลโช เซเรีย อา และ ลาลีกา สเปน ที่จ่ายไปเฉลี่ยทีมละ 55 และ 34 ล้านยูโรเท่านั้น

ถึงจะดูว่ามีการจ่ายเงินเยอะขนาดนั้น แต่จริงๆ แล้วเงินเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกใช้ไปไหนหรอก เพราะกว่า 71% ถูกใช้ไปกับการซื้อนักเตะกันเอง แบ่งเป็นการซื้อภายในลีกตัวเอง 1,920 ล้านยูโร และ การซื้อจาก 4 ลีกอื่นอีก 1,750 ล้านยูโร โดยเหตุที่ตัวเลขสูงเช่นนี้น่าจะเกิดจากการย้ายตัวแพงเว่อร์ของนักเตะอย่าง เนย์มาร์, เอ็มบัปเป หรือเดมเบเล นั่นแหละ

จากราคาที่เว่อร์วังอลังการนี้เอง ทำให้ โมนาโก กลายเป็นทีมที่ทำกำไรได้มากที่สุดถึง 289 ล้านยูโร เช่นเดียวกับ ดอร์ทมุนด์ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 110 ล้านยูโร ส่วนทีมที่ขาดทุนที่สุดในตลาดซื้อขาดปีนี้คงหนีไม่พ้น ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ตัวเลขติดลบถึง 343 ล้านยูโร ตามด้วยเอซี มิลาน ที่ซื้อแหลกจนขาดทุนไป 189 ล้านยูโร ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มาเป็นอันดับ 3 หลังขายนักเตะได้แค่ 11 ล้านยูโรเท่านั้น

แล้วไม่เพียงยูไนเต็ดเท่านั้นหรอกนะที่ขาดทุน เพราะตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ มีทีมจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษแค่ 5 ทีมเท่านั้นที่ทำกำไรได้ ส่งผลให้ตัวเลขรวมของลีกขาดทุนสูงถึง 835 ล้านยูโร จะมีก็แต่ลาลีกา สเปน เท่านั้นที่ทำกำไรได้ ถึงอย่างนั้นก็แค่ 9 ล้านยูโรเท่านั้น

สาเหตุที่ตัวเลขติดลบมากขนาดนี้ น่าจะมาจากการซื้อขายนักเตะด้วยค่าตัวที่เกินกว่าความเป็นจริง เพราะหลังจากที่ CIES ได้นำอัลกอริทึ่มของพวกเขามาคำนวณค่าตัวนักเตะในปัจจุบัน พบว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อเป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น คีเลียน เอ็มบัปเป ที่มีค่าตัวถึง 180 ล้านยูโรนั้น สูงกว่าที่ระบบคำนวณเอาไว้ถึง 87.4 ล้านยูโร เช่นเดียวกับ อุสมาน เดมเบเล ที่ย้ายไปบาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัวที่แพงกว่าที่คำนวณไว้ถึง 51.2 ล้านยูโร แต่การที่โรม่า ขาย โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล) และ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ (เชลซี) ด้วยราคาที่น้อยกว่าที่ระบบคำนวณถึง 34.6 ล้านยูโรนั้น ก็พอจะบอกได้ว่าราคาที่แพงเว่อร์นี้ก็ไม่ได้เกิดกับนักเตะทุกคน

ปัญหาเงินเฟ้อนี้ นอกจากจะส่งผลให้ทีมต่างๆ ต้องซื้อนักเตะด้วยจำนวนเงินที่มากขึ้นแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบมาถึงสถานะทางการเงินของสโมสรที่ต้องหารายได้เข้าทีมให้มากยิ่งขึ้น ทั้งจากสปอนเซอร์ ค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ รวมไปถึงค่าสินค้าที่ระลึก ค่าอาหาร เครื่องดื่มและค่าตั๋วเข้าชมเกม แม้ฟังดูไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักหากการเสริมทัพดังกล่าว ทำให้ทีมผลงานดีขึ้น แต่หากผลออกมาแล้วมันไม่เป็นที่น่าพอใจล่ะก็งานนี้บอกเลยว่า...น่าหนักใจ

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments