728 x 90

ZIEGHT ผู้จุดประกายไฟวงการ LIGHT INSTALLATION ของไทยสู่สายตาโลก

img

หากได้ไปเทศกาลดนตรี ศิลปะ หรืองานรื่นเริง คงต้องมีภาพติดกล้องโทรศัพท์ หรือไม่ก็โชว์บนสื่อโซเชียล ถึงบรรยากาศแสงสีจากดวงไฟที่สวยงาม หรือใครที่ได้มีโอกาสไป Wonderfruit น่าจะได้เห็นศิลปะการจัดวางไฟทรงเรขาคณิตอันแปลกตา ผลงานของ Zieght Project ทีมนักออกแบบและจัดวางไฟ หรือ Light Installation ที่ส่องแสงเปร่งประกายออกมาจนน่าจับตามองที่สุดอีกทีมหนึ่งของไทย ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาพวกเขามีผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ล่าสุดกับเทศกาลดนตรี ศิลปะ และปาร์ตี้ Lightning in A Bottle ที่มีสเกลใหญ่และโด่งดังเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถือเป็นมาตรวัดว่ามาตรฐานของคนทำงานไลต์อินสตอลเลชันไทยก็เป็นที่ยอมรับในสายตาโลก

BLT จึงชวน คุณเจย์ ปลอดภัย และ คุณมนต์ วัฒนศิริโรจน์ สองผู้ก่อตั้ง Zieght Project มาพูดคุยถึงการทำงาน และรู้จักกับ Light Installation เจาะแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานที่ก้าวไปสู่สายตาชาวโลก ไปจนถึงเรื่องแสงไฟในเมืองกรุงเทพฯ ที่ส่องสว่างแบบไม่มีวันหลับใหล




Zieght Project มีจุดเริ่มต้นอย่างไร
มนต์: ผมทำงานด้าน Motion Design และ Visual Design พอทำมาสักพักก็เริ่มมีคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาในตลาด จึงทำให้ในวงการมีส่วนแบ่งเยอะขึ้น เลยมองหาแนวทางอื่นหรือสิ่งใหม่ๆ ก็พบว่ามีงาน Light Installation ซึ่งก็กำเนิดมาตั้งแต่โลกมีไฟฟ้าใช้แล้ว ตรงกับแนวทางที่ผมกำลังหาอยู่ ซึ่งสามารถใช้ความรู้ความสามารถด้าน Motion Design ที่ถนัดมาต่อยอด จากทำงานแค่บนจอมอนิเตอร์หรือโซเชียลมีเดียวก็สามารถไปไว้ในไฟได้ ผมจึงมองหาผู้ร่วมขบวนการ แล้วพอดีได้เจอกับเจย์

เจย์: เราเจอกันที่งานเฟสติวัล ก่อนหน้านี้ผมเป็นผู้จัดปาร์ตี้ ส่วนอีกด้านก็เป็นผู้จัดละคร พอถึงจุดหนึ่งแล้วก็เห็นว่ามีคนจัดปาร์ตี้เยอะเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าสิ่งที่มนต์พบ คือสิ่งที่ขาดไปสำหรับงานผม

มนต์: จากนั้นเราก็เริ่มต้นก่อตั้ง Zieght Project ในช่วงสิ้นปี 2557

เจย์: ส่วนคำว่า Zieght มาจาก Site หมายถึงสถานที่ Size คือขนาด และ Sight เป็นการมองเห็น ที่จะเกิดอิมแพ็กบางอย่างกับสายตา โดยจะต้องเป็นสิ่งที่เราสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามพื้นที่ของสถานที่ และซึมซับบรรยากาศในบริเวณนั้น ส่วนขนาดไม่จำเป็นต้องโอเวอร์ไซส์ เพราะไม่ได้แปลว่าขนาดใหญ่แล้วจะเท่ ขนาดเล็กก็สามารถสร้างอิมแพ็กได้ การวิ่งของไฟไปกระทบกับสายตา สร้างการรับรู้ ความรู้สึก และสำคัญที่สุดต้อง Feel Space คือทำความรู้สึกกับพื้นที่

ไฟของ Zieght Project แตกต่างจากไฟประเภทอื่นอย่างไร
เจย์: ไฟแบบนี้เรียกว่า Mad Light ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ต่างจากไฟชนิดอื่น เพียงแต่ไฟชนิดอื่นๆ นั้นถูกตั้งโปรแกรมมาจากโรงงาน พอเสียบปลั๊กก็ทำงาน แต่เรามาพัฒนาโปรแกรมเอง เพื่อให้ไฟแสดงผลออกมาเป็นงาน Visual ที่จะนำมาการประกอบให้ออกมาเป็นรูปทรง Geometric หรือเลขาคณิต ถ้าให้เห็นภาพมากขึ้น อย่างในแกลเลอรีศิลปะ ที่มีการจัดวางไฟ Light Installation นั่นแหละคือไฟของเรา แต่ปัจจุบันเราสามารถนำมาติดตั้งกับอย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน แกลเลอรีอย่างเดียว อาจจะเป็น Display, Fashion Show, Event หรือเอาไปวางไว้กลางสะพานลอยยังได้เลย ก็เป็น Visual Art อย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าอยากจะสื่อสารอะไรให้คนรู้สึก

มนต์: เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้วจะสื่อสารกับคนยากมาก เพราะคนจะไม่เข้าใจว่าต่างกับไฟชนิดอื่นๆ ยังไง แต่พอคนเริ่มเข้ามาสัมผัสมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นว่าไฟของเราได้ไปสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับทุกคน

ผลงานของ Zieght Project ไปปรากฏตัวอยู่ที่ใดบ้าง
เจย์: Wonderfruit เป็นเทศกาลแรกที่ให้เราได้แสดงผลงาน ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าเราทำอะไรกัน เพราะงานแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เราคิดอยากจะจัดแสดงไฟในงาน Wonderfruit ซึ่งต้องขอขอบคุณ คุณพีท-ประณิธานพรประภาคุณโบว์ - นิกันติ์ วะสีนนท์ และ คุณดาว - ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ที่มองเห็นถึงความตั้งใจของเรา จนเกิดเป็นผลงานที่มีชื่อว่า Secret Keeper ด้วยคอนเซปต์ที่เป็นพื้นที่สำหรับคนทั่วไป ได้เข้ามาบอกความลับกับ Art Performance ซึ่งนำเสนอด้วยการเต้น แล้วไฟก็จะเปลี่ยนสีไปตามอารมณ์ของศิลปินที่เต้น และด้วยความที่ผมอยากจะเปิดเพลงเล่นกับไฟ เลยติดต่อดีเจให้มาเปิดเพลงด้วย แล้วโลเคชันอยู่ระหว่างเวทีหลักของงาน จึงมีคนมาภาพถ่ายจำนวนมาก ทำให้คนจดจำงานของเราได้เร็วกว่าปกติ หลังจากนั้นเราได้ไปแสดงผลงานเช่นที่ Quest Festival 2016 ประเทศเวียดนาม, Kolour In The Park 2016 ที่ Thai Wake Park จ.ปทุมธานี, Mystic Valley Festival2017 ที่เขาใหญ่ รวมไปถึงงานปาร์ตี้ที่จัดกันเอง





ล่าสุดที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปแสดงงานที่สหรัฐอเมริกามาด้วย

เจย์: เราได้ไปแสดงงานในเทศกาล Lightning in A Bottle ที่เลกซานอันโตนิโอ แคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดที่เรามีส่วนร่วม มีผู้เข้าร่วมเทศกาลกว่า 30,000 คน โดยเราได้รับการติดต่อจาก DoLab ซึ่งเป็นทีมจัดงานเฟสติวัลระดับโลกมาหลายแห่ง เขาติดตามผลงานของเราผ่านทาง Instagram แล้วรู้สึกชื่นชอบ เพราะเห็นว่าเราทำงานละเอียด ซึ่งที่จริงแล้วงานแบบนี้มีคนทำเยอะแยะ ไม่ใช่แค่เราจะเป็นคนเดียวในเอเชียหรือในโลก

ถ้าให้นิยามคาแร็กเตอร์ของ Zieght เป็นแบบไหน
มนต์: ถ้าให้ตอบเองจะตอบได้เพียงแค่วิธีการคิดกับคอนเซ็ปต์ คือ พื้นที่ สายตา และขนาด แต่ถ้าให้ตอบว่าภาพลักษณ์หรือซิกเนเจอร์ของเราคืออะไร มีจุดหนึ่งที่คนบอกว่าผลงานชิ้นนี้เป็นของ Zieght อย่างที่เจย์ว่าถึงการนำแท่งไฟมาประกอบเป็นรูปทรง Geometric นั่นคือ Visual จนคนติดภาพว่าสิ่งนี้คือความเป็นเรา แต่เราไม่ได้ทำรูปทรงนั้นเพียงอย่างเดียว

เจย์: เพราะว่าทรง Geometric มีอยู่ในโลกนี้มานานมากแล้ว แล้วไฟนีออนก็เป็นแท่ง แอลอีดีที่หาซื้อได้ตามสำเพ็งก็เป็นแท่ง แต่เราดีใจที่มีคนเห็นถึงรายละเอียด หรือลูกเล่นที่เกิดขึ้นในงานของเรา แล้วสามารถบอกได้ว่าเป็นงานของ Zieght

มองว่าตัวเองเป็นศิลปินไหม
เจย์: เราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นศิลปินหรอก

มนต์: เรียกว่าเป็นนักออกแบบที่สามารถตอบสนองความต้องการของศิลปินได้ และตอบสนองความต้องการของงาน Commercial (เชิงพาณิชย์) ได้จะดีกว่า

คนทำงานไลต์อินสตอลเลชันในไทยเยอะไหม
เจย์: มีคนทำไลต์อินสตอลเลชันเยอะมาก สำหรับผมมองว่าช่างทำนีออนดัดก็ถือว่าเป็นไลต์อินสตอลเลชัน อย่างช่างแถววงเวียน 22 กรกฎา ผมก็นับถือว่าเป็นผู้ชำนาญ ยังมีคนที่ทำงานนีออนดัดเป็นศิลปะมาขาย หรือทำป้ายหน้าร้าน จนถึงงานไฟแอลอีดีที่ติดตั้งตามตึก แต่ก็ต้องดูว่าเป็นงานศิลปะหรือเชิงพาณิชย์ ต้องบอกเลยว่าคนไทยมีฝีมือไม่แพ้ประเทศใดเลย ซึ่งจากการที่ผมไปได้งาน Lightning In A Bottle มา ตอนแรกผมกลัวว่าจะทำให้บริษัทเสียชื่อหรือเปล่า อย่าว่าเราเป็นตัวแทนประเทศไทยเลย เราไม่อาจยกตัวเองอย่างนั้นได้ คงเพราะด้วยความที่คนไทยมีนิสัยกลัวฝรั่งว่าเขาจะไม่ชอบ แต่พอเปิดไฟด้วยคอนเซ็ปต์ว่าต้องสวยทั้งกลางวันกลางคืน มีแสงดวงอาทิตย์มากระทบโครงสร้างที่เราออกแบบ แล้วทุกสิ่งสามารถทำได้จริง มีคนเดินมาชมเยอะกว่าที่เมืองไทยเสียอีก ทำให้เราภูมิใจมากจริงๆ

มนต์: ถ้าถามว่ามีผลงานที่ดีไหม ด้วยความที่เป็นงานศิลปะการจัดวาง อย่างเรื่องสีถ้าหลายๆ ตึกในกรุงเทพฯ ก็ดูผิดแผกไม่เข้ากันแล้ว อาจจะด้วยเพราะจุดประสงค์ของคนจัดที่เพียงแค่ทำให้เกิดความสนใจมากกว่า ไม่ได้สนใจว่าจะทำให้สวยงาม ทุกคนจึงพยายามตะโกนแข่งกันว่าฉันอยู่ตรงนี้ บางตึกทาสีสวยมากแต่ติดตั้งไฟไม่สอดคล้องกัน


เจย์: งานที่เราเห็นอยู่ตามท้องถนน สิ่งที่ขาดหายไปคือเรื่องอารมณ์ จะว่าไปแล้วบิลบอร์ดในเมืองหลวงเราน่าจะเยอะที่สุดในโลก ฉะนั้นความรกหูรกตาก็เยอะที่สุดแล้ว เพราะทุกคนอยากจะตะโกน แบรนด์อยากจะตะโกน ตึก ห้าง อยากจะตะโกน เพราะการแข่งขันที่สูง ทุกคนเลยอยากเปร่งแสงออกมา ใช้แสงเป็นเสียง มีปีหนึ่งที่ กทม. ลงทุนเรื่องไฟ ซึ่งถ้าอยากจะทำไลต์โชว์ในเมืองอย่างที่ซิดนีย์ หรืออัมสเตอร์ดัม ซึ่งต่างชาติเขาต้องลงทุนทำโครงสร้างเพิ่ม แต่บ้านเราไม่ต้องสร้างอะไรเพิ่มเลย ไม่ต้องเพิ่มไฟแล้ว ต้องลดด้วยซ้ำ ถ้า กทม. ยึดบิลบอร์ดที่เป็นแอลอีดีคืน แล้วเอาเงินไปลงกับคอนเทนส์เท่ากับที่ลงทุนจัดงานแสดงไฟ ด้วยจอริมถนนเรามีเยอะที่สุดในโลก ถ้ามีโมชั่นสวยๆ แสดงบนจอ กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองดิสเพลย์โมชันกราฟิกได้เลย





เทรนด์ในการจัดไฟตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
มนต์: ความตั้งใจของเราในปีนี้ผ่านมาแล้ว เพราะได้ไปแสดงงานที่ Lightning In A Bottle ซึ่งเป็นเป้าหมายตลอด 2 ปีที่ผ่านมาว่าจะต้องได้โอกาสรับเชิญให้ไปแสดงงานที่ต่างประเทศ ก็สามารถทำได้แล้ว

เจย์: แต่ปีนี้มีงานหนึ่งที่วางเป้าหมายไว้คือ Wonderfruit ซึ่งครบรอบ 5 ปี เหมือนกับเรา

มนต์: Wonderfruit เป็นงานใหญ่ ซึ่งเราเต็มใจทำให้ทุกปี เสมือนเป็นงานโชว์เคสในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ที่เราอยากนำออกมาเสนอ นอกจากนั้นทิศทางของเราคือ พยายามทำงานกับคนหลากหลายอาชีพ ไม่ใช่แค่งานบันเทิง ปาร์ตี้ มิวสิกวิดีโอ แฟชั่น งานดิสเพลย์ หรือจัดแสดงในแกลเลอรี สิ่งที่ท้าทายสำหรับเราคือไฟจะสามารถทำอะไรได้อีก

แล้วมีโอกาสไหมที่งานจะหลุดออกมาจากเฟสติวัลหรือแกลเลอรี มาตั้งอยู่พื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ

มนต์: มีความคิดอยู่หลายครั้งที่อยากจะนำผลงานมาแสดงเหมือนกัน แต่พอเป็นเรื่องของการจัดแสดงไฟ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องไฟฟ้า จึงต้องมองถึงเรื่องความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ก็ค่อนข้างมีมูลค่า ก็มีความเสี่ยงอยู่ระดับหนึ่ง แล้วทุกอย่างก็มาจบลงด้วยงบประมาณ ผมเชื่อว่าสามารถทำได้ แต่ต้องมีคนดูแลค่าใช้จ่าย

เจย์: รอกรุงเทพฯ ให้งบก่อน (หัวเราะ) เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเราก็คิดอยู่ว่าอยากจะทำให้เกิดแสงสว่างตามมุมต่างๆ ในกรุงเทพฯ การทำงานของเราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินอยู่อย่างเดียว แต่คือความสุขและได้ทำในสิ่งที่ชอบ เพราะตอนแรกตั้งใจจะทำเป็นงานอดิเรกเท่านั้น

กรุงเทพฯ สามารถทำได้ไหม น่าจะเป็นจุดการดึงดูดการท่องเที่ยวของเมืองในช่วงกลางคืน
มนต์: คนไทยชอบไฟ ชอบแสงสี เราน่าจะทำสิ่งที่มีอยู่ในให้ยกระดับขึ้น ให้เป็นสเปเชียลไนต์ สเปเชียลอีเวนต์ ให้พื้นที่น่าสนใจขึ้น

เจย์: เราไม่มีจุดที่ชัดเจนว่ากรุงเทพฯ จะเป็นอะไร ก็เลยพยายามยัดเยียดทุกอย่างที่เป็นเทรนด์ เหมือนไปดูงานไฟอัมสเตอร์ดัม ก็ต้องจัดงานไฟที่กรุงเทพฯ​ บ้าง แต่ไม่สามารถจัดได้ เพราะเราไม่ใช่เมืองเดิน รถติดขนาดนี้ ภูมิศาสตร์ของเมืองไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะจัดเทศกาลไฟได้ แต่เราสามารถนำสิ่งที่มีอยู่ทำให้เกิดสีสันขึ้นได้ เราสร้างได้ด้วยจอที่มีอยู่ คนทำอนิเมชันบ้านเราก็มีฝีมือไม่ได้แพ้ใคร





มองวงการไลต์อินสตอลเรชั่นเติบโตขึ้นไหม
เจย์: จากทิศทางที่มีคนติดต่อเรามาเยอะขึ้น สะท้อนว่าคนที่เข้าใจในการใช้ไฟมีมากขึ้น เริ่มรับรู้ว่าไฟสามารถเปลี่ยนอารมณ์ได้ และก็มีทีมนักจัดไฟเพิ่มขึ้นด้วย แต่ก็มีบางกลุ่มที่หายไปไม่น้อย ด้วยความละเอียดและการใช้เวลาในการทำงาน บางทีมีอะไรที่ทำแล้วได้เงินมากกว่า คนก็อาจจะหันไปจับทางนั้น

มนต์: ในแง่ของเทคโนโลยีมีการขยับตัว จึงมีอุปกรณ์ใหม่ๆ ในตลาด พอทุกอย่างเติบโตก็มีคนเห็นช่องทางการตลาด มีบริษัทที่เกิดขึ้นมากขึ้นตามปกติ แต่สำหรับบริษัทเราก็เติบโตขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งเรามีเทคนิคใหม่ๆ จากการสะสมประสบการณ์ที่ผ่านมา

มีผู้เล่นหน้าใหม่หรือการแข่งขันกันมากน้อยแค่ไหน
เจย์: มีตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับ เราน่าจะมาทีหลังด้วยซ้ำ ซึ่งช่วง 3 ปีแรก เราทำงานอย่างอื่นอย่างหนักหน่วง เพื่อมาลงทุนในส่วนนี้ถึงมีผลลัพธ์ออกมา การทำงานของเราไม่ได้ตามจำนวนเงิน แต่อาจจะต้องมีรายได้เพื่อเป็นรางวัลของชีวิต และเป็นงบลงทุนต่อยอดในงานของเรามากกว่า สามารถทำให้ผลักดันตัวเองได้ไกล เราไม่ได้มองเชิงธุรกิจ เพราะไม่มีการวางเป้าหมายว่าปีนี้จะโตกี่เปอร์เซ็นต์

มนต์: ยิ่งในต่างประเทศมีมาก่อนสักพักหนึ่งแล้ว แต่เรานำมาทำให้ชัดเจนขึ้น คือคนสามารถจับต้องได้จริงๆ แค่เราสนุกกับมัน ท้าทายตัวเองขึ้นเรื่อยๆ และได้ไปในที่ต่างๆ ซึ่งไม่เคยได้ไปก็พอใจมากแล้ว

ในการแสดงงานแต่ละครั้งคาดหวังไหมว่าต้องการให้คนรู้สึกอย่างไรกับงานของเรา
เจย์: ไม่ได้คาดหวังมาก แค่อยากให้คนที่มาดูชื่นชอบ เพราะงานถูกคิดและประกอบออกมาอย่างตั้งใจ

มนต์: คาดหวังว่าผลงานของเราจะไปทำงานบางอย่างกับคนดู ซึ่งจะรู้สึกชอบหรือไม่ชอบก็ได้ แต่นั่นแสดงว่างานของเรามีพลังกับเขาแล้ว

มองคุณค่าของแสงกันอย่างไร
เจย์: ผมมองแสงเป็นอารมณ์ ผมชอบมองแสงอาทิตย์ตอนเช้าหรือช่วงเวลากำลังตก แล้วหยิบเอาแสง สี และอารมณ์มาใช้ในงานของเรา ซึ่งย้อนกลับ 5 ปีที่แล้วที่ยังไม่ได้มาทำ Zieght ผมไม่เคยสังเกตสิ่งเหล่านี้เลย และสิ่งที่ทำให้ภูมิใจมากๆ คือมีคนเข้ามาขอบคุณ Zieght ชอบผลงานและรอชมงานของเรา มันทำให้ผมได้รับพลัง

มนต์: แสงคือทุกอย่างของชีวิต ทำให้เรามองเห็น มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ ผมทำงานศิลปะถ้าไม่มีแสงก็ทำงานไม่ได้ แต่ถ้าในแง่ของแสงที่เรากำลังทำอยู่ มีความหมายถึงพลังคิดและตั้งใจทำ ซึ่ง Zieght คือสิ่งที่เราภูมิใจ เพราะทำให้มีตัวตนในสังคม อีกอย่างยังขับเคลื่อนคนรอบข้างให้สนุกและให้พลังงานกับเขา แล้วเราก็ใช้สิ่งนี้เป็นสื่อกลางในการสร้างสื่อสารกับคนใหม่ๆ



Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments