728 x 90

ภูฏาน อาณาจักรเหนือม่านเมฆ

img
โดย++ รัฐสยาม ศีลคุณ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Lonely Planet ที่จะมาเปิดสัมผัสการท่องเที่ยวในทุกตารางนิ้วของโลก
ในเทือกเขาสูงปกคลุมด้วยป่าสนหนาครึ้มราวกับห่มด้วยผ้าสักหลาดสีเขียว มองเห็นบ้านเรือน วัด และปราการในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ เห็นยอดเขาหิมะขาวโผล่พ้นเมฆอยู่เบื้องหลัง เป็นภาพที่งดงามยิ่งกว่าจิตรกรรมของศิลปินเอก ที่นี่คือ ราชอาณาจักรภูฏาน จุดหมายทางการท่องเที่ยวพิเศษบนแผนที่โลก อันลือเลื่องในธรรมชาติ ผู้คนที่มีอัธยาศัยในชุดพื้นเมือง เทศกาลที่มากสีสัน รวมถึงนโยบายของรัฐที่ให้ความสำคัญของความสุขมวลรวมประชาชาติ 
ภูฏาน
การเดินทางมายังภูฏานไม่ได้ยากเย็นอย่างที่เข้าใจ เพราะภูฏานไม่ได้มีการจำกัดจำนวนนักเดินทาง แต่การท่องเที่ยวแบบอิสระด้วยคู่มือนำเที่ยวนั้นไม่ใช่ทางเลือกสำหรับที่นี่ เนื่องจากรัฐบาลภูฏานกำหนดนโยบายการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนหรือ ‘High value, low volume tourism’ ซึ่งระบุให้นักเดินทางทุกคนวางแผนการเดินทางผ่านตัวแทนการท่องเที่ยวท้องถิ่น ซึ่งจัดการเรื่องที่พัก อาหาร ยานพาหนะ และการเดินทาง รวมถึงการมีมัคคุเทศก์ที่คอยดูแล ตั้งแต่มาถึงจนได้เวลากลับบ้าน โดยมีเรียกเก็บธรรมเนียมค่าใช้จ่ายล่วงหน้าขั้นต่ำ 200-250 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันเป็นอย่างน้อย ขึ้นกับฤดูกาล ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยคัดสรรให้นักท่องเที่ยวที่มีกำลังทางเศรษฐกิจและความตั้งใจจริงเท่านั้นที่จะเข้ามา
 
เมืองพาโร (Paro) คงไม่ต่างจากประตูบานใหญ่ที่เปิดเข้าสู่ภูฏาน เพราะเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติ ธงชาติสีเหลืองและส้ม โบกสบัดในสายลมหิมาลัยประกาศความเป็นดินแดนแห่งมังกรฟ้าคำราม ตามชื่อดั้งเดิมที่เรียกว่า Druk Yul อันแปลว่าประเทศแห่งมังกร ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
 
ระหว่างทางจากสนามบินสู่ตัวเมืองพาโร ผมได้เห็นผู้คนที่กำลังห้อมล้อมสนามยิงธนูริมทาง โดยกีฬายิงธนูนั้นนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวภูฏาน 




ทางอีกฟากฝั่งของแม่น้ำ คือสถาปัตยกรรมภูฏานรูปทรงสี่เหลี่ยมมีกำแพงสูงสีขาวล้อมรอบ ที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ นั่นคือ ปราการแห่งพาโร (Rinpung Dzong) เราจะพบซองก์หรือปราการใหญ่เหล่านี้ได้ตามเมืองหลัก เพราะในอดีตนั้นจะมีการสร้างขึ้นตรงจุดยุทธศาสตร์ตามหัวเมือง ซึ่งมีความสำคัญในฐานะศูนย์อำนาจทางการเมือง การศาสนา และการป้องกันแว่นแคว้น จนกระทั่งเมื่อภูฏานเป็นปึกแผ่นแล้วซองก์เหล่านี้ ยังถูกใช้เป็นศูนย์บริหารงานของจังหวัดและศาสนสถานต่อมา
 
ปราการแห่งพาโรสร้างขึ้นในปี 1646 โดยซับดรุง นาวัง นัมเกล (Zhabdrung Ngawang Namgyel) มหาบุรุษผู้ทรงคุณูปการณ์ในสร้างบูรณาการแห่งรัฐชาติให้กับภูฏาน รวมทั้งมีบทบาทสำคัญด้านอื่น เช่นเป็นผู้เผยแผ่ให้พุทธศาสนาสาย Drukpa Kagyu ในนิกายวัชรญาณเจริญงอกงามเป็นศาสนาประจำชาติ ไปจนถึงการริเริ่มเครื่องแต่งกายพื้นเมืองคือ ชุดโกและกีร่าที่ชาวภูฏานสวมใส่ สำหรับชาวภูฏานแล้วท่านเป็นดั่งเทพบิดรศิกดิ์สิทธิ์ ซึ่งเราจะได้พบรูปเคารพของท่านประดิษฐาน เคียงข้างกับองค์พระศากยมุณี และกูรูรินโปเช่ในศาสนสถาน หรือภาพแขวนทังกา (Thanka) ที่ผู้คนสักการะทั่วไป ภายในปราการแห่งพาโรแบ่งเป็นทั้งที่ตั้งของหน่วยงานบริหารราชการและศาลท้องถิ่น รวมทั้งเขตสังฆาวาสและศาสนสถาน ด้านบนหอสังเกตการณ์ประจำซองก์ (Ta Dzong) ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติภูฏานซึ่งแสดงศิลปะและโบราณวัตถุที่ไม่ควรพลาดชม
ปราการแห่งพาโร


เมืองพาโรยังเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากเป็นที่ตั้งของอารามเก่าหลายแห่ง โดยเฉพาะศาสนสถานซึ่งตั้งอยู่บนเชิงผา ซึ่งชาวภูฏานเชื่อกันว่าต้องเดินทางมาแสวงบุญ บนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์สู่วัดแห่งนี้สักครั้งในชีวิต นั่นก็คือ วัดทักซัง (Taktsang Monastery) ที่รู้จักกันในนามรังเสือ (the Tiger’s nest)  ที่มีตำนานเล่าว่ากูรูรินโปเช่ (Guru Rinpoche) ผู้นำศาสนาพุทธมาสู่ภูฏานเคยเหาะมาบนหลังเสือ เพื่อมาปฏิบัติธรรมในถ้ำบนเนินเขาแห่งนี้ การเดินทางมาสู่วัดทักซังนั้นต้องใช้ความตั้งใจดังที่หลายคนร่ำลือ เพราะต้องเดินทางขึ้นเขาบนทางชัน ทีมีอากาศบางเบากว่าปกติ ซึ่งแม้ว่าการขี่ม้าจากตีนเขาจะช่วยผ่อนแรงไปได้ครึ่งทาง แต่ก็ยังต้องเดินขึ้นลงบันไดอีกหลายขั้นจึงไปถึง  บนเส้นทางนั้นได้เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติ ที่สวยงามและดอกกุหลาบพันปีที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ พอให้หายเหนื่อย
วัดทักซัง


จากการเดินทางราวสองชั่วโมง รางวัลของผู้รอนแรมนั้นก็ปรากฏอยู่ตรงเบื้องหน้า เมื่อวิหารวัดทักซังมีเครื่องยอดสีทองตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่บนเชิงผาเปิดเผยแก่สายตา ริ้วธงภาวนาหลากสีสันที่ยึดโยงไว้เหนือหน้าผาสูงปลิวสะบัดในสายลม ส่งเสียงพึมพำฟังคล้ายใครมากระซิบบทสวดมนต์อยู่ที่ใดสักแห่ง ท่ามกลางทิวทัศน์ที่อลังการของเทือกเขาและป่าสน กำแพงสีขาวโพลนของอารามโดดเด่นออกมาจากผาหินที่ตัดตรง คล้ายกับว่าล่องลอยอยู่ในอากาศ ด้วยความอุตสาหะและพลังศรัทธาอันแรงกล้า จึงเนรมิตรอารามที่แสนอัศจรรย์บนหน้าผาท่ามกลางป่าเขาเช่นนี้ได้ 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments