728 x 90

ส่องทิศทางทองคำหลังเลือกตั้ง 62 รุ่งหรือร่วง!

img

ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจ เนื่องจากมีตัวตน ต่างกับระบบ Bitcoin ที่ไร้ตัวตน อีกทั้งยังคาดการณ์ราคาขึ้นลงได้โดยมักจะผันผวนและอยู่ในทิศทางตรงข้ามกับค่าเงินดอลลาร์ โดยนพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารของบริษัท MTS GOLD Group ให้มุมมองต่อทิศทางการลงทุนทองคำหลังการเลือกตั้ง ปี 2562 ไว้ ดังต่อไปนี้

ทองคำยังน่าสนใจอยู่ไหม?
ทองคำยังน่าสนใจตลอดไปดังคำพูดที่ว่า “Gold is forever” เหตุผลเพราะว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือก และเป็นสินทรัพย์ที่เป็นตัวตน ต่างกับระบบ Bitcoin ที่ไม่มีตัวตน และปัจจุบันมีการพัฒนาการซื้อขายเข้าสู่ระบบ Digital Online หรือเข้าสู่ระบบ 5G โดยใช้ A.I. ณ ขณะนี้ทองคำเริ่มผูกกับดอลลาร์ในทิศทางกลับกัน กล่าวคือ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าทองคำจะขึ้น แต่เมื่อดอลลาร์แข็งค่าทองคำก็จะปรับตก ดังนั้น การลงทุนในทองคำจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งและมีผู้สนใจลงทุนในทองคำมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากฝั่งเอเชีย นำโดย จีน และอินเดีย ที่มีประชาชนประมาณ 1 ใน  2 ของโลก รวมทั้งทาง Southeast Asia มีความชื่นชอบทองคำทางวัฒนธรรมมาแต่ดั้งเดิม จึงกล่าวได้ว่าทองคำยังลงทุนได้ตลอดไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือความผันผวนของราคาที่มีมากขึ้นและตลอดเวลา ในทางกลับกันความผันผวนของราคาทองคำกลับเป็นความนิยมชมชอบที่นักลงทุนทั่วไปใฝ่หา เพราะยิ่งราคามีการแกว่งก็ยิ่งเป็นโอกาสที่จะเข้าทำกำไรได้มากขึ้น และ ส่งผลให้มีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้สลับกันไปเสมอ ดังนั้น ทองคำจึงไม่มีวันตาย

ทิศทางทองคำไทยหลังเลือกตั้ง
ปัจจัยหลักที่จะทำให้ราคาทองคำไทยเปลี่ยนแปลง คือ ราคาทองคำตลาดโลก และ ค่าเงินบาท ที่มักจะเคลื่อนตัวผันผวนและอยู่ในทิศทางตรงข้ามกับค่าเงินดอลลาร์เสมอ แม้ราคาทองคำตลาดโลกอยู่คงที่ แต่ถ้าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าก็จะทำให้ราคาทองคำไทยปรับตัวลดลง คาดว่าหลังเลือกตั้งราคาทองคำไทยจะไปไหนไม่ได้ไกล โดยมีแนวรับ 19,200 บาท/บาททองคำ และมีแนวต้าน 19,600 บาท/บาททองคำ ซึ่งหากมีการเลือกตั้งสำเร็จก็จะสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนแก่นักลงทุน ต่างประเทศ สิ่งที่ตามมาคือเม็ดเงินไหลเข้าและเงินบาทแข็งค่า จะเป็นการกดดันทำให้ราคาทองคำไทยเคลื่อนตัวในทิศทางลดลง

แนวโน้มการลงทุนทองคำปี 2562
แนวโน้มโดยภาพรวมช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นจาก 1,285 เหรียญ ทะลุ 1,300 เหรียญ ไปทำจุดสูงสุดแถว 1,346 เหรียญในช่วงปลายเดือนก.พ. จากสภาวะสงครามการค้า  อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. ราคาทองคำปรับร่วงลงมาแล้วประมาณ 3% จากระดับ 1,330 เหรียญ มาที่ 1,285 เหรียญ และช่วงที่เหลืออีก 9 เดือนต่อจากนี้ วิเคราะห์ว่าในระยะยาวมีโอกาสเห็นดอลลาร์อ่อนค่าลงจากสภาวะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มชะลอตัวลง และสิ่งที่สำคัญตามมาคือการชะลอนโยบายขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ล่าสุดดูเหมือนจะขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่มาก และสมาชิกบางรายมองว่าอาจจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำไป ซึ่งภาวะสมดุลของนโยบายการเงินของเฟดที่ไม่ตึงตัว ย่อมเกื้อหนุนต่อการปรับขึ้นของทองคำในระยะยาว

โดยวิเคราะห์ว่า ทองคำน่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วจากช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้วที่อยู่บริเวณ 1,160 เหรียญ โดยปีนี้น่าจะเห็นราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ได้ที่บริเวณ 1,360 เหรียญขึ้นไป โดยทองคำจะมีแนวต้านสำคัญที่ 1,350 เหรียญก่อน หากทะลุขึ้นไปได้น่าจะเห็น 1,400 เหรียญ ในกรณีที่เฟดกับการเจรจาการค้าสหรัฐฯกับจีนเป็นไปได้วยดี น่าจะเห็นทองคำปรับตัวลงได้ แต่น่าจะไม่ลงต่ำมากหลุด 1,220 เหรียญลงมาด้วยซ้ำ ซึ่งน่าจะสามารถทรงตัวบริเวณ 1,250 เหรียญได้ จึงหมายความว่าทองคำมีโอกาสขึ้นมากกว่าจะลงนั่นเอง

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments