728 x 90

ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ บ้านแฝด เกรดบน ทางเลือกใหม่คนกรุง

img

ตลาดทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝด ระดับบน ในเขตกรุงเทพฯ มีการแข่งขันมากขึ้น แต่ละโครงการพยายามสร้างจุดขาย โดยเน้นไปที่การออกแบบโครงการภายนอก และฟังก์ชันการใช้งานภายใน เพื่อสร้างความแตกต่าง มีระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป เฉพาะในกรุงเทพฯ มีอุปทานรวมทั้งสิ้น 1,119 ยูนิต แบ่งเป็นระดับราคา 10-20 ล้านบาท คิดเป็น 62% ของจำนวนทั้งหมด รองลงมา ราคา 20-30 ล้านบาท 29%, มากกว่า 40 ล้านบาท 6% และ 30-40 ล้านบาท 3% โดยเป็นกลุ่มผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่จริง (Real Demand) ต่างกับตลาดคอนโดฯ ที่มีการเก็งกำไร ส่งผลมีเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2561 โดยเท่ากับ 104%

โดยตลาดทาวน์โฮม ยังคงได้รับความนิยมจากกลุ่มคนซื้ออายุ 30-40 ปี ที่ต้องการขยายครอบครัว ส่วนโฮมออฟฟิศ ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ ในทำเลที่เดินทางได้สะดวก แทนการเช่าออฟฟิศใจกลางเมืองที่ราคาแพง และยังจัดสรรพื้นพื้นที่ไว้เพื่อพักอาศัยหรือการปล่อย หากเป็นโซนลาดพร้าว-วังทองหลาง ส่วนใหญ่ทำเป็นออฟฟิศ แบ่งชั้นบนสุดเพื่อพักอาศัย กลุ่มลูกค้าหลักเป็นธุรกิจประเภทสุขภาพ/ความงาม ต่างกับโซนพระโขนง-สวนหลวง-แบริ่ง ซื้อโฮมออฟฟิศเพื่อเป็นที่พักอาศัย 

รูปแบบแต่ละทำเล มีความแตกต่างกัน โดยใจกลางเมือง จะเป็นโครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝดเพื่ออยู่อาศัย ซึ่งได้แก่โซนสาทร-บางรัก และโซนวัฒนา-คลองเตย มีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้มีขนาดใหญ่ เฉลี่ยอยู่ที่ 450 ตร.ม. และราคาเฉลี่ยต่อยูนิต 50 ล้านบาท ที่น่าสังเกตคือทำเลใจกลางเมืองก็ยังได้รับความนิยม ส่วนทำเลรอบใจกลางเมือง มีการพัฒนาโครงการทั้งทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และบ้านแฝด โดยทาวน์โฮม เฉลี่ยมีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยประมาณ 300 ตร.ม. ราคาเฉลี่ยประมาณ 19 ล้านบาท, บ้านแฝด พื้นที่ใช้สอยประมาณ 395 ตร.ม. ราคาเฉลี่ย 24 ล้านบาท และ โฮมออฟฟิศ พื้นที่ประมาณ 460 ตร.ม. เฉลี่ย 29 ล้านบาท 

ทำเลโซนรอบใจกลางเมือง ยังเติบโตได้ดี อัตราการขายของทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝด เฉลี่ยเท่ากับ 1.49 ยูนิตต่อเดือน โดยพบว่าโครงการในโซนพระโขนง-สวนหลวง-แบริ่ง มีอัตราการขายสูงที่สุด 4.15 ยูนิตต่อเดือน อันดับ 2 โซนยานนาวา-บางคอแหลม-คลองสาน 1.61 ยูนิตต่อเดือน อันดับ 3 โซนพญาไท-รัชดาภิเษก 0.92 ยูนิตต่อเดือน โดยระดับราคาที่มีอัตราการขายสูงที่สุดคือ 20-30 ล้านบาท

โครงการขนาดเล็ก VS โครงการขนาดใหญ่ สำหรับโครงการขนาดเล็ก มีข้อดีได้แก่ 1. ทำเลดี หลายโครงการตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ทางด่วน หรือรถไฟฟ้า 2. การปรับเปลี่ยนฟังก์ชันภายในบ้านได้ตามความต้องการ มีความยืดหยุ่นในเรื่องการออกแบบและการก่อสร้าง สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันภายในบ้านได้ ในช่วงก่อนหรือระหว่างการก่อสร้าง 3. จำนวนยูนิตน้อย เหมาะกับคนที่ต้องการความเงียบสงบ เป็นส่วนตัว นอกจากนี้ยังไม่ต้องเสียค่าส่วนกลางโครงการ เป็นต้น

ส่วนโครงการขนาดใหญ่ (โครงการที่ต้องยื่นขออนุญาตจัดสรรทั่วไป) มีข้อดีคือ 1. ส่วนกลางขนาดใหญ่ เช่น สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส และสโมสร เป็นต้น 2. ระบบการดูแลความปลอดภัย การดูแลความเรียบร้อยได้มาตรฐาน 3. ความเชื่อมั่นในงานก่อสร้าง 4. ราคาถูกกว่าโครงการขนาดเล็ก และ 5. การอยู่อาศัยร่วมกันหลายๆ ครอบครัว ทำให้เกิดสังคมภายในโครงการ

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments