728 x 90

คนไทยแบกหนี้เร็วและนานขึ้น เริ่มค้างชำระหนี้ตั้งแต่อายุ 25-35 ปี

img

ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงานนโยบายการเงิน มีนาคม 2562 พบว่า หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 78% ต่อ GDP ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ประมาณ 40% อีกทั้งหนี้ครัวเรือนไทยยังกลับมาขยายเร่งขึ้นอีกครั้ง ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2560

ซึ่งจากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อี๊งภากรณ์ เผยข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่า คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น เป็นหนี้นานขึ้น และเป็นหนี้มากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. คนไทยเริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้น และเป็นหนี้เสียตั้งแต่อายุยังน้อย โดยสัดส่วนของกลุ่มคนวัยเริ่มทำงานในช่วงอายุ 25 - 35 ปี กว่าครึ่งหนึ่งมีหนี้จากสินเชื่ออุปโภคบริโภค และ/หรือหนี้บัตรเครดิต นับเป็นช่วงอายุที่มีสัดส่วนคนเป็นหนี้มากที่สุด ส่วนด้านคุณภาพหนี้ พบว่าลูกหนี้ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนการเป็นหนี้เสียสูงถึง 1 ใน 5 
2. คนไทยเป็นหนี้นานขึ้น หนี้สินต่อคนเร่งขึ้นเร็วสำหรับคนในช่วงอายุปลาย 20 จนถึง 30 ปี และคงอยู่ในระดับสูง ตลอดช่วงวัยทำงาน นอกจากนี้ ระดับหนี้ไม่ได้มีแนวโน้มลดลงแม้จะเข้าสู่วัยใกล้เกษียณ สะท้อนถึงปัญหาความมั่นคงทางการเงิน ของคนไทย 
3. คนไทยมีหนี้มากขึ้น ค่ามัธยฐานของหนี้สินต่อคนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในระยะเวลาเพียง 6 ปีโดยเพิ่มขึ้นจาก 70,000 บาท/คน ในปี 2553 มาอยู่ที่ประมาณ 150,000 บาท/คน ณ สิ้นปี 2559

นอกจากนี้ กว่า 16% ของคนที่มีหนี้ หรือประมาณ 3 ล้านคน มีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน ซึ่งเป็นหนี้เสียที่ต้องถูกเจ้าหนี้ติดตามทวงถาม หรืออยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่เปราะบางของคนไทย และสะท้อนว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังติดอยู่ในวงจรหนี้ที่ส่วนหนึ่งมาจากการขาดวินัย และความรู้ทางการเงิน

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากงานวิจัยของ ธปท. ภายใต้โครงการสำรวจศึกษาปัญหาหนี้สินของภาคครัวเรือนไทย และนัยเชิงนโยบาย พบว่า วินัยทางการเงินเป็นในปัจจัยสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ซึ่งจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ จะเห็นได้ชัดว่า 
1. ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่เห็นว่า “วินัยทางการเงิน” มีความสำคัญต่อสาเหตุการเป็นหนี้ และการแก้ไขปัญหาหนี้ 
ซึ่งสาเหตุหลักที่ครัวเรือนไทยมีหนี้ มาจากรายรับที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยเกี่ยวเนื่องไปถึงการขาดวินัยทางการเงิน โดยเฉพาะการขาดการออมอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันครัวเรือนส่วนใหญ่เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ได้ดี คือ การมีวินัยทางการเงินของครัวเรือน การได้รับความรู้ทางการเงิน รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ ตามภาพที่ 1


2. ครัวเรือนที่มีหนี้มีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายน้อยกว่าครัวเรือนที่ปลอดหนี้
โดยครัวเรือนที่มีหนี้ มีการใช้จ่ายโดยรวมสูงกว่าจากการเปรียบเทียบ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเดินทาง ค่าโทรศัพท์ และค่าสาธารณูปโภค ขณะเดียวกันครัวเรือนที่มีหนี้ มีแนวโน้มที่จะซื้อสินทรัพย์ที่สะท้อนฐานะทางสังคม อาทิ ที่อยู่อาศัย และรถยนต์ ในมูลค่าที่สูงกว่าครัวเรือนที่ปลอดหนี้ 

3. ครัวเรือนที่มีหนี้ และมีปัญหาทางการเงิน มักเป็นกลุ่มที่ขาดการวางแผนทางการเงิน
ครัวเรือนที่มีหนี้ และมีปัญหาทางการเงินมีรายจ่ายที่สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว เช่น ค่าเสื้อผ้า และค่าสันทนาการ สูงกว่ากลุ่มมีหนี้แต่ไม่มีปัญหาทางการเงินประมาณ 3 - 5 เท่า นอกจากนี้ การเจ็บป่วยของคนในครอบครัวนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครัวเรือนขาดสภาพคล่อง เนื่องจากรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง สะท้อนถึงความสำคัญ และความจำเป็นของการวางแผนทางการเงิน และการออมเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม ธปท. ระบุว่า นโยบาย และมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ จะขาดประสิทธิผล หรือมีผลน้อยหากครัวเรือนเองไม่มีวินัยทางการเงิน ซึ่งเป็นต้นตอที่สำคัญของปัญหาหนี้สิน การจะแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องเริ่มที่ระดับครัวเรือนก่อน ซึ่งมีแนวทางที่ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้ดังต่อไปนี้
1. เข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง โดยครัวเรือนสามารถจัดท้าบัญชีรายรับรายจ่ายของครัวเรือน ซึ่งจะทำให้ทราบว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายที่แท้จริงมีจุดไหนที่จำเป็น และไม่จำเป็น รายจ่ายใดเป็นรายจ่ายประจำ และรายจ่ายใดเป็นรายจ่ายแบบชั่วคราว ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการการเงินทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
2. ตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่าย โดยแบ่งเป้าหมายเป็นแบบขั้นบันไดจากง่ายไปยาก คือ จากเป้าหมายที่ไม่เข้มงวดมากนักในช่วงแรก ทยอยไปสู่เป้าหมายที่เข้มงวดมากขึ้นในช่วงหลัง เพราะการปรับตัวในช่วงแรกมักจะทำได้ยาก และครัวเรือนมักจะสูญเสียกำลังใจ หรือท้อถอยหากไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ในทางกลับกัน การตั้งเป้าหมายที่ไม่เข้มงวดมากนักแต่ทำได้จริง จะเกิดความภาคภูมิใจ และมีกำลังใจที่จะทำต่อเนื่อง
3. ออมเงินให้เป็นกิจวัตร โดยการแบ่งส่วนเงินออมไว้ตั้งแต่แรกทุกครั้งเมื่อมีรายได้เข้ามาก่อนการใช้จ่ายใดๆ เพื่อเป็นการรักษาวินัยในการออม และเป็นการบังคับให้วางแผนการใช้จ่ายจากเงินส่วนที่เหลือ
4. ออมก่อนกู้เพื่อลดภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในอนาคต การกู้ยืมเต็มอัตราที่ 100% ของมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะทำให้มีภาระหนี้สูงในอนาคตจากเงินต้นที่สูง ซึ่งภาระหนี้สามารถลดลงได้หากผู้บริโภค มีการออมและใช้เงินออมนั้นส่วนหนึ่งมาใช้จ่ายแทนที่จะต้องกู้ทั้งหมด เช่น การซื้อรถยนต์ ควรใช้เงิน ของตนเองส่วนหนึ่งแทนการกู้ตามมูลค่ารถยนต์ทั้งหมด 100% 
5. พยายามไม่ให้สัดส่วนภาระหนี้จ่ายต่อเดือนเทียบกับรายได้ต่อเดือนสูงกว่า 40 % โดยงานวิจัยในอดีตสำหรับประเทศไทยชี้ว่า หากสัดส่วนดังกล่าวเกิน 40% อาจจะสร้างปัญหาทางการเงินแก่ครัวเรือนและนำไปสู่การผิดชำระหนี้ได้
6. อย่าเสียดายโอกาสหรือหลงกลในกับดักทางการตลาด เนื่องจากผู้บริโภคมักจะถูกหลอกล่อด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ ทั้งการผ่อนแบบ 0% หรือการลดแลกแจกแถมต่างๆ ทำให้เราเสียดายโอกาส เพราะคิดว่าโอกาสทองแบบนี้มีไม่มาก จึงตัดสินใจซื้อทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น ดังนั้นก่อนที่จะซื้อให้ตั้งคำถามกับตัวเองถึงความจำเป็นหลายๆ ครั้ง หรือลองทดสอบใจตนเองโดยการรอคอย อีกหนึ่งสัปดาห์ แล้วค่อยซื้อหากคิดว่ายังจำเป็น 
7. การดูแลสุขภาพเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัย 3 หลักการคือ (1) พักผ่อนให้เพียงพอ (2) กินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และ (3) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
8. การทำประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในยามที่เจ็บป่วย โดยควรเริ่มทำตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้ประกันสุขภาพครอบคลุมการรักษาโรคต่างๆ ให้มากที่สุด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า แนวทางข้างต้นเป็นแนวทางที่ครัวเรือนสามารถปฏิบัติตามได้ และหากทำได้จริง อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ครัวเรือนมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และทำให้ครัวเรือนมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้นตามมา ซึ่งหากทุกครัวเรือนมีพื้นฐานทางการเงินที่ดี จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เสถียรภาพระบบการเงินไทย และนำพาให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคงในที่สุด

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments