728 x 90

คราฟท์เบียร์สัญชาติไทย แต่ผลิตต่างแดน

img

ช่วง 5-6  ปีมานี้ตลาดเบียร์ในไทยคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีกระแส “คราฟต์เบียร์” หรือเบียร์ทำมือ เข้ามามีบทบาทต่อนักดื่ม ด้วยรสชาติที่แตกต่าง ด้วยความแปลกใหม่ ทำให้นักดื่มได้สัมผัสกับเบียร์ที่มีมิติมากกว่าเดิม ส่งผลให้ได้รับความนิยมมากขึ้น 

และยิ่งฮือฮามากขึ้นอีกเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เกิดกรณีการจับกุมตัว "เท่า-เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร" พร้อมยึดของกลางที่ใช้ผลิตคราฟต์เบียร์สัญชาติไทยแบรนด์ Taopiphob เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย  

ด้วยข้อกำหนดที่ระบุไว้ใน พระราชบัญญัติ สุรา พ.ศ. 2493 มีใจความว่าด้วยเรื่องการอนุญาตให้ผลิตเบียร์อย่างถูกกฎหมายได้ในสองกรณีคือ 

1. โรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่ (Macrobrewery) กำหนดทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตร/ปี 
2.โรงเบียร์ขนาดเล็ก (Microbrewery) คือโรงงานผลิตเบียร์ที่อยู่ภายในร้าน ขายเฉพาะในร้าน ห้ามบรรจุขวดขาย ทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท กำลังการผลิตขั้นต่ำ 1 แสนลิตร/ปี แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตร/ปี 

ยังมีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ.2543 ส่วนที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการทำและขายส่งสุราแช่ชนิดเบียร์และชนิดสุราผลไม้ ข้อ 7.1 ระบุไว้ช่วงหนึ่งว่า “ผู้ขออนุญาตต้องเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายไทย มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท มีเงินค่าหุ้นหรือเงินลงทุนที่ชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท กรณีที่เป็นโรงงานเบียร์ขนาดใหญ่ ต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี หรือถ้าผู้ใดจะทำโรงงานขนาดเล็ก ก็ต้องเป็นโรงงานเบียร์ขนาดเล็กประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) มีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 1 แสนลิตร แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี”

จากข้อกำหนดข้างต้น ถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย ที่เอื้อกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ แต่ไม่อำนวยให้ผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย ส่งผลให้มีการผูกขาดตลาดจากผู้ผลิตรายใหญ่ และปิดกั้นโอกาสในการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค แม้จะมีกระเเสเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อกฎหมายให้เปิดกว้างมากขึ้น แต่ยังไม่มีการตอบรับ ส่วนใหญ่จึงเบนเข็มไปตั้งโรงงานผลิตที่ต่างประเทศ แล้วนำเข้ามาจำหน่ายในไทย 

เตรียมเปิดโรงผลิตคราฟต์เบียร์ถูกกฎหมาย พ.ย.นี้ 
อย่างไรก็ตาม คุณวิชิต ซ้ายเกล้า หนึ่งในผู้ผลักดันวงการคราฟต์เบียร์ในประเทศไทย เจ้าของคราฟต์เบียร์แบรนด์ชิตเบียร์ บอกว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายคงเป็นเรื่องยาก แม้จะมีการเสนอเรื่องไปบ้าง แต่ยังไม่มีตอบรับกลับมา  จึงต้องเริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นไปได้ก่อน คือระดมทุนประมาณ 12 ล้านบาท จัดตั้งโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ย่านติวานนท์ ซึ่งจะเป็นโรงเบียร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถต้ม ดื่ม และขายในสถานที่นี้ได้ กำลังผลิตจะได้เกิน 1 แสนลิตร/ปี แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตร/ปี คาดว่าจะเปิดอย่างเป็นทางการพฤศจิกายนนี้

โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์จะเป็นโรงเบียร์เปิด (open source brewery) ให้นักทำคราฟต์เบียร์มาผลิตเบียร์ สร้างสรรค์รสชาติใหม่ สร้างแบรนด์ และขายที่นี่ จะมีทั้งการสอน มีสถานที่ให้ทำ และมีตลาดให้ เหมือนเป็นอีโคซิสเต็มเดียวกัน นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ใต้ดินที่มีอยู่กว่า 60 แบรนด์ถูกกฎหมายได้ และคาดหวังว่าที่นี่จะเป็นต้นแบบสำหรับให้คนที่สนใจก็อปปี้แนวคิดไปทำโรงเบียร์เพิ่มขึ้นอีก

นอกจากนั้นคุณวิชิตยังเปิดโอกาสให้คนที่สนใจ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตและชิมคราฟต์เบียร์ได้ที่ศูนย์เรียนรู้ทำเบียร์กินเองชื่อชิตเบียร์ ที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรีด้วย ซึ่งสามารถที่จะรวมกลุ่มไปเรียนได้ในราคา 7,500 บาท /กลุ่ม 

แนะรัฐเปิดทางผลิตคราฟต์เบียร์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 
คุณวิชิตมองว่า ถึงแม้จะมีแบรนด์ที่ถูกกฎหมายแล้ว แต่แบรนด์ใต้ดินก็ยังคงมีอยู่ เพราะการเป็นใต้ดินจะทำให้เกิดการทดลอง เกิดอินโนเวชั่นใหม่ๆ การจะเปลี่ยนแปลงระบบ ไม่ใช่การต่อต้าน ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้ง เมื่อตอนนี้มีกฎหมายแบบนี้ เราก็ต้องเคารพและทำตามกฎหมาย พร้อมแสดงให้เห็นว่า คราฟต์เบียร์ คือความเป็นไปได้ คือประโยชน์ สามารถสร้างงาน สร้างสินค้า สร้างภาษีให้ สร้างรายได้รัฐ  win-win ทุกฝ่าย เจ้าตลาดเบียร์เดิมก็ไม่เสียประโยชน์ 

โดยปี 2559 มูลค่าตลาดคราฟต์เบียร์อยู่ที่ประมาณ 35 ล้านบาท ส่วนปี 2560 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท โตขึ้นประมาณ 10% แต่หากเทียบกับเบียร์กระแสหลัก ถือว่ามูลค่าตลาดคราฟต์เบียร์ไทยยังน้อย แต่มีแนวโน้มไปได้ดี และเชื่อว่าในปี 2563 คราฟต์เบียร์จะมีสัดส่วน 1% ถือว่าเร็วมาก หากดูจากที่อเมริกาใช้เวลาประมาณ 30 ปีจึงจะมีสัดส่วนในตลาดได้ 7% 
มูลค่าตลาดเบียร์ปี 2559
คราฟต์เบียร์นับว่าเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี ภาครัฐไม่ต้องสนับสนุนหรือผลักดันก็ได้ แค่ปล่อยให้ผลิตได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะท้ายที่สุดด้วยรสชาติ ด้วยคุณภาพ และด้วย Story ผู้บริโภคจะคัดเลือกเองว่าคราฟต์เบียร์แบรนด์ไหนบ้างจะคงอยู่ 

รายใหญ่ให้ชี้ข้อจำกัดทางกฎหมาย คือผลดีของผู้บริโภค 
ขณะที่ ปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและกิจการองค์กร บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด (ทีเอพี) ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ไฮเนเก้น กล่าวว่า ในด้านการตลาดด้วยรูปแบบของบริษัท กับความเป็นคราฟต์เบียร์ เป็นสินค้าที่แตกต่าง ไม่ใช่คู่แข่ง เพราะคราฟต์เบียร์จะมีจิตวิญญาณของความเป็นคราฟต์เบียร์ มีรสชาติ มีเอกลักษณ์ ที่ต่างจากเบียร์ที่ผลิตจากโรงเบียร์ขนาดใหญ่ และในขณะนี้กลุ่มคราฟต์เบียร์ยังไม่มีการทำการตลาดแบบจริงจัง แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ผลิตคราฟต์เบียร์มีผลดี เป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ผลิตรายใหญ่ว่าเราเองก็ควรที่จะมีการพัฒนา จะทำแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว และไม่ใช่แค่เพียงการพัฒนาแพคเกจจิ้ง แต่รวมถึงการพัฒนาตัวสินค้าด้วย 

ส่วนเรื่องข้อกฎหมายอยากให้มองเป็นเรื่องของการควบคุมคุณภาพ ไม่ใช่ข้อจำกัดในการทำธุรกิจ หรือปกป้องรายใหญ่ เพราะการตั้งโรงผลิตเบียร์คราฟต์ที่ต่างประเทศแล้วนำเข้ามาจำหน่ายในไทยลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท บางแห่งก็มากกว่า และการลงทุนในจำนวน 10 ล้านบาท จัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ตามข้อกำหนดก็เป็นการควบคุมคุณภาพสินค้า ควบคุมผู้ผลิตในทางหนึ่ง หากบริโภคแล้วเกิดผลเสีย หรือมีปัญหาผู้บริโภคยังสมารถติดตามเอาผิด เรียกค่าเสียหายได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็ได้มาผลิต เมื่อเกิดปัญหาตามตัวไม่ได้เพราะเก็บกระเป๋าหายไปหรือปิดตัวไปแล้ว  

อยากให้มองว่าข้อกำหนดที่มีเป็นผลประโยชน์กับความปลอดภัยของผู้บริโภค เวลาโรงงานใหญ่ลงทุนก็มีข้อกำหนด ต้องทำตามกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องข้อกำหนดเรื่องการตรวจสอบคุณภาพสินค้า การผลิตเบียร์ 1 ขวด ถ้าไม่ใช้บรรจุภัณฑ์อย่างเหมาะสม ไม่ได้ผ่านการพาสเจอร์ไรส์อย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสปนเปื้อนสูง ไม่ปลอดภัยกับผู้บริโภค 

ในขบวนการผลิตจะมีกาก ตะกอน ของเสีย โรงงานขนาดใหญ่จะมีข้อกำหนดให้บำบัดของเสีย บำบัดน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยออกจากพื้นที่โรงงาน ซึ่งในส่วนนี้ต้องใช้ต้นทุนสูง ขณะที่คราฟต์เบียร์ยังไม่เน้นจุดนี้ ซึ่งถ้าไม่มีการควบคุมการผลิตที่ดีตั้งแต่ต้น จะเป็นปัญหาต่อผู้บริโภคในอนาคต 

ในต่างประเทศการผลิตคราฟต์เบียร์มีกฎหมายควบคุมเช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ซึ่งในบ้านเรายังไม่ให้ความสำคัญนัก ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.บ.อาหารใหม่ ก็ไม่ได้บรรจุแอลกอฮอล์ไว้ด้วย ทั้งที่เป็นเครื่องดื่ม นับเป็นอาหารประเภทหนึ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะการควบคุมคุณภาพ และควมปลอดภัยจะเป็นผลดีโดยตรงต่อผู้บริโภค อยากให้เน้นจุดนี้กันมากกว่า ได้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคราฟต์ และจากฟากของของผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือสัญญาณการตอบรับจากฝั่งผู้ถือกฎหมาย แม้ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ.2543 จะถูกศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนไปเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 เนื่องจากเห็นว่าการจะออกข้อกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตผลิตสุรา จะต้องออกเป็นกฎกระทรวง การออกเป็นประกาศกระทรวงจึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้อง ตามรูปแบบอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการออกกฎ 

แม้การแก้ไขกฎหมาย ดูจะเป็นเรื่องยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่ควรเพิกเฉย หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย Startup Thailand 4.0 ซึ่งถ้ากฎหมายได้รับการแก้ไข เปิดโอกาสให้มากขึ้น เชื่อว่าคนทำคราฟต์เบียร์น่าจะพร้อมรับกฎกติกาใหม่  ผู้บริโภคเองก็จะได้มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นด้วย 

[English]
Thai Craft Beers and the Pending Battle to Survive 
During the past 5-6 years, the craft beer market in Thailand has expanded impressively, proven by a surge in the market value of 35 million baht in 2016 to 300 million baht in 2017. The craft beer segment is also projected to grow from nearly nothing to around 1% of total Thai beer market in 2020 — a striking growth rate when compared with the fact that this segment in the U.S. took 30 years to hold a 7% share.

However, current laws apparently prevent homebrewers to produce beer for commercial sale by stating that a license will only be granted to a brewery with a minimum registered capital of 10 million baht, while a microbrewery will not be allowed to bottle their beer for sale at all.

Such legal impediments have been criticized for causing monopoly in the Thai beer market.  And because calls for the law amendment to open this sector have been unanswered, most small brewers have opted to open their breweries outside Thailand and import their products to sell locally.

Wichit Saiklao, a veteran craft beer brewer and the owner of the famous Chitbeer, noted that legal changes to accommodate homebrewers is a mammoth task.  Therefore, he decided to lead a move to raise 12 million baht to set up an open source brewery, which will be legally allowed to produce between 100,000 liters and one million liters of beer per year, by November.

For existing players, like Thai Asia Pacific Brewery, which produces and sells Heineken, the arrival of homebrewers is not a sign of competition but a positive push for further development of their products in all aspects.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments