728 x 90

คนไร้บ้านเพิ่ม ผลสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคม

img

“คนไร้บ้าน” (Homeless) ยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วพื้นที่ กทม. แม้ว่าหลายหน่วยงานจะยื่นมือให้ความช่วยเหลือ แต่ “คนไร้บ้าน” ก็ยังเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม และผลพวงจากการเข้าไม่ถึงสวัสดิการที่รัฐบาลจัดไว้ 

เผยสถิติคนไร้บ้าน 
ข้อมูลจากมูลนิธิอิสรชน ที่สำรวจจำนวนคนไร้บ้านทั่ว กทม. ปี 2559 พบว่า มีจำนวน 3,486 คน เป็นชาย 2,112 คน หญิง 1,374 คน โดยแยกเป็นกลุ่มเร่ร่อนไปมา 993 คน กลุ่มผู้ติดสุรา 858 คน กลุ่มผู้นอนหลับชั่วคราว 853 คน ซึ่งมีทั้งเป็นผู้เพิ่งพ้นโทษ เป็นผู้ป่วยข้างถนน รวมถึงมีคนไร้บ้านต่างชาติ 25 คน กลุ่มแรงงานเพื่อนบ้านต่างชาติ 51 คน และผู้ให้บริการทางเพศ 28 คน 
10 เขตที่มีผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมากที่สุด

มูลเหตุหนึ่งที่มูลนิธิอิสรชนชี้ชัดว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2558 ถึง 175 คน คือผลกระทบจาก พ.ร.บ. ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 ที่กำหนดคุณสมบัติเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต้องมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ ระดับ ม.3 ส่งผลให้มีผู้ตกงาน หรือต้องออกจากงานมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะเพิ่มขึ้น 

ปัญหา “สูงวัย-สุขภาพ” ต้องเร่งแก้ไข 
ขณะที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำรวจพบว่า มีคนไร้บ้านใน กทม. ทั้งที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะและศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 1,307 คน ส่วนใหญ่ ประมาณ 32.5% มีอายุระหว่าง 40-49 ปี และมีผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) สูงถึง 22% ถือได้ว่าสังคมคนไร้บ้าน เป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ก่อนผู้สูงอายุปกติในสังคม

และยังพบว่าคนไร้บ้านเป็นกลุ่มประชากรที่มีปัญหาทางสุขภาพมากกว่าค่าเฉลี่ยของสังคมไทยโดยรวม คือมีปัญหาโรคประจำตัวโดยเฉพาะความดันโลหิตสูง ถึง 51% ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ 20% มีปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่รุนแรง (ไม่เป็นอันตรายต่อสังคม) ประมาณ 70% ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ 17% มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 31% ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ 22% และมีปัญหาสุขภาพช่องปาก 70%  ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ 50% 

นอกจากนี้ ยังพบว่าการอยู่บนพื้นที่สาธารณะในระยะเวลานาน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้สุขภาพแย่ลง โดยมากกว่า 50% มีปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ ไม่มีบัตรประชาชน 28%  มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ 22% 
10 เขตที่มีผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมากที่สุด
คนไร้บ้านกระจุกตัวบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ 
จากสถานการณ์ที่คนไร้บ้านที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ร่วมกันสำรวจผู้เร่ร่อน ไร้ที่พึ่ง ขอทาน เพื่อให้ความช่วยเหลือคุ้มครอง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา 

โดยผลสำรวจล่าสุดช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า มีกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง จำนวน 484 ราย โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะอาศัยอยู่ตามสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ และส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์   สาเหตุมาจากความยากจน 271 ราย การไม่มีที่อยู่อาศัย 108 ราย และปัญหาด้านสุขภาพ 105 ราย ทั้งนี้ ได้ดำเนินการช่วยเหลือ โดยประสานติดตามญาติ เพื่อรับกลับคืนครอบครัวแล้ว 83 ราย  ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 57 ราย และส่งเข้ารับความคุ้มครองเพื่อฟื้นฟู พัฒนาคุณภาพชีวิต 344 ราย 

ทั้งนี้ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อน พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 มีการดำเนินในด้านที่พักอาศัยชั่วคราว บ้านมิตรไมตรี ให้บริการปัจจัย 4 แก่คนไร้ที่พึ่ง มีการช่วยเหลือประสานสืบหาข้อมูลทางทะเบียน ซึ่งหากเป็นบุคคลสัญชาติไทย จะช่วยประสานสืบค้นข้อมูลเอกสาร เพื่อคืนสิทธิความเป็นคนไทย และหากข้อมูลไม่เพียงพอ จะประสานกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นทำประวัติทะเบียนในการรับสิทธิด้านต่างๆ ตามหลักสิทธิมนุษยชน 

รัฐต้องเข้าใจปัญหาและแก้ให้ถูกจุด 
อย่างไรก็ตามมูลนิธิกระจกเงา แสดงความเห็นว่า แนวทางที่รัฐบาลทำอยู่ ยังไม่ตรงจุด การจัดระเบียบของรัฐมีผลกระทบต่อกลุ่มคนไร้บ้าน บางคนจากเดิมเลือกอยู่อาศัยในจุดที่ใกล้แหล่งอาหารก็ต้องโยกย้าย รัฐใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดเป็นตัวควบคุม มีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่บังคับให้คนไร้บ้านไปอยู่ในสถานพักพิงต่างๆ ซึ่ง 70% เป็นสถานจิตเวช บางแห่งก็มีการฝึกทักษะอาชีพที่ไม่ตรงกับความถนัด

ในต่างประเทศ มีมุมมองต่อกลุ่มคนไร้บ้าน 2 แบบ แบบแรกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐาน แบบที่สองคือ มองเป็นวิถีชีวิต เป็นทางเลือกในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่วิถีชีวิตที่ย่ำแย่ เพราะมีรัฐสวัสดิการรองรับ ทำให้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งตรงนี้แตกต่างกับประเทศไทย  เพราะคนไทยแม้จะทำงานมาก แต่ด้วยค่าครองชีพ ภาวะเศรษฐกิจทำให้รายได้ไม่เพียงพอก็เป็นปัญหาหนึ่ง เรื่องการเข้าถึงสิทธิและบริการด้านต่างๆ เรื่องการขาดสถานะทางสังคม หางานไม่ได้ ไม่มีบัตรประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ส่งผลให้กลายเป็นคนไร้บ้านไร้ที่พึ่ง ซึ่งทางภาครัฐต้องเข้าใจที่มาของปัญหา ต้องหารูปแบบการช่วยเหลือที่เหมาะสม ซึ่งการแก้ปัญหาก็จะแตกต่างไปตามบุคคล เปิดกว้างรับฟังและให้โอกาสให้ภาคสังคม มูลนิธิต่างๆ ที่คลุกคลีกับคนไร้บ้านเข้าไปช่วยวางแนวทางและดำเนินการแก้ไขด้วย 

ขณะนี้มูลนิธิกระจกเงา ร่วมกับศูนย์วิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันสำรวจข้อมูลความต้องการทั้งด้านที่พักอาศัย และความช่วยเหลือต่างๆ เพื่อนำมาสรุปหาแนวทางที่เหมาะสม โดยจะมีการประชุมประมวลผลกันในวันที่ 5 สิงหาคมที่จะถึงนี้ จากนั้นจะรวมข้อมูลนำเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบเพื่อที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป  

เห็นได้ว่า “คนไร้บ้าน” เป็นปรากฏการณ์หนึ่ง ที่ไม่ได้ต้องการเพียงความเข้าใจ การให้โอกาสของคนในสังคม แต่ต้องได้รับโอกาสการทำงาน การสร้างรายได้ที่มั่นคงเพียงพอ ลดช่องว่างจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เปิดโอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานให้กว้างขึ้นจากรัฐบาล คนไร้บ้านจะได้มีชีวิตที่มีคุณภาพดีขึ้นได้ 


คุณสิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนนมูลนิธิกระจกเงา
“ต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาเกิดจากอะไร มันเกิดจากเรื่องของคนที่ไม่มีสวัสดิการรองรับที่ดีพอ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในชีวิต ไม่มีเงินเก็บ ตกงาน ทำให้คุณภาพชีวิตตกไปเรื่อยๆ บางคนก็มีปัญหาครอบครัว ต้องออกจากบ้านมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ บางคนไม่มีบัตรประชาชน  เวลาป่วยก็ไม่สามารถรับการรักษาได้ คนไร้บ้านมีหลายกลุ่ม มีความต้องการที่แตกต่างกัน รัฐบาลต้องทำความเข้าใจส่วนนี้ด้วย จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด” 

นางภรณี ภู่ประเสริฐ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

“สสส. จัดกิจกรรมและเวทีเสวนาสาธารณะ Human of Street  ตอน Meet & Read คนไร้บ้าน เพื่อเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการแลกเปลี่ยน ถกเถียง สังเกตการณ์สถานการณ์คนไร้บ้าน ในสังคมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปสู่การมีส่วนร่วม ออกแบบและผลักดันนโยบายสาธารณะของภาคพลเมือง ในอนาคต โดยมีเป้าหมายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ยกระดับชีวิตคนจนเมืองและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม”  

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 
“การลงพื้นที่ปฏิบัติการจัดระเบียบคนไร้ที่พึ่งและคนขอทานตามนโยบายรัฐบาล ได้กำชับให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ พร้อมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่เทศกิจ มีภารกิจหน้าที่ในการดำเนินการเชิญตัวคนไร้ที่พึ่งและคนขอทานเข้าสู่ขบวนการคัดกรอง โดยทีมสหวิชาชีพ ซึ่ง พม. มีภารกิจหน้าที่ในการคัดกรองและส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับการคุ้มครอง ช่วยเหลือ ฟื้นฟู เพื่อพัฒนาศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน”

[English]
Homeless, A Reflection of Social Inequality in Thailand

Despite efforts by state agencies, social groups and various foundations, the number of homeless people has still risen.  A survey by the Issarachon Foundation showed there were 3,486 homeless people in Bangkok in 2016 — an increase by 175 from 2015.

The Issarachon Foundation believes the main reason behind the increase was the enforcement of the Security Business Act in 2015, which requires minimum education of Matthayom 3 (completion of secondary-school level) and has forced many to become unemployed.

A separate study by the Thai Health Promotion Foundation also suggested the homeless people in Bangkok now represent a completely aging society, as 32.5% of them are aged between 40 and 49 while 22% are over 60 years old.  Moreover, these people are suffering more health problems, including high blood pressure, non-violent mental illness, and non-communicable diseases, mainly because they don’t have an ID card or lack access to healthcare services.

Although the Ministry of Social Development and Human Security, the Royal Thai Police, the Ministry of Public Health and NGOs have joined forces in lending help to these homeless people, some have pointed out that the current approach, which focuses on the legal enforcement and career training, is not scratching the right itch.

The Mirror Foundation, which has urged the government to acquire more understandings about the causes of homelessness and allow the civil society to help more, is currently working with Chulalongkorn University to conduct a survey to find effective solutions to this problem before presenting them to related government agencies in a hope to find sustainable approaches to tackle the issue in a near future.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments