728 x 90

เจาะตลาดคนอกหักในสังคมออนไลน์

img

ด้วยความสะดวกของธุรกิจ E-Commerce และการก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสด ทำให้การซื้อขายสินค้าออนไลน์เติบโตสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนอกหักเป็นกลุ่มที่น่าสนใจและมีกำลังซื้อ จึงเป็นโอกาสดีที่จะนำพฤติกรรมนี้มาเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ

เปิดสถิติคนอกหักทั่วโลก
จากสูตรการคำนวณหาค่าความน่าจะเป็นของคนอกหักในแต่ละวันของสำนักงานอ้างอิงทางประชากรแห่งสหรัฐอเมริกา พบว่า หากคิดอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนประมาณ 50 ปี ในช่วงชีวิตของแต่ละคนจะอกหักเฉลี่ยประมาณ 3 ครั้ง เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโลก 7.3 พันล้านคน จะมีคนอกหักในโลกถึง 1.2 แสนคน/วัน หรือหากแทนค่าในสูตรคำนวณจำนวนประชากรของประเทศไทย คือ 65,729,098 คน จะพบว่า มีคนไทยอกหักประมาณ 10,805 คน/วัน หรือประมาณ 4 ล้านคน/ปี
สถิติคนอกหัก
จากรายงานของ Hootsuite บริษัทสตาร์ทอัพด้าน Social Media Monitoring ระบุว่า จาก 238 ประเทศทั่วโลกรวมประเทศไทยด้วย มีผู้ใช้ Social Media 2,789 ล้านคน คิดเป็น 37% ของจำนวนประชากรทั่วโลก 


ปัจจุบันเฟซบุ๊กมียอดผู้ใช้งานต่อเดือน 1,871 ล้านคน ขณะที่คนไทยใช้เฟซบุ๊กเป็นอันดับ 8 ของโลก ด้วยจำนวน 46,000,000 บัญชี เป็นรองสหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ และตุรกี 

ขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านระบบ E-Commerce ในเดือนมกราคม (ปี 2560) ของคนไทยอยู่ที่ 51% เป็นลำดับที่ 15 ของโลก อีกทั้งโฆษณาออนไลน์บนเฟซบุ๊ก มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วย

รักสะดุดใช้เฟซบุ๊กเพิ่ม  
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลวิจัย “พฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊กและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการของคนอกหัก” โดยให้คำนิยามของ “คนอกหัก” หมายถึง ภาวะที่บุคคลผิดหวังจากความรัก ทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ เนื่องจากผิดหวังจากความรักแบบเสน่หามีการคบหาและผูกพันกัน รวมถึงการหย่าร้างของคู่รัก แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ
1) กลุ่มคนที่เลิกกับแฟน/คนรัก
2) กลุ่มคนที่หย่าร้าง และ
3) กลุ่มคนที่นิยามตนเองว่าเป็นคนอกหัก


จากผลวิจัยพบว่า คนอกหักส่วนใหญ่ใช้งานเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวด โดยแสดงออกด้วยการกดถูกใจมากที่สุด 65.30% รองลงมาคือใช้เฟซบุ๊กในการอ่านข่าวสาร 60.40% และใช้อัพโหลดรูปภาพ เพลง คำคม หรือคลิปต่างๆ แทนความรู้สึก 55.20% โดยช่วงเวลาที่ใช้เฟซบุ๊ก บ่อยที่สุดคือ ทุกช่วงเวลา 49.50% ส่วนระยะเวลาในการเข้าใช้ต่อครั้งคือ 1–2 ชั่วโมง 33.20% และอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้คือ โทรศัพท์มือถือ 68.50%

ที่น่าสนใจคือ ขณะที่อกหักจะมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น 5 รูปแบบ คือ ซื้อเสื้อผ้า 49.30% ใช้บริการร้านอาหาร 42.80% ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม 41.60% ท่องเที่ยว 39.90% และเข้าฟิตเนส 38.20 %

งานวิจัยยังพบว่า เหตุผลหลักที่คนอกหักส่วนใหญ่ใช้เฟซบุ๊กเพิ่มขึ้น คือใช้ในการติดต่อสื่อสาร/สนทนามากที่สุด 77.70% รองลงมาใช้สังเกตพฤติกรรมคนรักเก่า 48.50% ใช้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความรัก 44.80% ใช้ระบายอารมณ์ 41.10% ใช้ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ 39.10% ใช้แสดงข้อดีของตนเอง เช่น สวยขึ้น หล่อขึ้น 33.70% ใช้ถ่ายทอดความรู้สึก 33.20% ใช้หาแฟนใหม่ 31.40% ใช้สร้างกระแสเพื่อได้ยอดไลก์ 30.50% และใช้ประชาสัมพันธ์สินค้า บริการ ธุรกิจและองค์กร 22.30%

นอกจากนี้คนอกหักยังต้องการบริการเพิ่มเติมจากธุรกิจและบริการ คือ อยากให้มีสภาพแวดล้อมดีๆ ที่นั่งสบายใจ 29.60% รองลงมาอยากได้บัตรลดที่พักริมทะเลตามเกาะต่างๆ 19.50% และอยากให้มีอาหารให้เลือกมากมาย 16.00%
ลักษณะการใช้ Facebook และกิจกรรมของคนอกหัก
แฮชแท็กเฉพาะของสังคมคนรักคุด 
สุภาพร พัฒนะ นักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เจ้าของงานวิจัย ระบุว่า แม้เฟซบุ๊กจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีในการสำรวจความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย แต่จากการศึกษาพบว่า ในช่วงก่อนอกหัก คนอกหักเกือบครึ่งหนึ่งมีการตั้งสถานะความสัมพันธ์ในเฟซบุ๊กเป็น “โสด” 61.30% ในขณะที่ช่วงอกหัก มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนอกหักไม่เปลี่ยนสถานะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ 61.40% ดังนั้นหากนักสื่อสารการตลาดต้องการสำรวจข้อมูลของคนอกหัก นักสื่อสารการตลาดจะไม่สามารถสำรวจข้อมูลจากการตั้งสถานะความสัมพันธ์บนเฟซบุ๊กได้

อีกทั้งคนอกหักมีการตั้งติดแฮชแท็ก เช่น #อกหัก #คนอกหัก #โดนเท #ถูกทิ้ง ฯลฯ  ซึ่งมีจุดประสงค์ในการรวมเนื้อหาหรือเรื่องราวโพสต์ที่มีความใกล้เคียงกันมาไว้เป็นหมวดเดียวกัน โดยแฮชแท็กเหล่านี้สามารถเป็นฐานข้อมูลคนอกหักได้ดีกว่าสถานะสัมพันธ์บนหน้าเฟซบุ๊ก

จากข้อสังเกต สินค้าและบริการที่ขายได้จะเป็นสินค้าและบริการที่เน้นการให้ความสุขกับชีวิต การระบายอารมณ์ การทำให้ตนเองดูดีขึ้น ส่วนเนื้อหาในการสื่อสารกับคนอกหักจะต้องแสดงถึงความเข้าใจคนอกหักอย่างจริงใจ เพื่อให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่เป็นบวกในความรู้สึกของผู้บริโภค เน้นการสื่อสารทางอารมณ์ในช่วงอกหัก นักการตลาดสามารถเปลี่ยน Need เป็น Want รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ และนำไปสู่ความภักดีในแบรนด์ได้ไม่ยาก แต่หากไม่ระมัดระวัง อารมณ์นี้อาจนำไปสู่การเกลียดแบรนด์ได้ง่ายเช่นกัน

ดังนั้นนักการตลาดต้องมีจรรยาบรรณในการสื่อสารทางอารมณ์กับคนอกหัก “ยิ่งเข้าใจความเป็นมนุษย์มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเติมเสน่ห์ของการสื่อสารการตลาดได้ดีมากเท่านั้น”

เมื่อรู้ถึงพฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊กของคนอกหัก นักการตลาดก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวางแผนและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ กับกลุ่มเฉพาะได้ ส่วนคนอกหักจะได้รู้เท่าทันพฤติกรรมตัวเองก่อนจะละลายเงินซื้อของอย่างบ้าระห่ำบนโลกโซเชี่ยล!


อาจารย์ ดร.สุทธนิภา ศรีไสย์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
"คนอกหักปัจจุบันไม่ได้เก็บตัวร้องไห้เหมือนสมัยก่อน แต่มีการเปิดเผยตัวมากขึ้น เพราะมีช่องทางในการระบายความในใจเพิ่ม จากการศึกษาพบว่าเกิดความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการใช้เฟซบุ๊กกับการบริโภคสินค้าและบริการในทุกหมวดช่วงอกหัก แสดงให้เห็นว่า ยิ่งคนอกหักใช้เฟซบุ๊ก ยิ่งมีโอกาสซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น"

สุภาพร พัฒนะ นักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตร์การตลาด ม.หอการค้าไทย
"งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการสร้างเนื้อหาหรือข้อความที่โดนใจในเฟซบุ๊ก เช่น สร้างอารมณ์ ให้ความรู้ ให้แนวทาง ไอเดีย หรือวิธีการต่างๆ แก่คนอกหัก จะเป็นการสร้างการสื่อสารการกับคนอกหัก ซึ่งเป็นโอกาสทางการตลาดสำหรับเจ้าของแบรนด์ องค์กร และนักสื่อสารการตลาด รวมถึงโครงการเพื่อช่วยเหลือสังคมต่างๆ ได้อีกด้วย"

[English]
Heartbroken People, An Increasingly-Attractive Market

The growing world population is now presenting a new market with promising potential for businesses, especially for E-commerce operators, to turn to and that is the market of heartbroken people. 

A probability calculation by the US’s Population Reference Bureau claimed there can be as many as 120,000 heartbroken people around the world each day, or around 10,805 people per day in Thailand.

A consumer behavior survey also indicates that Thai consumers were the world’s 15th most-active online (E-commerce) buyers in January 2017 while online advertisement on such social media platforms as Facebook looks set to be growing.

Meanwhile, a research by the University of the Thai Chamber of Commerce to study heartbroken people and their consumption behavior and Facebook usage found that they tend to spend more time on Facebook to communicate, spy on their exes, share opinions about love, vent, or look for new love.

For marketers, the study suggested more goods and services that focus on making users happier, or allowing users to vent, or helping improve their looks.  In terms of messages, they should show sincere understanding and sympathy, added the researchers.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments