728 x 90

ชีวิตและผลกระทบหลังเหล้า-บุหรี่ขึ้นราคา

img

หลังจากที่ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตามด้วยการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต  จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า มูลค่าสินค้าน้ำเมาและยาสูบมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือบรรดานักดื่มและสิงห์อมควันต้องปรับตัวรับอย่างเลี่ยงไม่ได้

คนกรุงต้องจ่ายหนักแค่ไหน 
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิต ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เป็นการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ โดยใช้ราคาขายปลีกแนะนำมาเป็นฐานในการคำนวณภาษี จึงจำเป็นต้องกำหนดอัตราภาษีใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับฐานภาษีที่เปลี่ยนแปลงไป แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

แต่หลังจากที่มีกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ออกมาในวันดีเดย์ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตใหม่มีผลบังคับใช้พอดี กลับพบว่าราคาสินค้าประเภทสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ มีทั้งพุ่งสูงขึ้น และปรับลดลงบ้างเล็กน้อย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคงไม่มีผู้ประกอบการแบกรับภาษีแต่ฝ่ายเดียว ฉะนั้นแล้วผู้บริโภคก็ย่อมหลบหลีกผลกระทบไม่พ้น

ส่งผลให้ราคาสินค้ามีการเปลี่ยนแปลง โดยราคาบุหรี่ราคาต่ำกว่า 60 บาท ปรับขึ้นซองละ 4-15 บาท บุหรี่ราคาสูงกว่า 60 บาท ปรับขึ้นซองละ 2-14 บาท ขณะที่เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ประเภทเบียร์ ปรับขึ้นเพิ่มขึ้น 0.50-2.66 บาท สุรากลั่นในประเทศเพิ่มขึ้น 8-30 บาท สุรากลั่นนำเข้าลดลง 3-26 บาท ไวน์นำเข้าราคาปลีกแนะนำไม่เกิน 1,000 บาท ปรับขึ้น 25 บาท และไวน์นำเข้าราคาปลีกแนะนำเกิน 1,000 บาท ปรับขึ้น 110 บาท

จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าวัยทำงาน (25-59 ปี) เป็นกลุ่มที่สูบบุหรี่สูงที่สุด โดยมีปริมาณเฉลี่ยต่อวันคือ 11.9 มวน ซึ่งภายหลังจากมีการปรับราคาใหม่ ประมาณการค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของสิงห์อมควัน ผู้นิยมสูบบุหรี่ไทยราคาต่ำกว่า 60 บาท อยู่ที่ 1,080 บาทต่อเดือน เพิ่มจากเดิม 360 บาท หากสูบบุหรี่ไทยราคาสูงกว่า 60 บาท อยู่ที่ 1,710 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากเดิมราว 162 บาท ส่วนบุหรี่นอกราคาต่ำกว่า 60 บาท อยู่ที่ 1,080 บาทต่อเดือน ลดลงจากเดิม 216 บาท บุหรี่นอกราคาสูงกว่า 60 บาท ยังคงอัตราเดิม

สำหรับประมาณการค่าใช้จ่ายของนักดื่ม พบว่าคอเบียร์ หากคิดดื่มวันละ 3 ขวด อยู่ที่ 180 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิม 18 บาท หากว่าดื่มทุกวันจะเป็นเงินถึง 5,400 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 540 บาท ส่วนสุราในประเทศ อยู่ที่ 283-450 บาทต่อขวด เพิ่มขึ้นจากเดิม 20-30 บาท ทั้งนี้ ขณะนี้ราคาสุรานำเข้าและเบียร์นำเข้ายังคงอัตราเดิมอยู่ 

ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติเคยได้สำรวจพฤติกรรมการดื่มสุราเมื่อปี 2554 โดยระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนข­องนักดื่มในกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่าย 1,376.42 บาทต่อเดือน แต่ในเวลานี้อาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 2,00-3,000 บาทต่อเดือน

ผู้ค้ายาสูบหวั่นบุหรี่เถื่อนทะลัก
ด้านสมาคมการค้ายาสูบไทย ได้ออกมาแสดงความกังวลใจถึงเรื่องภาษียาสูบภายใต้ พ.ร.บ. สรรพสามิตใหม่ ที่กำหนดราคาไว้ในระดับที่สูงมาก จึงอาจเป็นแรงจูงใจทำให้มีปริมาณบุหรี่หนีภาษีเข้ามาในประเทศมากขึ้น อีกทั้งการขึ้นราคานั้นส่งผลให้นักสูบหันไปหาบุหรี่หนีภาษีมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้และเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพแก่ประชาชน

โดยตัวเลขจากผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต โดยสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม กรมสรรพสามิต พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2560 มีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับบุหรี่จำนวนทั้งสิ้น 8,429 ราย ส่วนผู้กระทำผิดเกี่ยวกับสุรามีจำนวนทั้งสิ้น 16,564 ราย (ไม่ได้นับรวมเดือนพฤษภาคมที่ไม่มีการเผยข้อมูล) ซึ่งหากเทียบสถิติช่วงเวลาเดียวกันกับเมื่อปีที่ผ่าน พบว่าปีนี้มีจำนวนผู้กระทำผิดสูงกว่า เมื่อเทียบกันแบบเดือนต่อเดือนอีกด้วย

รัฐเล็งเก็บภาษีเหล้าบุหรี่เพิ่ม
กรมสรรพสามิตหวังว่าการปรับภาษีครั้งนี้จะทำให้ภาพรวมของการจัดเก็บภาษีที่จะเข้าสู่รัฐเพิ่มขึ้นปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยมาจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 5 พันล้านบาท และยาสูบ ประมาณ 2.1 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าจัดเก็บภาษีจากสินค้า 2 ประเภทที่กล่าวมา ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้ารัฐเกินกว่าครึ่งของภาษีที่กรมสรรพสามิตตั้งเป้าจัดเก็บจากสินค้าทุกชนิด

อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ตั้งแต่อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่มีผลบังคับใช้ ยังไม่พบปัญหาที่น่าเป็นห่วง โดยที่ขณะนี้ผู้ประกอบการได้เริ่มส่งราคาขายปลีกแนะนำ ที่จะใช้เป็นฐานการคิดภาษีใหม่มายังกรมสรรพสามิตแล้ว โดยจะต้องชำระภาษีทุกวันที่ 15 ของเดือน นอกจากนี้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร ได้ตั้งศูนย์เพื่อ