728 x 90

รถยนต์ไฟฟ้า EV อนาคตของคนเมือง

img

ปัจจุบันค่ายรถยนต์ชั้นนำทั่วโลก ต่างให้ความสำคัญกับการมุ่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันผู้คนก็เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยผลวิจัยเผยว่าคนไทยมีความต้องการถึงร้อยละ 44 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วภูมิภาค ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตในสังคมเมือง และการให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

คนไทยพร้อมใช้รถยนต์ EV
ผลวิจัยเกี่ยวกับอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนิสสันร่วมกับฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอยู่น้อย แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รับรู้เกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีมากมาย อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ (BEV) รถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฮบริด (Full Hybrid) และรถยนต์นิสสัน อี-เพาเวอร์ (e-POWER) เป็นต้น

โดยประเทศที่มีความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงสุดคือ ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 46 ตามด้วยประเทศไทย ร้อยละ 44 และอินโดนีเซีย ร้อยละ 41 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความต้องการของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ ร้อยละ 37
ความต้องการซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
นอกจากนี้ยังพบว่า คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมจะมีผลต่อความสนใจซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงและเมื่อเทียบกับประเทศ อื่นๆ ในภูมิภาค ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ที่มีความตั้งใจที่จะซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งผู้ที่จะเป็นลูกค้าพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เพื่อครอบครองรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากกว่ารถที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป

นี่ถือเป็นสิ่งที่บอกได้อย่างชัดเจนว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองได้ และประเทศไทยเองก็พร้อมสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญในการก้าวสู่ยุคของการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยคือ การมีมาตรฐานความปลอดภัย การได้รับความสะดวกในการชาร์จไฟฟ้า รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่ไม่สูงมาก โดยผลสำรวจระบุว่า ผู้คนส่วนใหญ่ต้องการคะแนนความปลอดภัยขั้นสูงสุดหรือระดับ 5 ดาว ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากได้มากที่สุดหากจะซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในขณะที่ร้อยละ 58 ต้องการใช้เวลาที่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้เต็ม

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ารุ่ง
ในงาน Bangkok International Motor Show 2018 ครั้งที่ 39 ที่ผ่านมา มียอดจองรถรวมทั้งสิ้น 36,941 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5,910 คัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 โดย Toyota ยังคงมาแรงมียอดจองมากที่สุดที่ 5,689 คัน แต่สิ่งที่เรียกความสนใจได้มากในปีนี้คือ ยานยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยค่าย FOMM แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่น สามารถสร้างยอดจองได้ถึง 354 คัน (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ  )

ขณะที่บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เดินหน้าเข้าสู่อนาคตไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จากฝีมือการออกแบบและพัฒนาของทีม R&D จนกระทั่งได้จัดตั้งบริษัทย่อยชื่อ MINE Mobility Research Co., Ltd.  เพื่อทำการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าตลอดจนฟังก์ชันต่างๆ ให้สอดรับกับความต้องการของผู้ใช้งานคนไทย

ล่าสุด MINE Mobility ได้นำรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบสัญชาติไทย ที่พัฒนาโดยทีมงานคนไทยอย่างแท้จริง มาร่วมแสดงในงานรวมทั้งสิ้น 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น City EV Concept รุ่น Sport EV Concept และ รุ่น MPV EV- Concept เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ทุกกลุ่มทุกวัย โดยคอนเซปต์หลักคือ Mission No Emission ที่มุ่งเน้นการสร้างยานยนต์ที่ไร้มลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดและปลอดภัย ง่ายต่อการบำรุงรักษา ให้ความคุ้มค่าในระยะยาว โดยในรุ่นซิตี้ (ตัวถังแฮทช์แบ็ก) จะมีราคาขายไม่เกิน 6 แสนบาท รุ่นเอ็มพีวีไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มส่งมอบได้ปลายปีหน้า

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้า 1,000 แห่งทุกๆ ระยะทาง 5 กิโลเมตรทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายในสิ้นปี 2561 นี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยให้สมบูรณ์

โดยก่อนหน้านี้ บริษัท วีราออโตโมทีฟ ก็ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทยคันแรกไปแล้วในรุ่น Vera V1 แต่ก็ยังมีข้อกังขาว่าเป็นรถไฟฟ้าจากจีนหรือไทยกันแน่ เพราะบริษัทของคนไทยทำการซื้อโครงรถยี่ห้อ Geely จากจีนมาดัดแปลงทำเป็นรถไฟฟ้าแบบ EV เท่านั้น

ด้าน Nissan ผู้นำการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า ตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 1 ล้านคัน ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และแบบระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อี-เพาเวอร์ (e-Power) ภายในปี 2565 โดยมีเป้าหมายเพื่อวิวัฒน์เทคโนโลยี และขึ้นเป็นผู้นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ล่าสุด ได้จัดแสดงสุดยอดรถไฟฟ้าสามรุ่นในงาน ออโต้ ไชน่า 2018 ได้แก่ นิสสัน ลีฟ ใหม่ นิสสันไอเอ็มเอ็กซ์ คุโร และ นิสสัน เทอร์ร่า ซึ่งเผยให้ถึงความพร้อม และศักยภาพของนิสสันท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นเพื่อก้าวสู่อนาคตที่น่าตื่นเต้น และกำลังเติบโตในประเทศจีน

ด้านกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ก็หันมาจับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเช่นกัน ล่าสุด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เปิดตลาดสินเชื่อรถยนต์พลังงานทางเลือก ประเดิมด้วยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้นร้อยละ 1.99 ต่อปี โดยนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 2 รุ่นเด่น ร่วมแคมเปญดังกล่าว ได้แก่ Tesla Model S ผู้นำรถไฟฟ้าจากอเมริกาขนาดเล็ก และบีวายดี e6 ซึ่งเป็นที่นิยมมากทั้งใน ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเบลเยี่ยม โดยคาดว่าภายใน 5 ปีต่อจากนี้ จะเห็นรถยนต์พลังงานทางเลือกออกมาให้บริการอย่างหลากหลาย

ขณะที่ภาคเอกชนต่างแข่งขันกันออกนวัตกรรมใหม่ๆ และบริการอันหลากหลายเพื่อช่วงชิงลูกค้าในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลไทยเองก็กำลังเดินหน้าผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค ฉะนั้น คงอีกไม่นานเกินรอที่เราจะมีโอกาสได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งแล่นอยู่ทั่วเมือง นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยลดมลพิษอีกด้วย แต่ก็อย่าลืมว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีเวลาวิ่งที่จำกัด ดังนั้น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าควบคู่กับสถานีชาร์จไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงให้มากที่สุด 


นายมานิตย์ วรรณวานิช ประธานสายเครือข่ายการขายและบริการ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
“ภารกิจสำคัญต่อจากนี้คือการทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมรถยนต์ และต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้าเป้าหมายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง”
นายมานิตย์ วรรณวานิช ประธานสายเครือข่ายการขายและบริการ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments