728 x 90

ยอดขายรถยนต์ไทยทะลุ 1 ล้านคัน จับตาปี 2562 รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง

img

ตลาดรถยนต์ไทย ปี 2561 เติบโตสุดขีด ทำยอดขายเกิน 1 ล้านคัน นับเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ คาดว่าปี 2562 จะยังคงขายดีต่อเนื่อง อาจแตะล้านคันเหมือนปีที่ผ่านมา ขณะที่จะได้เห็นค่ายรถส่งรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ปี 2561 ยอดขายรถยนต์ทะลุ 1 ล้านคัน 
ตั้งแต่ต้นปี 2561 ยอดขายรถยนต์ในไทยเดินหน้าเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกินความคาดหมายของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่ประมาณว่าตัวเลขจะแตะที่ 920,000 คัน แต่ผ่านครึ่งปีแรกหลายฝ่ายเริ่มมองตัวเลขที่ 1 ล้านคัน โดยกลุ่มรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งรถยนต์อีโคคาร์ มีตัวเลขยอดขายโดดเด่นเป็นอย่างมาก และรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ซึ่งเติบโตได้อย่างดีตลอดทั้งปี จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นที่นิยมของตลาด

ส่งผลให้ ตลาดรถยนต์ไทย ปิดตัวเลขยอดขายในปี 2561 ที่ 1,039,158 คัน เติบโตขึ้น 19.2% นับเป็นยอดขายเกิน 1 ล้านคัน ครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ตลาดรถยนต์ไทย หลังจากที่เคยทำได้ในปี 2555 และ 2556 ซึ่งมีปัจจัยมาจากโครงการรถยนต์คันแรก

โดยปัจจัยที่ทำให้ปี 2561 มียอดขายถล่มทลายมาจากการที่ค่ายรถยนต์เปิดตัวรถรุ่นใหม่หลายรุ่น พร้อมโปรโมชั่นการตลาดที่จูงใจ อีกทั้งมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ รวมถึงรถยนต์ในโครงการรถคันแรกชุดสุดท้ายถึงกำหนดครบ 5 ปี ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ผลักดันให้ GDP ของประเทศไทยเติบโต 4.2%


ค่ายรถผสานเสียง คาดปี 62 ยอดขายยังแตะล้านคัน
สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ในปี 2562 นี้ มร.จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอ็มจีมั่นใจว่าตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีนี้ จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ประมาณการว่าจะเติบโต 5-10% ซึ่งเอ็มจีตั้งเป้ายอดขายที่ 50,000 คัน จากปีที่แล้วขายได้ 23,740 คัน โดยขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเตรียมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรมยานยนต์ที่ทันสมัยอีกหลายรุ่น รวมทั้งยกระดับการบริการ พร้อมจัดกิจกรรมทางการตลาดและส่งเสริมการขายรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งที่ผ่านมาเอ็มจีได้ขยายการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการไปทั่วประเทศแล้วกว่า 100 แห่ง ในปีนี้จะเพิ่มเป็น 140 แห่ง

อีกทั้งจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย ผนวกกับความมุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อปี 2560 เอ็มจีได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ ด้วยงบการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ภายในนิคมอุตสาหกรรม เหมราชอีสเทิร์น ซีบอร์ด แห่งที่ 2 จ.ชลบุรี สามารถผลิตรถยนต์ได้ถึง 100,000 คันต่อปี ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีระบบตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานระดับโลก โรงงานยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันเป็นฐานการผลิตรถยนต์เอ็มจีพวงมาลัยขวา สำหรับจำหน่ายในไทยและทั่วโลก

สอดคล้องกับมุมมองของ มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่เปิดเผยว่าแนวโน้มตลาดรถยนต์ในไทยปีนี้ จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ด้วยจำนวน 1 ล้านคัน จากปัจจัยการลงทุนของภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการ กระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน รวมถึงการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ในตลาดรถยนต์

โดย โตโยต้า ตั้งเป้าการขายในประเทศที่ 330,000 คัน เพิ่มขึ้น 4.7% จากปี 2561 ที่มียอดขาย 315,113 คัน เติบโต 31.2% ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 30.3% นอกจากนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี ตอบสนองนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดในไทยให้เร็วขึ้น ซึ่งจะเริ่มผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์ Toyota Gateway ในเดือนพฤษภาคมนี้ ยังได้ริเริ่มโครงการการจัดการแบตเตอรี่ทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยลดปัญหาการเกิดขยะ และช่วยทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนในประเทศ ภายใต้แนวคิดการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณการนำเข้าแบตเตอรี่ และลดต้นทุนการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริด

ขณะที่ คุณชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2561 ถือเป็นปีแห่งการวัดคุณภาพและฝีมือของคนยานยนต์ เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันที่สูงมาก สำหรับมาสด้า แม้จะไม่ได้ส่งรถยนต์รุ่นใหม่ลงสู้ศึกในตลาด แต่กลับทำยอดขายได้เกินคาดทะลุ 70,475 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 37%

ทั้งนี้คาดว่าตลาดรถยนต์ไทยในปี 2562 จะทรงตัวหรือเติบโตขึ้นเล็กน้อย ประมาณการตัวเลขอยู่ที่ 1.03-1.06 ล้านคัน สำหรับ มาสด้า จะมียอดขายสูงขึ้นมากกว่า 75,000 คัน เติบโตขึ้น 5-10% และส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 6.7% โดยปีนี้ถือเป็นปีทองของมาสด้า โดยจะมีการส่งรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดมากถึง 6 รุ่น ทั้งรถเก๋ง รถอเนกประสงค์ และรถครอสโอเวอร์ มาพร้อมดีไซน์ใหม่จากโคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่น 2 และเทคโนโลยีสกายแอคทีฟใหม่ SKYACTIV-X และ Hybrid

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ายอดขายรถยนต์ไทยในปีนี้ อาจปรับลดลงไปสู่ระดับ 980,000 - 1,010,000 คัน ซึ่งหดตัว 2-5% เมื่อเทียบกับปี 2561 แม้ตลาดจะมีปัจจัยบวกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของค่ายรถต่างๆ รวมทั้งการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และการลงทุนภาครัฐกับภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัว แต่ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องภาวะหนี้ครัวเรือน ที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเพิ่มความระมัดระวังการให้สินเชื่อของบริษัทลีสซิ่งต่างๆ จากปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นมาก 


ส่องเทรนด์รถยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกันในปัจจุบันตลาดรถยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคแห่งรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยก็เป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยนับตั้งแต่ปี 2553 ที่มีการเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ จนถึงปี 2561 ก็ยังคงได้รับความนิยม และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้ง ไทยยังได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งกำลังอยู่ในกระแสของตลาดโลก และมีทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากระดับราคาที่จับต้องได้มากขึ้น จากการสนับสนุนของภาครัฐ ในการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่เอื้อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จนทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า รถยนต์อีโคคาร์ มียอดขายถึง 171,000 คัน ขยายตัว 37% เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้า มียอดขายสูงกว่า 21,000 คัน ขยายตัวถึง 75%

จับตารถยนต์ไฟฟ้ามาแรง
ก้าวเข้าสู่ปี 2562 คาดว่ารถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าจะยังได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วย 2 ปัจจัยหนุนที่สำคัญ คือ 1. การเดินหน้าลงทุนของค่ายรถยนต์ โดยมีค่ายรถที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากบีโอไอ และกำลังอยู่ระหว่างรอการพิจารณา ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิตที่ต่ำกว่ารถยนต์รุ่นปกติมาก จึงสามารถตั้งราคาที่ดึงดูดผู้ซื้อได้มากขึ้น ทำให้เตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกมาหลายรุ่น

และ  2. นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการผลักดันโครงการรถยนต์อีโคคาร์ ให้มีการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการขับเคลื่อน (อีโคอีวี) ทั้งรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิตลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะกระตุ้นให้รถยนต์ไฟฟ้าเติบโตเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ไฮบริด ที่ค่ายรถอาจจะเริ่มนำมาทำตลาดก่อน จากความพร้อมด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และโอกาสในการได้รับการตอบรับ เพราะมีราคาใกล้เคียงกับรถยนต์รุ่นปกติ อาจส่งผลให้สัดส่วนความต้องการรถยนต์อีโคคาร์ไฮบริดเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนรถยนต์อีโคคาร์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์อีโคคาร์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ อาจจะต้องรอให้ระดับเทคโนโลยีของค่ายรถยนต์ต่างๆ มีความพร้อมมากกว่านี้ รวมถึงในเรื่องของราคาแบตเตอรี่ที่ควรจะต้องลดลงอยู่ในระดับที่จับต้องได้มากขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไทย อาจจะมีจำนวน 37,000-38,500 คัน ขยายตัวกว่าร้อยละ 76-83% จากปี 2560


เร่งพัฒนารถยนต์ยูโร 5 แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5
ฝุ่นพิษ PM2.5 เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเกิดจากไอเสียรถยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการแก้ปัญหาในระยะยาว คือการพัฒนาเป็นมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งปล่อยมลพิษและฝุ่น PM2.5 เพียง 1 ใน 5 ของมาตรฐานยูโร 4 จึงเริ่มมีการพูดคุยให้ค่ายรถเร่งพัฒนารถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ภายในปี 2564

ทั้งนี้ ต้นทุนการพัฒนารถยนต์ยูโร 5 ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ที่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000-25,000 บาทต่อคัน ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน 800-1,600 บาทต่อคัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการปรับมาตรฐานไอเสีย ระดับยูโร 5 แล้ว แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าต้องคำนึงถึงรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเก่าที่ยังไม่ได้มาตรฐานยูโร 5 ซึ่ง ณ สิ้นปี 2561 ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีจำนวนสะสมสูงถึง 3 ล้านคัน โดยต้องมีการปรับจูน ระบบเครื่องยนต์ให้เป็นมาตรฐานยูโร 5 ด้วย จากข้อมูลวิจัยในสหภาพยุโรป พบว่าต้นทุนในการปรับจูนอยู่ที่ประมาณ 55,000 บาทต่อคัน อีกทั้งผู้บริโภคจะต้องเลือกใช้น้ำมันดีเซล ยูโร 5 ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งภาคเอกชนต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าหลายหมื่นล้านบาท และภาระต้นทุนอาจตกมาสู่ผู้บริโภคผ่านราคาด้วย รวมถึงต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการจับปรับรถยนต์ที่ปล่อยควันดำบนท้องถนน  
____________________
มร.จาง ไห่โป - กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
“เอ็มจีต้องขอขอบคุณคนไทยที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี รวมทั้งขอบคุณภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนการดำเนินของบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา จนกล่าวได้ว่าวันนี้เอ็มจีได้เติบโตอย่างมั่นคงในตลาดเมืองไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญของเรา ทั้งนี้เรายังคงเดินหน้าสานต่อการดำเนินธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะมาพร้อมนวัตกรรมยานยนต์ที่ทันสมัย การบริการที่เหนือมาตรฐาน ตลอดจนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าของเอ็มจี และสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”


Thai Auto Industry Likely to See Active Push for EVs
Since early 2018, Thailand’s automotive industry has been expanding steadily and exceeded the initial domestic sales estimate of 920,000 units before ending at 1,039,158 units – a 19.2% on-year increase.  This was the third year that local vehicle sales hit the one-million mark and it was attributed to the introduction of many new models, attractive promotional campaigns, relaxed loan consideration, the end of the minimum five-year ownership under the first-car scheme, and Thailand’s 4.2% GDP.

In 2019, MG Sales (Thailand) expects its sales to grow 5%-10% to at least 50,000 units, compared with 23,740 units sold in 2018, while Toyota Motor Thailand projects this year’s sales to increase 4.7% from last year’s record of 315,113 units due to ongoing public and private investment projects and the company’s plan to launch new models.

Mazda Sales Thailand said that it beat expectation in 2019 with the sales of 70,475 units – a 37% year-over-year growth, despite the fact that the company did not introduce new models and the market was very competitive.  Mazda expects its 2019 sales to grow to over 75,000 units and win a market share of 6.7% on the back of the plan to launch six new models of passenger vehicles, SUVs and crossover vehicles.

However, Kasikorn Research Center forecast Thailand’s domestic sales of vehicles to contract 2%-5% to 980,000-1,010,000 units in spite of positive developments within the automotive industry, improved public confidence due to the upcoming general election and continued public and private investment.

Meanwhile, environmentally-friendly automobiles, particularly electric vehicles (EVs), look likely to be well-received in 2019 because of more investment by automakers and the government’s promotional policies.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments