728 x 90

คนเมือง 60% ยอมรับยานยนต์ EV ทางออกปัญหา PM2.5

img

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศในวงกว้าง หนึ่งในตัวการสำคัญคือ เครื่องยนต์ดีเซลที่นิยมใช้ในภาคคมนาคมขนส่ง ซึ่งทางออกหนึ่งเพื่อการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนและมีการใช้งานแล้วในหลายประเทศคือ ยานยนต์ EV

เลือก EV เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 
ผศ.ดร.ภูรี สิรสุนทร จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric vehicles : EV) ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ของไทย เพราะรัฐบาลได้สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมให้มีการใช้ยานยนต์ EV ในประเทศแล้ว โดยได้วางแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยระหว่างปี 2559-2579 รวมถึงวางแผนที่นำทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยระหว่างปี 2557-2562 เนื่องจากยานยนต์ EV มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ PM2.5 ประหยัดเชื้อเพลิง และมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง เช่น มีอัตราเร่งในการออกตัวสูง (ไม่ต้องทดเกียร์) ไม่มีเสียงดังของเครื่องยนต์รบกวน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าเชื้อเพลิง ฯลฯ แม้จะมีข้อด้อยที่ต้องคำนึงถึง อย่างการชาร์จพลังงาน 1 ครั้ง (ประมาณ 4 ชั่วโมง) จะวิ่งได้ประมาณ 400 ก.ม. ทำให้ไม่เหมาะแก่การใช้เดินทางไกล   ไม่นับรวมด้านราคาขายในปัจจุบันที่ยังจัดว่าค่อนข้างสูง แต่เมื่อวัดกันที่การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวแล้วก็ยังถือว่ามีความคุ้มค่า พิสูจน์ได้จากหลายประเทศที่ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ประเภทนี้เป็นหลัก เช่น นอร์เวย์ เยอรมัน ญี่ปุ่น อเมริกา และจีน (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 1)


คนกรุง 60% ยอมรับยานยนต์ EV
สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผู้ใช้รถประเภทเชื้อเพลิงเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ EV จากงานวิจัยโครงการประเมินมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่อการยอมรับของผู้บริโภคจาก สกว. พบว่า ในการที่จะให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ EV นั้น จำเป็นต้องมีตัวชี้วัดเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นราคา ค่าเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบันเมื่อเทียบต้นทุนที่ผู้ใช้ยานยนต์ต้องจ่ายแล้ว EV ยังมีความโดดเด่นจูงใจไม่มากพอที่จะทำให้ผู้ซื้อเปลี่ยนใจมาซื้อโดยเฉพาะยานยนต์ในเซ็กเมนต์เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า คนกรุงร้อยละ 60 ยอมรับยานยนต์ EV โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมี 3 ส่วน คือ ปัจจัยส่วนบุคคล การศึกษา และรายได้ ปัจจัยภายในเกี่ยวกับตัวรถ ราคา ค่ายรถ และสมรรถนะของรถ สุดท้ายคือปัจจัยภายนอก บริการหลังการขาย เป็นต้น

ทั้งนี้ จากงานวิจัยมีการประเมินว่า หากประเทศไทยมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าตามอัตราการยอมรับ EV ที่ร้อยละ 60 ของเป้าหมาย 1.2 ล้านคันภายในปี พ.ศ. 2579 จะทำให้ความต้องการน้ำมันเบนซินลดลง 600 ล้านลิตร ดีเซลลดลง 313.9 ล้านลิตร และ LPG ลดลง 174.7 ล้านลิตร ในขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจะสูงขึ้นเฉลี่ย 2,994 GWh โดยจะประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ถึง 11,936 ล้านบาท และลดมูลค่าต้นทุนทางสังคมได้ 70,279 ล้านบาท (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ  2)


ผลักดันมอเตอร์ไซค์ EV ของสตาร์ทอัพไทย
ด้านภาคเอกชนเองก็ให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้า EV เช่นเดียวกัน ล่าสุด เอดิสัน มอเตอร์ สตาร์ทอัพไทย ร่วมกับ สตาร์เลียน โรงงานผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ ผนึกกำลัง ซีไอเอ็มบี ไทย และเวิลด์ลีส ผลักดัน มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานสะอาดหวังเปลี่ยนเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอันยั่งยืน โดยฝีมือสตาร์ทอัพไทย

โดย บริษัท เอดิสัน มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบัน 99% ของรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยใช้พลังงานน้ำมัน แม้จักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) จะเข้ามาไทยกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม เป็นที่มาของการก่อตั้ง Edison Motors สตาร์ทอัพไทย ภายใต้การนำของสองวิศวกรรุ่นใหม่ในปี 2560 ที่ต้องการสร้างรถ EV เพื่อเปลี่ยนมุมมองเดิมของตลาดที่มองว่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขับขี่ได้เพียงระยะใกล้ ใช้เวลาชาร์จนาน ประสิทธิภาพโดยรวมน่าผิดหวัง ไม่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน  

โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดีที่สุดจากทุกมุมโลกผสานเข้ากับเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการก้าวสู่การเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกแห่งวงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เกิดเป็นมอเตอร์ไซค์ EV รุ่น Edison VOLTA ที่สามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระยะทางไกล 150 กิโลเมตร โดยใช้เวลาชาร์จไฟฟ้าไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ขับขี่ได้เร็วขึ้น ยั่งยืนขึ้น มีความคุ้มค่า ประหยัดต้นทุนพลังงานทั้งของผู้ใช้เองและส่วนรวมในระยะยาว ทั้งจากต้นทุนพลังงานไฟฟ้าที่ถูกกว่าน้ำมัน รวมถึงต้นทุนด้านการซ่อมบำรุง และสมรรถนะการใช้งานที่ดีกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดีต่อชั้นบรรยากาศและไม่สร้างมลพิษทางเสียงอีกด้วย EV เป็นทางออกอันสมบูรณ์แบบเพื่ออนาคตที่ดีกว่า รถ EV 1 คัน ช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานได้ 0.92 บาท/กิโลเมตร ลดมลพิษ CO2 ได้  3.5 g/km ถ้ามีคนใช้ EV เพิ่มเป็น 10,000 คัน จะช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานได้ 9,200 บาทต่อกิโลเมตร ลดมลพิษ CO2 ได้ 35,000 g/km ยังไม่รวมถึง NOx ที่เป็นแก๊สอันตรายต่อสุขภาพและทำให้เสียชีวิตได้ โดยรถน้ำมันผลิตอยู่ที่ 1.8 g/km

ขณะเดียวกัน กลุ่มซีไอเอ็ม บี ไทย ได้เข้ามาเป็นผู้นำปล่อยกู้ ‘สินเชื่อไร้ฝุ่น’ โดยสนับสนุนสินเชื่อทั้งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Edison Motors แบรนด์ของสตาร์ทอัพไทย และ TAILG (ไถ่หลิน) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบรนด์ดังติดอันดับ 2 ของจีน ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์นี้ได้จับมือกับทางสตาเลียน ให้เป็นโรงงานผู้ผลิต โดยทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุนรถไฟฟ้า พร้อมแหล่งทุน โดยหวังผลักดันพลังงานสะอาด เพื่อสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่

ดันไทยสู่ฐานผลิตแบตเตอรี่ EV อันดับ 4 ของเอเชีย
สำหรับปี 2562 นี้ เป็นปีที่ตลาดรถยนต์ EV ในไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นไปอีกระดับ หลังค่ายรถที่มีการผลิตรถยนต์ในประเทศ ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนประกอบรถยนต์ไฟฟ้าจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นที่เรียบร้อยก่อนครบกำหนดไปเมื่อสิ้นปี 2561

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ภาพตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเห็นในระยะ 5 ปีนับจากนี้ของไทย หรือในปี 2566 นั้น รถยนต์ไฟฟ้าจะมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์รวมต่อปีทั้งประเทศ หรือคิดเป็นประมาณ 240,000 คันต่อปี เนื่องจากค่ายรถที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีการระบุถึงการลงทุนเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วย ดังนั้นในปี 2566 กำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของหลายค่ายจะเริ่มเข้าใกล้สู่อัตราการผลิตอย่างเต็มกำลัง ส่งผลให้จำนวนแบต เตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องผลิตออกมาเพื่อรองรับความต้องการของ  ตลาดในประเทศจะมีปริมาณอย่างน้อยถึง 260,000 ลูก

โดยคาดว่าการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดส่งออกในปี 2566 จะมีปริมาณไม่น้อยกว่า 170,000 ลูก นับเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของปริมาณการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ไทยน่าจะมีการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 430,000 ลูก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3 ของตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ส่งผลให้ไทยกลายมาเป็นผู้นำฐานการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน และโอเชียเนีย รวมถึงเป็นฐานการผลิตใหญ่อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียได้ในอนาคต (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ  3)


คนกรุงตื่นตัวป้องกันวิกฤตฝุ่น
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การจัดการวิกฤตฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.42 ตื่นตัวในจัดการปัญหานี้ด้วยวิธีป้องกันตัวเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย ปิดประตู-หน้าต่างกันฝุ่น งดออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้พัดลม-เครื่องฟอกอากาศ ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ และปิดห้องแอร์ให้สนิท รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน และเดินทางไปต่างจังหวัดที่ไม่มีฝุ่น

เมื่อถามถึงการมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 70.98 มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง เช่น ฉีดน้ำล้างฝุ่นละอองหน้าบ้านตนเอง หยุดเผาขยะใบไม้ เศษวัสดุ นั่งรถประจำทางไปทำงานแทนการขับรถส่วนตัว หยุดการจุดธูป ประทัด ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเวลาจอดรถรอสัญญาณไฟ หยุดต่อเติมขยายบ้าน และอื่นๆ เช่น ปลูกต้นไม้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยู่บ้านเพื่อลดการใช้รถ เป็นต้น

ส่วนมาตรการที่อยากให้รัฐแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละออง ประชาชนร้อยละ 45.12 ระบุว่า หยุดการก่อสร้างในพื้นที่วิกฤตฝุ่นละออง รองลงมา ร้อยละ 20.30 ระบุว่า ห้ามรถที่ใช้น้ำมันดีเซลวิ่งชั่วคราว ร้อยละ 11.82 ระบุว่า ให้โรงงานอุตสาหกรรมหยุดทำงานชั่วคราว ร้อยละ 7.61 ระบุว่า ให้ทำฝนเทียม ร้อยละ 7.14 ระบุว่า มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการตรวจจับรถที่ปล่อยควันดำ เป็นต้น (ดูอินโฟกราฟิกประกอบ 4)


ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 การสนับสนุนให้เปลี่ยนยานยนต์เชื้อเพลิงเป็นยานยนต์ไฟฟ้าก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้อีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงข้อดีของยานยนต์ EV ให้แก่ประชาชนควบคู่กันไปด้วย ซึ่งหากจะทำให้เกิดผลนี้ได้ ความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ
____________________
ผศ.ดร.ภูรี สิรสุนทร - จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“นอกจากโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในประเทศที่รัฐบาลผลักดันแล้ว ควรใช้มาตรการส่งเสริมทางการเงินเพื่อลดราคายานยนต์ไฟฟ้าและ TCO ลง เช่น การลดภาษีนำเข้า และการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อให้ราคารถประเภทนี้ต่ำลงจนสามารถแข่งขันกับรถสันดาปภายในที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้”


[English]
EVs Recognized by Many as Solutions to PM2.5
The Thailand Research Fund (TRF) said hat the Thai government has continued providing support for the development of electric vehicles (EVs), which are known for being environmentally-friendly and energy efficiency.

But, while EVs are not suitable for long-distance travel as each power charge allows the vehicles to run for no more than 400 kilometers and their prices are still high, this is still a worthwhile technology over a long term, illustrated by an active adoption in many countries, such as Norway, Germany, Japan, the United States and China.

A study in Bangkok shows 60% of residents recognized the efficiency of EVs.  And, based on this acceptance rate and Thailand’s target to introduce 1.2 million of this type of vehicle by 2036, the country’s demand for benzene, diesel and LPG can drop by 600 million liters, 313.9 million liters and 174.7 million liters, respectively, within this time frame.  At the same time, local demand for electricity will rise to an average of 2,994 GWh while Thailand will be able to save on the cost of fuel by 11.93 billion baht and lower social costs by 70.27 billion baht.

As the recent air pollution crisis still lingered in the mind of people, NIDA poll has gone out to check on people’s reactions and responses to the problem of PM2.5 dust particle in Greater Bangkok.  One of the questions was about what solutions respondents think should be adopted and 45.12% said there should be a temporary ban on vehicles running on diesel and 11.82% suggested a temporary shutdown of industrial factories.

So, it’s apparent that the successful introduction of EVs should be one effective approach for Thailand to tackle PM2.5.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments